ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 223 จุติ / ตอนที่ 224 กลัว
ตอนที่ 223 จุติ / ตอนที่ 224 กลัว
ตอนที่ 223 จุติ
หลังจากเก็บพู่กันแล้วเซียวอวี้หรงก็กลับมารู้สึกตัวอีกครั้งพลางจ้องมองไปที่แผ่นกระดาษที่อยู่ตรงหน้าเขาด้วยความตกใจ
ถึงกับ…ลื่นไหลขนาดนี้เชียว?
เมื่อครู่เขาดูราวกับได้ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เขายังเป็นหนุ่มอีกครั้ง เวลานั้นเขาเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ แค่เขาอ้าปากบทกวีและเนื้อเพลงต่างๆ ก็มา เขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้นมาหลายปีแล้ว!
เซียวอวี้หรงคิดถึงบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบสัมผัสยันต์ที่อยู่ในอกเสื้อของเขาอย่างรวดเร็ว
“ศิษย์พี่โม่…ไม่ได้หลอกข้าจริงๆ! ข้า…ละอาย ละอายใจเหลือเกิน” เซียวอวี้หรงกระวนกระวายขึ้นมาทันที
เขารู้สึกว่าตนเองผิดต่อความจริงใจของศิษย์พี่โม่
เขายังคิดว่ากิจการของศิษย์พี่โม่ค่อนข้างหลอกลวงผู้คน ไม่คิดเลยว่าศิษย์พี่โม่จะมีความสามารถขนาดนี้
มิน่าท่านอาจารย์มักจะไม่ยอมให้พวกเขาไปรบกวนศิษย์พี่ คงกลัวว่าพวกเราจะไปรบกวนการบำเพ็ญภาวนาของศิษย์พี่ใช่หรือไม่
เซียวอวี้หรงแทบรอไม่ไหวที่จะไปพบโม่ชูเซิง
เขาอยากไปแสดงความรู้สึกผิดและซื้อยันต์เพิ่มอีก
ดังนั้นเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาก็มาถึงที่หอส่องชะตาแล้ว
แต่ทว่าวันนี้ยันต์ทั้งหมดกลับไม่มีแล้ว!
ยันต์ศิลปะวิทยาการ ยันต์คุ้มครองเด็กในครรภ์อะไรต่างๆ หมดแล้ว!
“ท่านอาจารย์เซียว ไม่กี่วันก่อนท่านเจ้าของได้ขับไล่วิญญาณชั่วร้ายที่โรงทำเทียน หลายคนจึงรู้สึกว่านางมีความสามารถ ดังนั้นหลายวันนี้กิจการจึงดีมากเป็นพิเศษ ช่วงนี้ท่านเจ้าของร้านยุ่งมาก ไม่มีเวลาวาดยันต์ใหม่เลย ดังนั้น…” ผู้ดูแลยิ้มเขินก่อนจะรีบเอ่ย “ถึงแม้ยันต์จะหมดแล้ว แต่ก็มีอาวุธเวทย์ซึ่งล้วนเป็นของดีที่ผ่านการปลุกเสกมาแล้วทั้งนั้น ก่อนหน้านี้อาจารย์เซียวก็ซื้อไปแล้วชิ้นหนึ่งมิใช่หรือ ที่ร้านเรายังมีที่ดีกว่า อีกอย่างเทศกาลส่งเสื้อกันหนาวก็มาถึงแล้ว หากอาจารย์ต้องการส่งอะไรไปให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ทางเราก็มีของบางอย่าง…”
พูดพลางเขาก็ผลักหุ่นไม้ที่เซี่ยเฉียวแกะสลักไว้ออกมา
นอกจากหุ่นไม้ตัวเล็กๆ แล้วก็ยังมีของจำพวกเรือไม้เอย กระท่อมไม้เอยอีกด้วย
แม้จะมีไม่ครบถ้วนอย่างงานกระดาษที่มีขายกันในร้านเกี่ยวกับงานศพ ทว่าก็วิจิตรงดงาม แต่ด้วยราคาที่แพงมากจึงยังขายไม่ออก
อาจารย์เซียวถอนหายใจอย่างเสียดาย และสุดท้ายก็ซื้อบ้านไม้หลังเล็กๆ ไป
เผาไปให้บรรพบุรุษ?
