ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 179 อยากจะให้นางสำลักตาย / ตอนที่ 180 ไสหัวออกไปเถอะ
ตอนที่ 179 อยากจะให้นางสำลักตาย / ตอนที่ 180 ไสหัวออกไปเถอะ
ตอนที่ 179 อยากจะให้นางสำลักตาย
จ้าวเสวียนจิ่งรีบเก็บมือกลับมาในทันที สีหน้าของเขาเย็นชานิ่งสงบ และไม่ได้แสดงออกถึงความตึงเครียดมากเกินไป
รัชทายาทเป็นคนเรียกหมอหลวงเอง หมอหลวงจึงต้องวิ่งมาอย่างรวดเร็ว และมาถึงในเวลาไม่นาน
“น่าจะเป็นเพราะความโกรธ ทำให้อัดอั้นในใจ หายใจเข้าไม่สะดวกอึดอัด ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พักสักครู่เดี๋ยวก็คงดีขึ้น” ขณะที่พูดหมอหลวงก็นำยาเม็ดหนึ่งยัดเข้าปากเซี่ยเฉียวไป
“ยาเม็ดใหญ่ขนาดนี้ เจ้าอยากจะให้นางสำลักตายหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งอดพูดขึ้นมาไม่ได้
“…” หมอหลวงหนังตากระตุกทันที
ยาเม็ดนี้ของเขาแค่จะให้นางอมไว้ในปากเท่านั้น…เพื่อเรียกสติ
จ้าวเสวียนจิ่งรู้สึกไม่มีความสุขเท่าไร จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าที่เขาลงโทษไปเมื่อสักครู่ออกจะเบาไปหน่อย
ลองดูเซี่ยเฉียวตอนนี้สิ สลบไสลไม่ได้สติเช่นนี้…
ความจริงแล้วเซี่ยเฉียวแค่อยากจะแกล้งเป็นลม แต่นางหายใจไม่ออกขึ้นมาจริงๆ และหลังจากนั้นนางก็หมดสติไปเสียอย่างนั้น
คนพวกนั้นแย่งอากาศของนาง
คนในสำนักศึกษานี้มากเกินไป ไม่เหมือนที่วัด ที่นานๆ ทีจะมีสักวันที่ควันธูปโขมง ส่วนในเวลาอื่นๆ นางก็ไม่ต้องเจอคนมากมายขนาดนี้
การเป็นลมหมดสติของเซี่ยเฉียวครั้งนี้ ทำให้พวกชีไหวและคนอื่นๆ ดูมีความผิดมากยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าพวกเขาจะเดินไปที่ไหนก็มีคนชี้มือชี้ไม้ใส่อยู่เสมอ
น่าอับอายขายหน้าเป็นที่สุด
ครั้งนี้เซี่ยเฉียวไม่ได้หมดสตินาน
ยาของหมอหลวงได้ผลดี ทันทีที่นางลืมตาขึ้นมาและพบว่าจ้าวเสวียนจิ่งยังไม่ได้จากไป นางก็แทบจะหายใจไม่ออกอีก “ข้าไม่ไป”
วิญญาณที่อยู่ที่นั้นไม่เหมือนกับพวกที่อยู่ในร้านของนาง!
