ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 193 งานยาก / ตอนที่ 194 น่าเหลือเชื่อ
ตอนที่ 193 งานยาก / ตอนที่ 194 น่าเหลือเชื่อ
ตอนที่ 193 งานยาก
นายท่านเจิ้งได้ยินดังนั้นก็อยากจะเป็นลมไปเสีย
“ข้าเคยพูดเช่นนั้นมาก่อน แต่นั่นเพราะต้าชิวแน่วแน่และเต็มใจที่จะทำ! ข้าคิดว่าเมื่อบ้านเราเปิดร้านสาขาย่อยในอนาคต ข้าจะให้เขาเป็นคนดูแล เจ้าเป็นนายน้อย แล้วมันเป็นปัญหาอะไรกับเจ้าหรือ” นายท่านเจิ้งกุมหน้าอกของเขาไว้
เสียใจยิ่งแล้ว
อันที่จริงแล้วเขารู้จักนิสัยของลูกชายดี
ลูกชายของเขาเลี้ยงคนไว้ข้างนอก เขาก็ไม่ได้ห้าม แต่เลือกที่จะลืมตาข้างหนึ่งและปิดตาอีกข้างหนึ่ง เมื่อลูกสะใภ้โกรธแค้นจนตาย ที่จริงเขาก็รู้อยู่แก่ใจ แต่เขาก็มีลูกคนนี้เพียงคนเดียว ก็ไม่ควรที่จะทำให้ลูกชายลำบากเพราะเห็นแก่คนนอกหรอกใช่ไหม
ทว่าเขานึกไปไม่ถึงเลยว่า ลูกชายของเขาจะมีวิสัยทัศน์คับแคบถึงขั้นนี้!
เจิ้งหลู่เซิงกลับยังไม่ยอมเชื่อ
เมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดเผยก็ถือว่าเขาจบสิ้นแล้ว
สามีภรรยาตระกูลเว่ยมองเจิ้งหลู่เซิงด้วยความเกลียดชัง
พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าคนคนนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นชายที่ล้อเล่นกับความรู้สึกของผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังเป็นหมาป่าในคราบแกะ กระทั่งเรื่องฆ่าคนก็ยังทำได้ลง!
อีกทั้งยังกักขังเขาไว้ในเทียนอีก จิตใจโหดเหี้ยมยิ่งนัก
เทียนนั่นเป็นเทียนบูชา ซึ่งนับว่าสัญลักษณ์ของตระกูล ทั่วไปแล้วหากพวกเขาจะไม่ขยับเขยื้อนแตะต้องมันเป็นเวลาหลายสิบปีก็นับเป็นเรื่องปกติ หากไม่ใช่เพราะเพลิงไหม้ครั้งนี้ เกรงว่าคนคนนี้คงต้องถูกซ่อนอยู่ในนั้นอีกหลายปี!
กระทั่งว่า พอมีโอกาสประจวบเหมาะ เจ้าเด็กคนนี้ก็คงจะให้คนนำมันไปฝังไว้ ก็คงไม่มีใครรู้เรื่องนี้อีก!
สวรรค์มีตาจึงได้เกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้!
กรรมตามสนอง!
เซี่ยเฉียวยังคงเวียนศีรษะ นางจึงยังคงนั่งอยู่
สามีภรรยาตระกูลเว่ยก็ไม่ไปไหน
จ้าวเสวียนจิ่งก้าวเข้าไปหานาง พอผ่านไปสักพัก เขาก็เห็นหนังตาเซี่ยเฉียวกระตุก จึงได้เอ่ยถาม “ขอทราบฉายาท่านเซียน?”
เซี่ยเฉียวลืมตาขึ้นเล็กน้อย นางเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
“โม่ชูเซิง” เซี่ยเฉียวเอ่ย
จ้าวเสวียนจิ่งชะงักไปทันที เขานึกว่านักพรตบอกไม่ให้เขาพูดโดยสัญชาตญาณ นึกว่าตนเองส่งเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของนางแล้ว
แต่ครู่ต่อมา จู่ๆ เขาก็ได้สติกลับมา “ศิษย์พี่…โม่?”
