ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 241 ฮวงจุ้ยเปลี่ยน / ตอนที่ 242 ออกเพเนจรเถอะ
ตอนที่ 241 ฮวงจุ้ยเปลี่ยน / ตอนที่ 242 ออกเพเนจรเถอะ
ตอนที่ 241 ฮวงจุ้ยเปลี่ยน
องครักษ์โจวเก็บสายตากลับมาด้วยความกระอักกระอ่วน
คิ้วของจ้าวเสวียนจิ่งที่ขวมดมุ่นคลายออก “ออกไปเถอะ”
องครักษ์โจวละล้าละลัง หลังจากที่เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ยอมถอยออกไปยืนที่ประตูแต่โดยดี ขณะที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหันหลังกลับไปมอง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนตนเองเป็นภรรยาเล็กๆ ที่ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานอีกต่อไป
แต่ผู้มาใหม่นี้ก็ไม่ค่อยรู้ความสักเท่าไร ใครบ้างที่ไม่รู้ว่ามือขวาของฝ่าบาทใช้การไม่ได้ นางก็ไม่รู้จักใส่ใจเอาเสียเลย
หลังจากที่เซี่ยเฉียวดื่มน้ำเข้าไปแล้วก็ยังรู้สึกหนักตัวอยู่ดี
ผ่านไปเพียงไม่นานนางก็ครึ่งสลบครึ่งหลับไปเสียแล้ว
ทันทีที่ท้องฟ้าสว่างในวันรุ่งขึ้น พวกวิญญาณที่วุ่นวายเสียงดังก็หายไปแล้ว
แสงแดดในสำนักศึกษาให้พลังงานที่ดีมาก นางอยู่ในผ้าห่ม และเชือกก็ถูกแก้ออกแล้ว ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก เวลานี้ไม่เห็นแม้แต่เงาของรัชทายาท ไม่รู้ว่าเขาจากไปตั้งแต่เมื่อไหร่
หลังจากที่เซี่ยเฉียวล้างหน้าล้างตาแล้ว นางก็เดินไปยังเรือนตะวันออก
ผู้ดูแลที่เดินผ่านมองนางด้วยสวยตาแปลกๆ
ทิวทัศน์ของเรือนตะวันออกเปลี่ยนไปแล้ว ป่าไผ่ด้านนอกไม่มีเลยแม้สักต้น แทนที่ด้วยสวนขนาดใหญ่สี่เหลี่ยมจัตุรัส มีดอกไม้ พืชพรรณ โขดหิน และแสงแดดทั่วถึง ดูอบอุ่นสบายและมีพลังด้านลบน้อยลงมาก
แต่หลังจากเดินไปไม่กี่ก้าว เซี่ยเฉียวก็ต้องถอยหลังกลับไปอีกครั้ง
เมื่อนางก้าวเข้าไปในสวนก็จ้องมองยังที่แห่งหนึ่งด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
หลังจากนั้นไม่นานเซี่ยเฉียวกวักมือเรียกผู้เฝ้าประตู และขอให้เขาไปเชิญรัชทายาทมา
เขามาถึงค่อนข้างรวดเร็ว
“สวนของท่านไม่ได้สร้างตามผังที่ข้าให้ไว้ก่อนหน้านี้” เซี่ยเฉียวเอ่ย
น้ำเสียงของนางเบาก็จริงแต่หนักแน่นมาก
“มีปัญหาตรงไหนหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยถามทันที
“ดอกไม้ตรงนี้ไม่ถูก บนภาพวาดของข้าที่ตรงนี้ควรจะเป็นดอกเบญจมาศป่าธรรมดา ไม่ใช้ต้นที่มีใบไม้สีแดงอะไรนี่ ดอกไม้สีม่วงแดงนี้สดใสสวยงาม เดิมทีวางไว้ตรงจุดนี้ก็ไม่มีเป็นหาอะไรหรอก กระทั่งยังนับว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ แต่ท่านเห็นหรือไม่ว่าบริเวณโดยรอบเป็นสีเรียบๆ มีแต่พวกมันที่โดดเด่นขึ้นมา แต่หากท่านเข้าออกทุกวันมองมันมากๆ เข้า มันก็จะสร้างแรงกดดันในใจระดับหนึ่ง นานเข้าท่านก็อาจจะฝันร้ายได้ นอกจากนี้ก็ยังมีตรงจุดนี้ รูปร่างของหินตรงนี้ก็ดูไม่เหมาะสมเช่นกัน…”