ร้านของนางผ่านการจัดวางฮวงจุ้ยมาแล้ว ความยโสโอหังของพวกวิญาณจึงถูกกดข่มไว้บางส่วน อีกอย่างพวกวิญญาณที่มาที่ร้านของนางได้ก็แทบจะไม่มีเจตนาร้ายต่อนาง แต่ที่ศาลตัดสินคดีความเหมือนกันที่ไหน
นางได้ยินมาว่าวิญญาณที่นั่นตายอย่างน่าอนาถ
และทั้งหมดก็น่าเกลียดน่ากลัวมาก ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยเลือด
นอกจากนี้ยังมีวิญญาณที่ทรงพลังมากมาย
“ข้าไม่ได้บังคับให้เจ้าไปเสียหน่อย” จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้วอย่างจนใจ “เจ้าคงไม่ได้ตกใจจนเป็นลมเพราะชื่อของศาลตัดสินคดีความหรอกนะ”
“อืม” เซี่ยเฉียวหลุบตาพยักหน้าด้วยอาการอ่อนน้อม
ไม่ นางแค่ไม่อยากเห็นพลังหยินแปลกๆ รอบกายรัชทายาทต่างหาก
หากนางมองไม่เห็นวิญญาณ นางคงจะตอบรับคำเชิญอันมีน้ำใจของรัชทายาทนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึง อย่างไรผู้ชายที่มีโหงวเฮ้งดีขนาดนี้ก็มีไม่มาก นางก็ชอบ ย่อมอยากจะชื่นชมให้มากสักหน่อย
จ้าวเสวียนจิ่งสีหน้าซับซ้อน สายตาสงบนิ่งนั้นแฝงแววจนปัญญา
น้ำเสียงแจ่มชัดเอ่ยขึ้น “เจ้ารักษาตัวให้ดี หาก…ข้ามีเรื่องจำเป็นจะมาหาเจ้าเอง”
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือนางไม่ต้องไปที่ศาลตัดสินคดีความแล้ว
“พบกันที่สำนักศึกษาก็ดีอยู่แล้ว ข้างนอก…ก็อย่าเลยดีกว่า” เซี่ยเฉียวเหลือบมองเขาด้วยสายตาลำบากใจก่อนจะเอ่ยอย่างหน้าด้าน
ในสำนักศึกษามีพลังหยางเข้มข้น
นางสามารถพูดคุยเงื่อนไขกับรัชทายาทได้เช่นนี้ เซี่ยเฉียวรู้สึกว่าจิตใจนางกล้าหาญพอสมควรเลยทีเดียว
จ้าวเสวียนจิ่งรู้สึกสงสัยในใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าออกมา ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ
เมื่อเซี่ยเฉียวดีขึ้นมากแล้ว รัชทายาทก็จากไป
ถึงแม้จะไม่อยากจากไป แต่ก็ไม่ควรที่จะรั้งอยู่นานๆ
เซี่ยเฉียวกลับไปที่ห้องเรียนด้วยใบหน้าขาวซีด
ชึบๆ สายตาหลายสิบคู่จ้องมองนาง
“เซี่ยเฉียว เจ้า…ดีมากจริงๆ!” ฟังมู่เสวี่ยเริ่มเอ่ยก่อน ดวงตาที่มองเซี่ยเฉียวดูเหมือนจะลุกเป็นไฟ
เซี่ยเฉียวงุนงง “อืม ก็ค่อนข้างดีอยู่…”
แล้ว?
“อันที่จริงพวกเราเรือนคงกู่ไม่ค่อยเลื่อมใสพวกเรือนหมู่ตันมาตลอด ตอนนี้ถือว่าพวกเราได้ระบายความขุ่นเคืองออกไปบ้างแล้ว!” ฟังมู่เสวี่ยเอ่ยอีก
เซี่ยเฉียวเม้มปาก “ไม่เลื่อมใสหรือ ข้าจำได้ว่าพวกเจ้าอยากไปอยู่เรือนหมู่ตันมากนี่…”
นางกำลังพูดความจริง
“…” จู่ๆ ฟังมู่เสวี่ยก็รู้สึกว่านางไม่มีอะไรจะคุยกับเซี่ยเฉียว
ผู้หญิงคนนี้ช่างใจกล้า แต่ละคำที่นางพูดออกมาสมควรโดนทุบสักที เหมือนนางยั่วโมโหชัด!