“ศิษย์น้องรอง” เซี่ยเฉียวพยักหน้าทักทาย จากนั้นก็ยกมือขึ้นด้วยท่าทางลึกลับคาดเดาไม่ได้ “ศิษย์น้อง ข้าใช้พลังไปมาก รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย เจ้ารีบพยุงข้าขึ้น แล้วเตรียมรถม้าให้ข้าหน่อย ข้าจะกลับไปพักผ่อนที่หอส่องชะตาเสียหน่อย”
เซี่ยเฉียวยังพยายามดัดเสียงตัวเองให้เปลี่ยนไปอีกด้วย
เสียงของนางก็ฟังดูปกติดี
แต่จ้าวเสวียนจิ่งกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เซี่ยเฉียวคิดว่าตอนนี้นางเป็นศิษย์พี่แล้ว จึงสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้
ถึงอย่างไรนางก็เป็นศิษย์พี่ นางยังมีอาจารย์ปกป้องอยู่ ในเมื่อตอนนี้ศิษย์พี่คนนี้เอ่ยปาก แม้ว่าเขาจะเป็นรัชทายาท เขาก็ยังต้องเคารพและเกรงใจนางอยู่บ้าง อีกอย่างเมื่อครู่นางก็เพิ่งจะลำบากลำบนมาหนึ่งยก ให้เขาดูแลนางหน่อยก็สมเหตุสมผลแล้ว
นางจึงยื่นมือออกไปเตรียมที่จะคว้าเขาไว้
เซี่ยเฉียวเหลือบมองไปที่นิ้วเรียวยาว
ก่อนจะวางมือของนางลงไปบนมือนั้น
มือของรัชทายาทค่อนข้างนิ่มนวล
กระดูกผอมบางแข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด…
“…” จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้ว และคิดที่จะดึงมือกลับ แต่ทันใดนั้นเขาก็ได้กลิ่นที่คุ้นเคย ดวงตาจึงวาบแสงทันใด ก่อนจะยื่นมือออกไปจับข้อมือที่ยื่นออกมาของนางไว้
มือนี้ทั้งขาวทั้งเล็ก ให้ความรู้สึกของคนที่ป่วยมาเป็นเวลานาน
เหมือนกับเซี่ยเฉียวไม่มีผิด
เซี่ยเฉียวยิ้มแย้ม มือเล็กๆ ของนางยังบีบมือใหญ่ของจ้าวเสวียนจิ่งเอาไว้ “มือของศิษย์น้องแข็งแรงเสียจริง ไม่เลวเลยนะ ดูท่าปกติแล้วคงตั้งใจฝึกยุทธ์ล่ะสิ”
“…” สีหน้าของจ้าวเสวียนจิ่งตึงเครียดขึ้นไปทันที มีความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างเกิดขึ้นในใจเขา
ตอนนี้เขารู้สึกสับสนเล็กน้อย
เซี่ยเฉียวแสร้งเป็นโม่ชูเซิง หรือว่า…นางจะเป็นคนคนเดียวกัน…อยู่แล้ว!?