เซี่ยเฉียวชี้ไปยังสถานที่นั้นก่อนจะเอ่ยต่อ “ท่านดูตรงทางเข้าถ้ำหินจำลองสิ มีหินก้อนใหญ่ขวางอยู่ใช่หรือไม่ ภูเขาจำลองก้อนนี้อยู่ในตำแหน่งเสือขาว ก้อนหินนั้นก็เหมือนกับเตียงในห้องหอ เมื่อปะทะกับตำแหน่งนี้ก็นับเป็นวิบากรูปแบบหนึ่ง ทำให้สามีและภรรยาไม่ลงรอยกัน”
แต่รัชทายาทยังไม่ได้แต่งภรรยา ดังนั้น…นางสนมก็นับเช่นกัน
“มันลี้ลับขนาดนี้เลยหรือแม่นางเซี่ย ก็แค่ต้นไม้ต้นหนึ่งและภูเขาจำลองลูกหนึ่งเท่านั้น…” องครักษ์โจวอดถามขึ้นมาไม่ได้
บ้านคนอื่นก็มีของเช่นนี้นี่
ทำไมจึงกลายเป็นวิบากไปได้
“ของน่ะไม่มีอะไรพิเศษหรอก แต่ข้าเป็นคนปรับเปลี่ยนสภาพตรงนี้ เพราะเดิมทีพลังหยินที่เรือนตะวันออกนี้ค่อนข้างแรงไปหน่อย ข้าก็เลยต้องใช้ความคิดเล็กน้อย เมื่อสองตำแหน่งนี้เปลี่ยนไปก็ส่งผลให้สภาพฮวงจุ้ยทั้งหมดเปลี่ยนไปด้วย” เซี่ยเฉียวเอ่ยขึ้นช้าๆ
คำพูดของนางเมื่อครู่นี้ค่อนข้างเรียบง่าย
ต้นไม้ดอกไม้แค่ต้นเดียวก็ทำให้คนฝันร้ายได้ย่อมไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นแน่
เป็นเรื่องของพลัง
ดอกไม้เปลี่ยนไป พลังก็เปลี่ยนไปด้วย พอนานๆ เข้า กระทั่งว่าเวลาอยู่ในสวนแห่งนี้ก็ย่อมจะต้องได้รับพลังเหล่านี้ไปด้วย
โจวเว่ยจงดูเหมือนจะปรับตัวไม่ค่อยได้เท่าใดนัก
เขาจ้องมองไปที่ของสองสิ่งนั้น แล้วก็รู้สึกถึงอย่างหนึ่ง มันคือ…ความรู้สึกอึดอัดจนน่าตกใจ แต่กลับไม่คิดว่าของเช่นนี้จะมีผลกระทบอะไรต่อร่างกาย
วันนี้เซี่ยเฉียวยังไม่มีกำลังมากนัก
ในขณะที่นางกำลังพูด จ้าวเสวียนจิ่งก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ไปตรวจสอบช่างฝีมือที่แทรกแซงการปรับเปลี่ยนสวน ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้ติดต่อกับใครบ้างก็ต้องสืบมาให้แน่ชัด เคลื่อนไหวให้เงียบๆ หน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ” โจวเว่ยจงรีบตอบรับทันที
“ตอนที่ข้าเพิ่งกลับมาเมืองหลวง เสด็จพ่ออยากให้ข้าหมั้นหมาย บังเอิญช่วงนี้ข้าอยู่แต่ที่ศาลตัดสินคดีความ ก็เลยยังไม่มีเวลาปฏิเสธ” จ้าวเสวียนจิ่งอธิบายอีก
ตอนที่ 242 ออกเพเนจรเถอะ
เมื่อเขาพูดเช่นนั้นเซี่ยเฉียวก็เข้าใจแล้วเช่นกัน