แน่นอนว่านางเคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อน แต่ตอนนี้ฟังมู่เสวี่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า…
นางน่ารักเล็กน้อย
ตอนที่ 180 ไสหัวออกไปเถอะ
ตอนนี้ฟังมู่เสวี่ยก็ไม่ได้รู้สึกเขินอายแต่อย่างใด นางเอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่นานจึงไม่รู้ ขอแค่เป็นศิษย์ของเรือนหมู่ตัน พวกผู้ใหญ่ก็จะชอบใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แน่นอนว่าพวกเราเองก็อยากที่จะโดดเด่นบ้าง แต่พวกเรือนหมู่ตันบางคนก็ดูถูกพวกเราเรือนคงกู่ ทุกครั้งที่พวกเราทำบุญก็จะต้องมีการแข่งขันระหว่างกันอยู่เสมอ ดังนั้น…ความรู้สึกที่เรามีต่อเรือนหมู่ตันจึงค่อนข้างซับซ้อน…”
ไม่เลื่อมใสเป็นเรื่องจริง คิดอยากจะไปเรือนหมู่ตันก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน
ก่อนหน้านี้เซี่ยเฉียวไม่คิดที่จะใกล้ชิดสนิทสนมกับใครในสำนักศึกษา นางเข้าเรียนที่สำนักศึกษามานานขนาดนี้แล้ว แต่ก็มีฉินหลิวเป็นเพื่อนแค่คนเดียวเท่านั้น
จากสถานการณ์ในวันนี้ แม้พวกฟังมู่เสวี่ยจะทำเพื่อหน้าตาของตัวเอง แต่พวกนางก็ยังนับว่าสุภาพกับเซี่ยเฉียวอยู่บ้าง
พวกนางไม่ได้ออกมาแสดงว่าสงสัยในตัวเซี่ยเฉียวตั้งแต่แรกก็นับว่าไม่เลวแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม เซี่ยเฉียวก็ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะรู้สึกขอบคุณพวกนางแค่เพราะเรื่องเช่นนี้
ไม่ต้องเป็นปฏิปักษ์ต่อกันก็พอแล้ว
เซี่ยเฉียวไม่ได้แยแสสนใจ นางยังคงสงบนิ่ง และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในเมื่อข้าก็เป็นคนของเรือนคงกู่ ก็สมควรที่จะต่อสู้เพื่อเรือนคงกู่อยู่แล้ว เรื่องนี้พวกเจ้าวางใจได้ ต่อไปข้าก็จะไม่ทำเรื่องอะไรที่ทำให้เรือนคงกู่ต้องอับอายผู้คนเช่นกัน”
คำพูดของเซี่ยเฉียวนับได้ว่าเป็นการแสดงจุดยืนของนาง และนับเป็นการแสดงความปรองดอง
ฟังมู่เสวี่ยยิ้มแย้ม “อันที่จริงเรื่องราวก่อนหน้านี้พวกเราแค่เข้าใจผิดไปเอง ไม่ควรที่จะมองเจ้าด้วยสายตาแปลกๆ เช่นนั้น”
แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่เกรงใจนางด้วยเพราะความเป็นคนตระกูลเซี่ย ต่อมาก็เห็นอกเห็นใจนางด้วยเห็นว่านางเป็นพวกอายุสั้น
แม้ว่าประการหลังจะทำไปด้วยเจตนาที่ดี แต่เมื่อมาคิดดูให้ดีแล้ว เจตนาดีเช่นนี้…
ไม่มีเสียยังดีกว่า
แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้พวกเขาก็รู้สึกเคารพเซี่ยเฉียวจริงๆ
อันที่จริงแล้วภาพวาดนั้นไม่ได้สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือทัศนคติของเซี่ยเฉียวต่างหาก
คนจากเรือนหมู่ตันพากันมาด้วยอารมณ์โกรธมากมายขนาดนั้น แต่นางก็ยังสงบอยู่ได้โดยไม่ตื่นตระหนก ทิฐิมานะเช่นนี้น่านับถือจริงๆ
ทันใดนั้นคนส่วนมากในเรือนคงกู่ต่างก็รู้สึกว่าเซี่ยเฉียวน่ามองมากยิ่งขึ้น
แน่นอนว่ายกเว้นซย่าหย่าอวิ๋นไว้คนหนึ่ง
เมื่อนางเห็นว่าเซี่ยเฉียวได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ มากขนาดนี้ นางยิ่งรู้สึกรังเกียจ
เซี่ยเฉียวก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!