“ศิย์พี่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรหรือ” เมื่อคนตรงหน้าเขาไม่ยอมพูดออกมา จ้าวเสวียนจิ่งก็เลยแสร้งทำตัวเป็นศิษย์น้องที่เชื่อฟังพลางเอ่ยถาม
เซี่ยเฉียวถอนหายใจอีกครั้ง “ข้าก็ออกมาหาเงินค่าธูปเทียนนิดหน่อยสิ…งานนี้ยากเกินไป ข้าอายุมากแล้ว งานหนักขนาดนี้ก็ดูท่าจะทำไม่ค่อยไหว…”
ตอนที่ 194 น่าเหลือเชื่อ
จ้าวเสวียนจิ่งหนังตากระตุกทันที
เมื่อเซี่ยเฉียวได้รับการพยุงจากรัชทายาท ฝีเท้าของนางก็ราวกับลอยได้
“เมื่อสักครู่ศิษย์พี่เพิ่งจะจับวิญญาณหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งนึกถึงตอนที่เขาเห็นเซี่ยเฉียวส่งเจ้าแกะน้อยหลงทางลงดินไปก่อนหน้านี้
หากก่อนหน้านี้กระดูกพวกนั้นเป็นของลูกแกะ แล้วเมื่อสักครู่นี้คืออะไรอย่างนั้นหรือ
“วิญญาณนี้ถูกผนึกไว้ในเทียนไข เขาตายอย่างน่าสมเพช ความแค้นคับฟ้า ดังนั้นจึงไม่มีสติปัญญาใดๆ แล้ว บังเอิญที่นี่ถูกไฟไหม้ เขาจึงได้รับอิสรภาพ และออกมาได้ ก็เลยคิดจะฆ่าทุกคน แต่ศิษย์น้องไม่ต้องกลัวไปหรอก ข้าเก็บวิญญาณได้แล้ว พอกลับไปก็จะสวดมนต์ให้เขา นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลส่งเสื้อผ้ากันหนาวแล้ว ไว้ค่อยส่งเขากลับไปเกิดใหม่” เซี่ยเฉียวยิ้มพลางเอ่ย
สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเมตตาเอ็นดู ท่าทางราวกับเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งจริงๆ
จ้าวเสวียนจิ่งจึงแสร้งโง่ “ข้าเองก็รู้จักหญิงสาวที่สามารถจับวิญญาณได้ผู้หนึ่งมาสักพักแล้ว ได้ยินมาว่านางก็รู้จักศิษย์พี่ด้วย”
“เจ้ากำลังพูดถึงคุณหนู่ใหญ่ตระกูลเซี่ยใช่หรือไม่ ข้ารู้จักนาง อาจารย์ของนางกับข้านับได้ว่าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน แต่หญิงสาวผู้นี้เป็นคุณหนูมีชาติตระกูล นางก็ไม่ได้รู้อะไรมากหรอก” สีหน้าเซี่ยเฉียวยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“…” จ้าวเสวียนจิ่งหนังตากระตุก และลอบมองสำรวจนาง
เขาพยุงเซี่ยเฉียวมาตลอดทาง และเตรียมตัวที่จะขึ้นรถม้า
ก่อนที่จะขึ้นรถม้าเซี่ยเฉียวก็หันกลับมาพูดกับสามีภรรยาตระกูลเว่ยว่า “หลังจากที่พวกเจ้าทั้งสองกลับไปแล้ว ก็ให้ขุดต้นหอมหมื่นลี้ขึ้นมา แล้วนำของที่ขุดขึ้นมาได้ส่งไปที่หอส่องชะตาบนถนนทางทิศตะวันออก นั่นนับเป็นค่าตอบแทนของงานครั้งนี้”
สามีภรรยาตระกูลเว่ยพยักหน้าอย่างงุนงง
“แต่ว่านะ ตอนนี้ลูกสาวของพวกเจ้ายังคงอยู่ในมือของข้า ต้องรออีกสักพักถึงจะไปเกิดใหม่ได้ หากพวกเจ้าต้องการให้นางมีชีวิตที่ดีขึ้นในชาติหน้า ก็สามารถมาซื้ออะไรหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของนางได้ และทำความดีให้มากขึ้นเพื่อสะสมบุญให้นาง” เซี่ยเฉียวเอ่ยขึ้นอีก
