ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 189 มีอะไรน่าดูหรือ / ตอนที่ 190 เดรัจฉาน
ตอนที่ 189 มีอะไรน่าดูหรือ / ตอนที่ 190 เดรัจฉาน
ตอนที่ 189 มีอะไรน่าดูหรือ
ภายใต้สถานการณ์ตอนนี้เขาก็ทำได้เพียงกัดฟันคิดหาวิธีต่อไป
นอกจากนี้เขายังจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่ามีใครอยู่ข้างในบ้าง หากท้ายที่สุดแล้วพวกเขาทั้งหมดถูกไฟเผาตายกันหมด รูปร่างหน้าตาของพวกเขาก็จะแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ยากที่จะรู้ได้ว่าใครเป็นใคร
“นี่คือโรงงานทำเทียนของตระกูลเจิ้ง เจิ้งหลู่เซิงลูกชายคนเดียวของตระกูลเจิ้งเข้าไปข้างในแล้ว พร้อมกับร้องตะโกนโวยวาย พ่อตาและแม่ยายก็ตามเข้าไปด้วย แล้วก็ยังมีนักพรต…นักพรตหญิงอีกคน นางอายุราวๆ สามสิบกว่าปี และยังมีเพื่อนบ้านตระกูลเว่ยที่อยู่บนถนนเดียวกันอีกจำนวนหนึ่ง…”
ใต้เท้าท่านนี้จึงรีบส่งคนไปตรวจสอบทันที
เนื่องจากพวกเขาเป็นคนในพื้น จึงพอจะรู้ได้ไม่ยากว่าแท้จริงแล้วมีใครอยู่ข้างในนั้นบ้าง
เพียงแต่นักพรตหญิงคนนี้ปรากฏตัวขึ้นอย่างลึกลับ ไม่รู้ที่มาที่ไป
หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา เขาจะเขียนรายชื่อออกมาอย่างไรดี อีกอย่างเขายังต้องแจ้งข่าวกับญาติด้วย นักพรตหญิงผู้นี้มากจากอารามไหนเขาก็ไม่รู้เช่นกัน…
…
ขณะนั้นเซี่ยผิงกั่งก็กำลังติดตามองค์ชายท่านที่อยู่ข้างกายเขานี้เพื่อสืบคดีด้วยกัน
สมองเขาแทบจะระเบิดอยู่แล้ว
องค์ชายรัชทายาทมาตรวจการ พูดตรงๆ ก็คือเขามาเฝ้าดูการทำงานของผู้คนในศาลตัดสินคดีความของพวกเขา
แต่ก็ไม่น่าจะต้องถึงกับไปสืบคดีด้วยกันเลยนี่
นอกจากนั้นงานของศาลตัดสินคดีความไม่ใช่จะมีเพียงแต่การสืบสวนคดีเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อีกมาก ซึ่งเป็นเรื่องผ่อนคลายกว่าการสืบสวนคดี แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รัชทายาทจึงออกมาเดินเล่นด้วยกันกับเขา
เดินเล่นก็เดินเล่นสิ รัชทายาทจะพูดอะไรมากมาย
ประเดี๋ยวก็ถามเขาว่าทำงานที่ศาลตัดสินคดีความนี้เป็นอย่างไรบ้าง ประเดี๋ยวก็ถามเขาว่าครอบครัวของเขาอยู่ที่เมืองหลวงนี้ปรับตัวได้หรือไม่
พวกที่ไม่รู้ก็อาจจะคิดได้ว่ารัชทายาทกำลังสนใจครอบครัวของเขา
เขาเคยเป็นโจรมาก่อน ก็กลัวแต่ว่าจู่ๆ วันใดวันหนึ่งพวกเชื้อพระวงศ์จะนึกถึงพวกเขาขึ้นมา แต่นึกไม่ถึงเลยว่า อยู่ๆ เขาจะต้องมาอยู่ต่อหน้ารัชทายาทเช่นนี้
เขาก็เหมือนกับปลาที่ต้องรับกับคมมีดนับครั้งไม่ถ้วน จนมีแรงที่จะดิ้นแล้ว
“ดูเหมือนจะมีเพลิงไหม้อยู่ข้างหน้า” เซี่ยผิงกั่งเหลือบไปมองทางทิศใต้ “ฝ่าบาท นายสิบค่ายระวังเพลิงเป็นเพื่อนเก่าแก่ของกระหม่อม กระหม่อมจะขอ…ไปดูเขาหน่อยได้หรือไม่”