มิใช่หรอก กระท่อมไม้หลังนี้สวย เขาก็เลยซื้อมันกลับไปเป็นของตกแต่ง
เวลานี้ที่จริงแล้วเซี่ยเฉียวอยู่ที่ชั้นบน
สามีภรรยาตระกูลเว่ยมาถึงแล้ว
เซี่ยเฉียวนำขวดกระเบื้องขนาดเล็กที่บรรจุน้ำตาวัวอยู่ภายในออกมา และแปะยันต์ให้คนทั้งสอง ทันทีที่ลูบตาด้วยน้ำตาวัวสามีภรรยาตระกูลเว่ยก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าพวกเขาดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย
พวกเขารู้สึกว่ามันมืดมนขึ้นเล็กน้อย
เซี่ยเฉียวเรียกวิญญาณของลูกสาวพวกเขาออกมา
“ดูได้เท่านั้น แต่พูดไม่ได้” เซี่ยเฉียวรีบเอ่ยขึ้นทันที
น้ำตาของมารดาร่วงหล่น นางยื่นมือออกไปทางลูกสาว แต่ตอนนี้ลูกสาวของนางเป็นเพียงวิญญาณที่ไม่มีตัวตน ไหนเลยนางจะสัมผัสได้
อันที่จริงแล้ว…
นางสามารถพูดคุยได้ แต่เมื่อพูดออกไปแล้วก็จะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นไปอีก
หลังจากที่ส่งลูกสาวแล้ว พวกเขาทั้งคู่ก็ยังต้องเดินทางกลับบ้านอีก
เมื่อได้คุยกับวิญญาณแล้ว พลังในร่างกายก็จะผิดปกติมากขึ้นไปอีก และจะดึงดูดพวกวิญญาณมากขึ้นแน่นอน ดังนั้น…ต้องรู้จักพอ การได้เห็นก็นับว่าไม่เลวแล้ว
เซี่ยเฉียวเปิดแท่นบูชาทำพิธี
รูปปั้นเทพเจ้าจัดวาง วิญญาณล้อมวงเข้า สัญลักษณ์แห่งเต๋าถูกผูกขึ้น มนต์คาถาร่ายพึมพำ
ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง ส่งวิญญาณไปเกิด วิญญาณถูกดึงดูด บันดาลพรให้สรรพสัตว์
เซี่ยเฉียวยุ่งมาก ถึงอย่างไรก็ยังมีวิญญาณอีกมากที่ต้องทำเยี่ยงนี้
วิญญาณสาวตระกูลเว่ยอยู่ด้านหลัง ซึ่งยังพอมีเวลาให้พ่อแม่ของนางมองได้นานขึ้นอีกหน่อย แต่หลังจากที่ถึงเวลาของนางแล้ว สามีภรรยาตระกูลเว่ยก็ได้แต่มองวิญญาณลูกสาวของพวกเขาสูญสลายหายวับไปกับตา
“วันนี้พวกเจ้ายังต้องเห็น…อะไรที่ผิดปกติอีก จำไว้ว่าอย่าได้ตกใจเอะอะโวยวาย วิญญาณหลายตนในโลกใบนี้ซุกซนมากเป็นพิเศษ หากพวกเขารู้ว่าเจ้ามองเห็นพวกเขาก็อาจจะจงใจแกล้งได้ หลังจากวันนี้ไปแล้วผลกระทบก็จะน้อยลงบ้าง แต่บางครั้งก็อาจจะเห็นได้บ้างสักครั้งสองครั้ง แต่ไม่เกินครึ่งเดือนก็จะหายเป็นปกติ” เซี่ยเฉียวเอ่ยกับบิดามารดาคู่นี้ด้วยอาการเหน็ดเหนื่อยหลังจากที่นางส่งลูกสาวของพวกเขาไปเกิดใหม่แล้ว
สองสามีภรรยาตระกูลเว่ยตื่นตระหนก