จ้าวเสวียนจิ่งเป็นรัชทายาทที่ไม่เหมือนกัลป์รัชทายาทคนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ แม้รั้วในวังจะมีที่พำนักของเขาแต่ในฐานะว่าที่ฮ่องเต้เขาเอาแต่วิ่งอยู่ข้างนอกทั้งวัน กระทั่งยังมีที่พำนักอยู่ในสำนักศึกษานี้ด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่เขามักจะถูกถวายฎีกาถอดถอนอยู่เสมอ
แต่เพราะเขาเป็นที่โปรดปราน ในเมื่อฮ่องเต้ยังไม่วุ่นวายกับเขา คนอื่นจึงไม่มีสิทธิที่จะถาม นอกจากนี้ราชวงศ์เฉียนหยวนยังมีสำนักศึกษาจำนวนมาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่องค์ชายและองค์หญิงออกมาศึกษาเล่าเรียนข้างนอก ดังนั้นพฤติกรรมของเขาจึงเป็นที่ยอมรับได้
หากเขาอภิเษกก็เป็นไปได้มากว่าจะอยู่ด้วยกันกับพระชายาที่นี่
ความพิฆาตนี้ก็ย่อมที่จะส่งผล
เซี่ยเฉียวเหลือบมองเขาอย่างเห็นอกเห็นใจ
“ที่แห่งนี้…มีวิบากได้ง่ายอย่างนั้นหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้วถาม
ท่าทีของเขายังนับว่าอ่อนน้อมด้วยซ้ำ เซี่ยเฉียวจึงยอมอดทนอธิบายเป็นพิเศษเมื่อเห็นเช่นนั้น “แน่นอนว่าไม่ใช่ ภูมิฮวงจุ้ยของข้าเมื่อตั้งขึ้นแล้ว การจะสร้างวิบากขึ้นบนพื้นฐานนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ ที่สองแห่งนี้เป็นจุดอ่อนก็จริงอยู่ แต่มีผลกระทบไม่มากหรอก”
“เจ้าช่วยเข้าไปดูข้างในห้องและที่วังตะวันออกให้หน่อยได้หรือไม่ ข้าเกรงว่าวิบากนี้จะไม่ได้มีอยู่แค่ที่นี่ที่เดียว” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยขึ้น พอเขาพูดถึงตรงนี้ก็ไม่ลืมที่จะเสริมว่า “ข้ามีค่าตอบแทนให้”
เซี่ยเฉียวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“ด้วยสถานะของข้านี้คงไม่เหมาะที่จะไปวังตะวันออกหรอกกระมัง” เซี่ยเฉียวเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“เสด็จพ่อวางแผนที่จะให้ข้าแต่งงาน หลังจากที่ข้ากลับไปวังตะวันออกแล้วจะขอให้พระองค์จัดงานเลี้ยงขึ้นที่นั้น จากนั้นแต่ละตระกูลก็จะส่งลูกสาวที่มีอายุเหมาะสมเข้าร่วมงานเลี้ยง เจ้าก็ไปร่วมงานได้อย่างเปิดเผยสง่างามเช่นนี้ได้หรือไม่” เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและคอยดูการตอบสนองของเซี่ยเฉียว
เซี่ยเฉียวพยักหน้า “ก็ไม่เลว”
แต่มีเรื่องที่น่าเสียดายเล็กน้อย
จ้าวเสวียนจิ่งรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ บนใบหน้าของเซี่ยเฉียว เขาเอ่ยขึ้นถึงเรื่องอย่างว่าอย่างเรียบง่าย “ข้าซึ่งเป็นคนพิการคนหนึ่งไม่เคยคิดว่าจะแต่งงาน ดังนั้นอย่าว่าแต่อนุเลย ในจวนข้าแม้แต่สาวใช้ต้นห้องก็ยังไม่มีสักคน ผู้ที่อยู่ในเงามืดนี้ทำภูเขาจำลองนี้มาก็เสียแรงเปล่า”
เซี่ยเฉียวมองเขาด้วยความประหลาดใจ “แม้แต่สาวใช้ต้นห้องก็ไม่มี?”