คนออกมาจากค่ายด้วยกันตอนนั้นมีไม่น้อย
ถึงอย่างไรทุกคนกำลังยอมจำนนกับทางการแล้ว มันไม่สมเหตุสมผลเลยที่หัวหน้าจะได้เป็นขุนนางเท่านั้น แล้วคนอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรทำ
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนต่างก็ออกไปจัดการคนเถื่อนและได้รับความดีความชอบจากทางทหาร
ดังนั้นเมื่อมีคนบางส่วนที่อยากจะเป็นทหาร ทางการจึงรับเข้ามาหมด ส่วนบางคนที่ใจไม่กล้าและกลัวว่าราชสำนักจะคิดบัญชีพวกเขาก็เลือกที่จะเปลี่ยนสถานะเป็นพลเมืองดี และเลือกที่อยู่อาศัยและทำงานอย่างสงบสุขแทน
แต่คนที่ออกมาจากค่ายโจรนับว่าเป็นผู้มีใจกล้าทั้งนั้น ดังนั้นในค่ายทหารต่างๆ รวมถึงค่ายระวังเพลิงนี้ จึงมีคนที่เซี่ยผิงกั่งรู้จักอยู่บ้าง
เพลิงไหม้ทางทิศใต้ครั้งนี้ดูเหมือนจะรุนแรง
เขาไปดูเผื่อว่าเขาจะสามารถช่วยอะไรพี่น้องของเขาได้
“ข้าก็จะไปด้วย” จ้าวเสวียนจิ่งรู้สึกว่าเซี่ยผิงกั่งคนนี้น่าสนใจมาก
พูดตรงๆ ทำอะไรง่ายๆ หน้าตาดุร้าย แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะทำอะไรโง่ๆ หากเขาเกิดในตระกูลใหญ่ ตอนนี้เขาคงจะไม่ใช่แค่ข้าราชการตัวเล็กๆ ตำแหน่งต่ำต้อยแค่นี้หรอก
เซี่ยผิงกั่งตกตะลึงจริงๆ “ที่นั่นกำลังเกิดไฟไหม้… มีอะไรน่าดูหรือพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเสวียนจิ่งกลับเบิกบานทันที
หากเป็นคนอื่น พวกเขาก็จะพูดว่า ‘พระวรกายของฝ่าบาทล้ำค่า ที่กำลังเกิดเพลิงไหม้แห่งนั้นไม่ค่อยปลอดภัย’ แต่เขากลับพูดออกมาตรงๆ ทื่อเช่นนี้
“ข้าก็แค่อยากดู” กับคนตรงๆ เขาย่อมต้องพูดออกมาตรงๆ เช่นกัน
เซี่ยผิงกั่งได้ยินดังนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “ก็ได้ ฝ่าบาทดูแลตัวเองดีๆ ก็แล้วกัน ที่เพลิงไหม้อย่างนั้น ข้าเกรงว่าจะดูแลท่านไม่ไหว”
จ้าวเสวียนจิ่งตอบรับอย่างง่ายดาย
พี่ชายของเซี่ยเฉียวคนนี้ยอดเยี่ยมเสียจริง
ทว่าแม้แต่รัชทายาทอย่างเขาเซี่ยผิงกั่งยังไม่ค่อยจะใส่ใจขนาดนี้ กับผู้หญิงเขาก็คงไม่ได้ดีด้วยเท่าไรนัก นิสัยเช่นนี้คงจะหาภรรยาไม่ได้ไปตลอดชีวิต
ตอนที่ 190 เดรัจฉาน
รัชทายาทเดินไปแล้ว คนที่คอยปกป้องเขาอย่างลับๆ ก็ย่อมต้องตามไปด้วยเช่นกัน
ใต้เท้าหลิวกำลังกลัดกลุ้มเรื่องเพลิงไหม้อยู่พอดี แต่แล้วเขาก็ได้เห็นเซี่ยผิงกั่ง
เขาเป็นขุนนางตำแหน่งเล็กๆ และไม่รู้จักรัชทายาท แต่เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับเซี่ยผิงกั่ง เมื่อเห็นสีหน้าแสดงความห่วงใยของเขา เขาพูดขึ้นโดยไม่รอให้เซี่ยผิงกั่งถาม “น้องเซี่ย คราวนี้แย่มากจริงๆ หน่วยระวังเพลิงติดอยู่ข้างในกันหมดแล้ว คนข้างนอกก็เข้าไม่ได้ คนข้างในก็ออกมาไม่ได้ จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว!”