สามีภรรยาตระกูลเว่ยไหนเลยจะไม่ตอบรับเมื่อได้ยินดังนั้น
พวกเขารีบคุกเข่าขอบคุณนางอีกครั้งราวกับไก่น้อยก้มจิกข้าว
“รับเงินแล้ว สิ่งนี้ไม่รับ” หลังจากที่พูดจบเซี่ยเฉียวก็โบกมือ แล้วขึ้นรถม้าไป
เซี่ยผิงกั่งเหลือบมองไปทางรถม้า เขามีความรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
ผู้หญิงคนนี้เป็นศิษย์พี่ขององค์ชายรัชทายาท? นางดูอ่อนแออย่างยิ่ง แต่ก็น่าจะมีความสามารถจริงๆ หาไม่เช่นนั้นแล้วหมอกควันสีดำเมื่อครู่นี้คงจะสลายหายไปอย่างรวดเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร
จ้าวเสวียนจิ่งติดตามไปส่งเซี่ยเฉียวกลับหอส่องชะตาด้วยตัวเอง
เขามาที่นี่ครั้งแรก แต่ตอนที่เข้ามาเห็นสิ่งต่างๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าศิษย์พี่ของเขาคนนี้มีพฤติกรรมคล้ายกับเซี่ยเฉียวถึงแปดเก้าส่วน
ก่อนหน้านี้ที่เมืองสือฝั่ง เซี่ยเฉียวก็ขายยันต์ ภายในตระกร้าไม้ไผ่นั้นก็ยังมียันต์อยู่ปึกหนึ่ง
เพียงแต่ว่าหากเซี่ยเฉียวคือโม่ชูเซิงแล้วล่ะก็…
นางกราบอาจารย์ตั้งแต่เมื่อไร
คงไม่ได้เข้าสำนักตั้งแต่สามปีห้าปีหรอกนะ?
นี่ต่างหากที่น่าเหลือเชื่ออยู่บ้าง
จ้าวเสวียนจิ่งไม่ค่อยแน่ใจนัก จึงไม่อยากที่จะเอ่ยถาม อาจารย์ของเขาเป็นคนเอาแต่ใจ เขารักใคร่เอ็นดูโม่ชูเซิงคนนี้คนเดียวมากที่สุดแล้ว
ตั้งแต่ที่เข้าสำนักมา เขาก็ได้ยินอาจารย์อยู่เสมอๆ ว่าต้องให้ความเคารพศิษย์พี่คนนี้ จะล่วงเกินนางไม่ได้
ท่านอาจารย์มีบุญคุณที่สั่งสอนเขา ส่วนคนอื่นๆ นั้นเขาสามารถมองข้ามได้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังต้องเชื่อฟังคำสั่งของอาจารย์บ้าง
สีหน้าจ้าวเสวียนจิ่งซับซ้อนมาก
ดูเหมือนว่าเซี่ยเฉียวจะมองไม่เห็น จากนั้นนางก็สั่งเขา “ศิษย์น้องรอง ข้าหิวแล้ว เจ้าช่วยให้คนของเจ้าไปซื้อของกินฝั่งตรงข้ามมาหน่อยสิ”
พอทำงานเสร็จ นางก็หมดแรง ย่อมต้องบำรุงหน่อย
จ้าวเสวียนจิ่งสั่งให้องครักษ์โจวออกไปจัดการ
เซี่ยเฉียวพยักหน้า แล้วมองจ้าวเสวียนจิ่งด้วยความเมตตา “พริบตาเดียว เจ้าก็โตขนาดนี้แล้ว ตอนที่เจ้าเข้าสำนักยังเป็นเด็กน้อยอยู่เลย”
เซี่ยเฉียวเองก็จำไม่ได้แน่ชัดเท่าไรนัก แต่ถึงอย่างไรตอนที่ท่านอาจารย์ส่งจดหมายมาเล่าว่าเขารับศิษย์เพิ่มก็น่าจะเป็นช่วงแปดเก้าปีที่แล้ว
ตอนนั้นอาจารย์ยังเขียนจดหมายส่งมาติดต่อกันหลายฉบับเพื่ออธิบายกับนางว่า ถึงแม้เขาจะรับศิษย์ใหม่ก็ยังไม่ลืมนางซึ่งเป็นศิษย์เก่าของเขาแน่!
ราวกับกลัวว่านางจะเสียตำแหน่งศิษย์รักกระนั้น