หากเห็นลูกสาวตนเองพวกเขาไม่กลัวแน่นอน แต่ตอนนี้ส่งลูกสาวไปแล้ว พอนึกว่าอีกสักพักก็จะต้องเห็นคนอื่นอีก…
หัวใจของพวกเขาก็แทบจะหลุดออกมาข้างนอกแล้ว
ตอนที่ 224 กลัว
หลังจากทำธุระของลูกสาวเสร็จสิ้นแล้ว สามีภรรยาตระกูลเว่ยก็จากหอส่องชะตาไปด้วยความวิตกกังวล
วันนี้เซี่ยเฉียวถอดกระดิ่งเรียกวิญญาณที่ประตูออกแล้ว
กลัว
พวกวิญญาณที่รู้จักเซี่ยเฉียวก็รู้ดีว่าวันนี้นางจะทำพิธีส่งวิญญาณไปเกิดใหม่ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะกลัวว่าตนเองจะถูกส่งไปเกิดใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าเข้ามา ทำให้หอส่องชะตานับว่าค่อนข้างสะอาด
แต่เมื่อออกจากตึกนี้…
“อุ้ย แม่!” หัวใจของมารดาตระกูลเว่ยเต้นแรง นางหลับตาลงด้วยสัญชาตญาณ
นางเห็นอะไรเข้าแล้ว!
บนถนนเส้นนั้นทั้งเส้น มีหลายสิ่งที่เดินถนนโดยเท้าไม่แตะพื้น!
บิดาตระกูลเว่ยเป็นผู้ชายยังพอทนรับได้ แต่เขาก็รู้สึกแข้งขาอ่อนแรงไปเหมือนกัน เขารีบก้มศีรษะลง แล้วคว้ามือภรรยา
เนื่องจากพวกเขากลัวว่าจะเกิดเรื่อง จึงไม่ได้ให้พวกลูกชายตามมาด้วย…
“พวก พวกเราไปอยู่ที่โรงงานกันก่อนดีกว่าช่วงนี้…” น้ำเสียงของสามีก็สั่นเล็กน้อยเช่นกัน
ถ้าเกิดว่าพวกเขานำของสกปรกเหล่านี้กลับบ้านไปด้วยก็คงไม่ดีนัก จะส่งผลกระทบต่อลูกหลานได้!
ภรรยาตระกูลเว่ยพยักหน้าตัวสั่นเทา
ท่าทางของคนสองคนนี้แปลกเกินไปจนทำให้พวกวิญญาณก็อยากรู้อยากเห็นเช่นกัน พวกเขาอดไม่ได้ที่มองแล้วมองอีก บางตนถึงกับลอยไปหาพวกเขาสองคน ทำให้พวกเขาทั้งสองตกใจจิตจะหลุดออกจากร่าง แทบจะเป็นลมอยู่แล้ว
เซี่ยเฉียวยังให้ยันต์คุ้มครองแก่พวกเขาด้วย แต่ยันต์สีเหลืองพวกนั้นสามารถป้องกันพวกเขาจากการถูกโจมตีได้ แต่ไม่สามารถหยุดพวกวิญญาณที่มองดูและจ้องมองพวกเขาได้
อีกอย่าง…
วันนี้เซี่ยเฉียวเองก็ยังดูแลตัวเองไม่ได้เลย
ในช่วงเทศกาลส่งเสื้อกันหนาว ไม่เพียงแต่จะมีวิญญาณขึ้นมาจากเบื้องล่างเท่านั้น แต่ยังมีวิญญาณบางส่วนที่เร่ร่อนอยู่บนโลกนี้มาเป็นเวลานานคอยมองหาอาหารอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ตัวอย่างเช่น ดวงวิญญาณที่อดอยากตายซึ่งจะออกมามากที่สุดในเวลานี้ พวกเขาจะถือโอกาสกินดื่ม หากไม่ได้กินดื่มแล้วอารมณ์ไม่ดี บางทีก็อาจจะเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับใครสักคน ทำให้คนในครอบครัวนั้นโชคร้ายไปพักหนึ่ง