“…” เซี่ยผิงกั่งหนังตากระตุกทันที “พี่น้องของข้าติดอยู่ข้างในหรือ”
“ใช่ อยู่กันหมดเลย เดิมทีแม้ว่าเพลิงที่นี่จะดูรุนแรง แต่ก็พอที่จะดับได้อยู่ ทว่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ก็มีควันดำปกคลุมขึ้นมา หลังจากนั้น…ด้านบนก็มีพวยน้ำดูดน้ำขึ้นไปหมด จะให้ดับไฟได้อย่างไรเล่า” น้ำเสียงใต้เท้าหลิวท้อแท้
แม้เขาอาจจะไม่สูญเสียตำแหน่ง แต่ก็อาจโดนลดขั้น
“ที่นี่เป็นโรงทำเทียนหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยถาม “มีคนถูกขังอยู่ข้างในจำนวนเท่าไร”
“ที่นี่เป็นโรงทำเทียน ดังนั้นจึงดับเปลวไฟไม่ได้เสียที” ใต้เท้าหลิวถอนหายใจอีก “เมื่อสักครู่เพิ่งตรวจสอบไป ตอนนี้ข้างในมีหน่วยระวังเพลิง คนงานที่อยู่ช่วยดับไฟ ชาวบ้านมาร่วมชมเรื่องสนุก รวมกันทั้งหมดสามสิบเจ็ดคน จริงสิ ยังมีนักพรตที่ยังตรวจหาที่มาที่ไปไม่พบคนหนึ่งด้วย”
“มีนักพรตได้อย่างไร” เซี่ยผิงกั่งหนังตากระตุกทันที เขาพูดพลาง ปล่อยให้คนราดรดน้ำลงบนตัวเขาพลาง
พี่น้องของเขาอยู่ข้างใน อย่างไรเขาก็ต้องเข้าไป
“สองสามีภรรยาคู่หนึ่งเชิญมาน่ะ เพิ่งจะมีเรื่องเอะอะโวยวายกันไป บอกว่าลูกชายคนเดียวของโรงทำเทียนนี่ทำเรื่องสารเลวอะไรลงไป จนยั่วยุของสกปรกเข้า…” ทันทีที่ใต้เท้าหลิวพูดถึงตรงนี้ หนังตาเขาก็กระตุกทันที “น้องเซี่ย เจ้าว่าเป็นไปได้ไหมที่…”
ภูตผีปีศาจจะเล่นอะไรเข้าแล้ว!