นอกจากชั้นเรียนของอาจารย์หลี่ว์ผู้เฒ่าที่นางฟังอย่างตั้งใจแล้ว นางเข้าเรียนชั้นเรียนอื่นน้อยมาก?!
อีกอย่างการสอบในแต่ละเดือนก็ยังไม่มาถึง รอให้ผลคะแนนของนางออกมาก็คงจะเป็นตัวถ่วงพวกนางเช่นเดิม?
ทว่าซย่าหย่าอวิ๋นไม่ได้โง่ ในขณะที่ทุกคนกำลังอยู่ในความตื่นเต้น นางพูดเรื่องเหล่านี้ไปก็ไม่มีประโยชน์
คอยดูไปเถอะ!
เวลานี้ฝั่งเซี่ยเฉียวกำลังสมัครสมานสามัคคี
แต่เผยหว่านเย่ว์กลับกำลังแย่
นางไม่ได้ไปจากสำนักศึกษา ด้วยยังคงหวังว่าตนเองอาจจะโชคดี นางกลับไปที่ชั้นเรียนที่สี่เรือนหวงจวี๋ แบกหน้าไปหาคนที่นางรู้จักในช่วงสองวันนี้
“ขอข้า…ยืมถั่วเงินหน่อยได้ไหม…” น้ำเสียงของนางสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้า ดูน่าสงสารอย่างยิ่ง
แต่ตอนนี้คนในเรือนหวงจวี๋เกลียดนางมาก
คนตรงหน้าถึงกับผลักนางออกไป “จะมาแสร้งทำตัวน่าสงสารทำไม ที่กลายเป็นอย่างนี้ก็เพราะเจ้าหาเรื่องเองไม่ใช่หรือ ท่าทางหมดอาลัยตายอยากอย่างนี้ คนอื่นที่เขาไม่รู้ก็จะอาจจะคิดได้ว่าพวกเรารังแกเจ้า”
“เผยหว่านเย่ว์ ข้าสงสัยเหลือเกิน ว่าเจ้ามีความแค้นอะไรกับเซี่ยเฉียวกันแน่ เจ้าถึงได้พยายามที่จะขับไล่นางออกไปขนาดนี้”
“ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า เซี่ยเฉียวไม่ได้ไปไหน แต่เจ้ากลับต้องไสหัวออกไป คิดว่าเจ้าเองก็ยังงุนงงใช่หรือไม่ ภาพวาดนั้นกลับกลายเป็นของจริง…เฮอะ!”
ต้องบอกว่าเพราะข่าวลือนั้นเผยหว่านเย่ว์เป็นคนเผยแพร่ ดังนั้นทุกคนจึงไม่ได้สงสัย!
ใครใช้ให้เผยหว่านเย่ว์และเซี่ยเฉียวเป็นญาติกันเล่า!
ในเรือนหวงจวี๋นี้ก็มีอยู่สองสามคนที่ไปร่วมชมเรื่องสนุกจนต้องถูกลงโทษ เวลานี้พวกนางจึงยิ่งเกลียดนางมากยิ่งขึ้น
“หากหาถั่วเงินไม่ได้ก็ไสหัวออกไปเถอะ กลับไปที่สำนักศึกษากู่หลันของเจ้า!”
“เจ้าพูดผิดแล้ว คนที่ถูกไล่ออกจากสำนักศึกษาหลวง สำนักศึกษากู่หลันไม่อาจรับเข้าไปง่ายๆ ได้หรอก” ใครบางคนเอ่ยเยาะ