ส่วนเซี่ยเฉียว…
ตอนนี้ต่อให้นางมียันต์มากเท่าไรก็ไร้ประโยชน์
นางตื่นตระหนกลนลาน
นางจำเป็นต้องทำพิธีส่งวิญญาณไปเกิดใหม่ และตอนนี้หลังจากทำเรื่องเหล่านั้นเสร็จแล้ว เซี่ยเฉียวเองก็ต้องหาที่ซ่อนตัวเช่นกัน
นางคิดไปคิดมาก็คิดว่าสำนักศึกษาดีที่สุด พลังหยางเต็มเปี่ยม…
นางจะกลับไปเรือนหลังบ้าน ลบเครื่องแต่งหน้าที่แปลงเป็นโม่ชูเซิงออก และเปลี่ยนไปสวมชุดที่ธรรมดาเรียบง่ายที่สุด แม้แต่วัสดุของเสื้อผ้าก็ยังดูธรรมดามาก ด้วยนางกลัวว่าพวกวิญญาณจะจ้องมองนางเพราะคิดว่าเสื้อผ้าของนางดูดี
นางแขวนกระบี่ไม้ท้อไว้ที่เอวเล่มหนึ่ง ยังมีประเป๋าเงินใบน้อยที่ใส่รูปวาดเทพเซียนเอาไว้ด้านใน มีจี้ฟันสุนัขห้อยอยู่ที่คอ นางใช้ชาดวาดยันต์บนข้อมือตนเองเอาไว้ด้วย นอกจากนี้นางยังสวมสร้อยข้อมือหยกที่แกะสลักเป็นรูปปี่เซี่ย และปักปิ่นที่ทำจากไม้ท้อ…
ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างในอกเสื้อของนาง
และแม้จะเป็นเช่นนั้นเซี่ยเฉียวก็ยังคงประหม่าเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
แม้ในหอส่องชะตาจะมีอาวุธวิเศษมากมาย แต่บางชิ้นก็เป็นแค่ของธรรมดาที่ใช้คุ้มครองให้บ้านสงบสุขปลอดภัย มันใช้ไม่ได้เลย
นางไม่สามารถเปิดแท่นบูชาที่นี่ตลอดเวลาได้ และทันทีที่พิธีกรรมหยุดลง หลังจากนั้นเพียงไม่นานสนามพลังของสถานที่แห่งนี้ก็จะดึงดูดสิ่งแปลกๆ มากมายเข้ามา
ตอนที่เซี่ยเฉียวมายังเป็นเวลาเช้าตรู่ เวลานั้นบนถนนยังนับว่าค่อนข้างสะอาด
แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว
หลายคนได้นำเครื่องเซ่นมาบูชาแล้ว และวิญญาณก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเตรียมใจพร้อมแล้ว เซี่ยเฉียวก็ถอนหายใจและออกไปทางประตูหลังของหอส่องชะตา
ขณะที่นางมุ่งหน้าไป เซี่ยเฉียวเกือบชนเข้ากับวิญญาณตนหนึ่ง วิญญาณนั้นสวมชุดสีแดงสด เซี่ยเฉียวตกใจจนใจสั่นก่อนจะรีบแสร้งทำเป็นไม่เห็น นางเดินต่อไปด้วยฝีเท้าแข็งทื่อ แล้วขึ้นไปนั่งบนเกี้ยวหามหลังเล็กด้านหลัง
อย่างไรก็ตาม…
วิญญาณนั้นก็ตามมา
แล้วนั่งลงข้างเซี่ยเฉียวด้วย!
นางถือหนังสือที่ไม่มีความหมายเอาไว้ในมือทั้งสองข้าง นางก้มหน้าอยู่ตลอด ลดความรู้สึกของการมีอยู่ของตนเองลง
แต่วิญญาณนั้นกลับอยู่ใกล้มาก ดวงตาสีแดงเลือดคู่นั้นมองนางผ่านผ้าบังหน้า