เพลิงไหม้ครั้งนี้มันเลวร้ายจริงๆ
“ท่านคิดจะรายงานเบื้องบนไปอย่างนี้หรือ” เซี่ยผิงกั่งไม่อยากจะเชื่อ
“จะได้อย่างไรกันเล่า แต่ข้าก็ยังคิดว่านักพรตหญิงคนนั้นน่าแปลก หลายคนก็เห็นนางแล้ว พวกเขาบอกว่าคำพูดของนักพรตหญิงคนนั้นใช้ได้นะ ลูกชายคนเดียวของโรงทำเทียนนั่นถูกวิญญาณแค้นรังควานจนลุกขึ้นยืนไม่ได้” เวลานี้ใต้เท้าหลิวรู้สึกสิ้นหวังเล็กน้อย
เซี่ยผิงกั่งเวลานี้เตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะบุกเข้าไป
แต่ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในหมอกควันสีดำ แล้วเดินต่อไปอีกก้าว…
เขากลับออกมาอยู่ข้างนอกอีกแล้ว!
เมื่อได้เห็นใบหน้าของใต้เท้าหลิวและรัชทายาทอีกครั้ง เซี่ยผิงกั่งก็แสดงความงุนงง
“ข้า…เข้าไปแล้วชัดๆ…” เซี่ยผิงกั่งชี้ไปทางด้านหลังเขา
หลังจากที่เขาเข้าไปในควันดำแล้ว เขาก้าวไปข้างหน้าชัดๆ แต่ทำไมเขาถึงเดินกลับออกมาข้างนอกอย่างแปลกประหลาดอะไรเช่นนี้
“ข้าเห็นว่าเจ้ายืนอยู่ข้างนอก เดินไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ขยับ…” ใต้เท้าหลิวขนลุกซู่ไปหมด
“…” มุมปากเซี่ยผิงกั่งกระตุกเล็กน้อย
ก่อนจะหันหลังกลับไปลองดูอีกครั้ง
แต่ก็เหมือนกับเมื่อสักครู่ ขาก้าวหนึ่งก้าวเข้าไป แล้วอีกก้าวก็พาเขาออกมา
“อย่าลองเลย เมื่อครู่ทุกคนก็เข้าไปไม่ได้ อย่างกับคนตาบอดหลงทางกระนั้น เจ้าว่าเป็นไปได้ไหมว่าสถานที่บ้าๆ นี่จะเป็นเขาวงกต ข้าเดาว่าผีบังตาเป็นแน่” ใต้เท้าหลิวพูดอย่างซังกะตาย
เซี่ยผิงกั่งเกาศีรษะของเขา ร่างกายเหมือนหมีง่วง ของเขาดูมึนงงสับสน
“นักพรตหญิงคนนั้น…หน้าตาเป็นอย่างไรหรือ” จู่ๆ จ้าวเสวียนจิ่งก็ถามขึ้นมา
“…” ใต้เท้าหลิวหนังตากระตุกทันที
เจ้าเด็กนี่ยังเป็นคนอยู่หรือไม่ ใยเวลาสำคัญเช่นนี้ยังจะมาอยากรู้อีกว่านักพรตหญิงหน้าตาดีหรือไม่!
ช่างเดรัจฉานเสียจริง!
“จากที่ฟังพวกเขาพูดมา นางเป็นนักพรตที่เข้าถึงทางเต๋า มีลักษณะของเซียน หน้าตาผ่องใส สงบเย็น และลึกลับคาดเดาไม่ได้” ใต้เท้าหลิวกล่าวถึงตรงนี้ก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “หากเป็นนักพรตที่มีความสามารถก็ดีเลย พอนางจัดการเรื่องประหลาดๆ นี้ได้ พวกเราก็จะเข้าไปดับไฟช่วยคนได้แล้วสินะ”
จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้วมุ่น
ระยะนี้เขารู้จักนักพรตเต๋าอยู่ก็แค่คนเดียวเท่านั้น
เซี่ยเฉียว
แม้ว่านางจะไม่ได้แต่งตัวเป็นนักพรตอีกหลังจากที่นางมาถึงเมืองหลวงแล้ว แต่เมื่อนึกถึงการพบกันครั้งแรกของพวกเขาที่เมืองสือฝั่ง เขาก็ลืมลักษณะท่าทางของนางไม่ลง