สีหน้าของจ้าวเสวียนจิ่งดูมีพลังขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขากลับเอ่ยขึ้นอย่างสงบนิ่ง “ข้ามีอาจารย์อยู่ท่านหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะออกเดินทางพเนจรไปได้บอกว่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าตอนที่เมามายอยู่ว่า ให้ข้าดูแลศิษย์รักของเขาคนหนึ่งซึ่งก็คือศิษย์พี่ของข้าให้ด้วย หลังจากที่ข้าคิดพิจารณาดูแล้วก็ตอบตกลง”
“…” ไม่ มันไม่เป็นความจริง
เซี่ยเฉียวตะลึงงัน
ท่านอาจารย์ของนางคงไม่ขุดหลุมฝังนางขนาดนี้หรอกกระมัง ท่านไม่ใช่ตาเฒ่าโม่หลิงจือที่ไม่รู้ความนั้นเสียหน่อย!
แต่เมื่อมองดูสีหน้าจริงจังของรัชทายาท นางก็ไม่คิดว่าเขากำลังโกหก
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้ว นางกำลังชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียในใจ
รัชทายาทก็ไม่เลวหรอก นางชอบเขาอยู่แล้ว เขาหน้าตาดี และยังเป็นศิษย์น้องของนางอีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจดิ้นหลุดไปจากฝ่ามือนางได้หรอก
แต่คนคนนี้เป็นรัชทายาท ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งนี้ไปได้อีกนานเท่าไร หากเขาลากคนตระกูลเซี่ยให้เดือดร้อนไปด้วยก็คงไม่คุ้มกัน
นอกจากนี้เดิมทีนางก็เป็นพวกอายุสั้นอยู่แล้ว และข้างกายเขาก็มีวิญญาณนับไม่ถ้วน หากนางต้องอยู่กับเขาก็เกรงว่าในอนาคตทุกวันก่อนที่นางจะหลับลงก็คงจะต้องคอยกังวลว่าจะพรุ่งอาจจะไม่ได้เห็นดวงอาทิตย์อีก
หากต้องแต่งงานจริงๆ…
เช่นนั้นแล้ว…โม่ชูเซิงก็ออกพเนจรเถอะ…
เมื่อเซี่ยเฉียวคิดได้เช่นนี้ก็ไม่มีแรงกดดันอะไรในใจอีก นางหันไปแย้มยิ้มให้รัชทายาท “ยินดีกับฝ่าบาทด้วย”
จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้วน้อยๆ หรือว่าจำคนผิด? เป็นไปไม่ได้หรอก
“จริงสิ เรื่องของฝ่าบาทข้าตกลงแล้ว แต่ข้าก็มีอีกเรื่องที่อยากให้ฝ่าบาทช่วยด้วยเช่นกัน” เมื่อพูดจบเซี่ยเฉียวก็เอ่ยต่อ “ด้วยสถานะของฝ่าบาทน่าจะหาคนคนหนึ่งในวังได้ไม่ยากใช่หรือไม่”
ก่อนหน้านี้นางจับวิญญาณหญิงสาวที่สวมชุดในวังไว้ตนหนึ่ง!
วิญญาณหญิงตนนั้นเอาแต่ร่ำร้องว่าจะกลับบ้าน แต่นางกลับไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามของวิญญาณตนนี้เลยด้วยซ้ำ
นางจะกลับไปวาดภาพของวิญญาณหญิงตนนี้ออกมา แล้วค่อยขอให้รัชทายาทช่วยนางตรวจสอบดูเสียหน่อย…สมบูรณ์แบบ
เวลานี้เซี่ยเฉียวรู้สึกว่าการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัชทายาทเป็นเรื่องที่ดีมาก
ในเมืองหลวงนี้มีวิญญาณมากมาย และคาดว่าคนที่สิ้นชีวิตในวังคงมีไม่น้อย ต่อไปหากนางรับงานด้านนี้ นางก็จะมีคนคอยช่วยแล้ว