ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 345 ตระกูลหลิน / ตอนที่ 346 ใครกันน่ะ?
ตอนที่ 345 ตระกูลหลิน / ตอนที่ 346 ใครกันน่ะ?
ตอนที่ 345 ตระกูลหลิน
ท่านตาหลินเหลือบมองเซี่ยเฉียวอย่างระมัดระวัง
เขารู้ว่าแม้เด็กสาวตัวเล็กๆ คนนี้ท่าทางจะดูอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริงแล้วตายายและพ่อแม่แท้ๆ ของนางล้วนเป็นโจรทั้งหมด…
และมารดาของนางก็ไม่ได้ถูกกระชากลากถูขึ้นภูเขา
ท่านตาหลินลอบถอนหายใจ
คิดๆ ดูแล้วตอนที่ลูกสาวของเขาเสียชีวิตไปแล้ว หากเขาพาเด็กสองคนนั้นกลับมาได้ก็คงดี!
น่าเสียดายที่ตอนนั้นเขาไม่สามารถติดต่อกับพวกโจรได้เลย เรื่องนี้จึงติดค้างอยู่ในใจของเขาเสมอมา และไม่เคยได้ทำสำเร็จ
โชคดีที่ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกันแล้ว
“ข้ารู้มาก่อนแล้วว่าท่านตาหลินกำลังจะมา เพียงแต่ข้าไม่ได้คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ หากที่บ้านข้าต้อนรับขาดตกบกพร่องตรงไหนไปก็โปรดอภัยให้ด้วย ด้วยความเร่งรีบนี้ถึงอย่างไรข้าก็ได้จัดห้องพักรับแขกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ข้างนอกอากาศหนาว พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า” เซี่ยเฉียวสุภาพอ่อนโยนมากเพราะกลัวว่าพวกเขาจะตกใจจนหนีไปเสียก่อน
ท่านตาหลินก็พยักหน้า
เขาคิดว่าหากเขาเงียบเกินไปก็คงจะไม่ดี จึงเอ่ยขึ้น “เมื่อหลายปีก่อนข้าได้ยินคนพูดว่าโจร…นายพลคนนั้นออกจากภูเขาใกล้หมู่บ้านของเราไปแล้ว ตอนนั้นข้าก็อยากที่จะพบหน้าเด็กๆ ทั้งสองคนเสียหน่อย แต่เวลานั้นที่บ้านพวกเราก็ลำบากจึงไม่ได้ทำอะไร เมื่อต้นปีนี้เรื่องของเด็กๆ ก็จัดการเรียบร้อยแล้ว ข้าพอเก็บเงินได้บ้างก็เลยคิดว่าจะมาเมืองหลวงเพื่อตามหาพวกเขา”
พวกเขามาถึงเมืองหลวงตั้งนานแล้ว แต่ข้าวของในเมืองหลวงแพงเกินไป!
พวกเขาจึงต้องไปตั้งรกรากอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้เมืองหลวงชั่วคราว
เขาเป็นหมอจึงเป็นที่ต้อนรับในทุกที่ที่เขาไป
เซี่ยเฉียวแย้มยิ้ม
ตระกูลเซี่ยยังมีคนรู้จักอยู่บ้างในบ้านเกิด ก่อนที่พวกเขาจะตามหาคนก็ได้ส่งนกพิราบไปถามข่าวคราวเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลหลิน จึงได้รู้ว่าคนเหล่านี้จากไปนานแล้วโดยบอกกับคนอื่นๆ ว่าไปตามหาญาติ
ตระกูลหลินมีญาติไม่มากนัก และคนที่อยู่บ้านเกิดก็ช่วยสืบถามให้ด้วย พวกเขาจึงได้รู้ว่าคนผู้นี้อยู่ใกล้ๆ เมืองหลวง
หลังจากค้นหาอยู่ไม่กี่วันก็พบพวกเขา
คนที่อยู่ด้านหลังท่านตาหลินดูเหมือนมีเรื่องจะพูดแต่ยังลังเล
ชื่อสมาชิกในตระกูลหลินค่อนข้างน่าสนใจ ลูกสาวคนโตของตระกูลหลินชื่อหลินหยาเซียง ชื่อของแม่สองดูเหมือนจะเป็นกุ้ยซิน ลูกสาวคนที่สามชื่อซังจือ และลูกสาวคนที่สี่ชื่อเติงเฉ่า ซึ่งทั้งหมดเป็นชื่อของสมุนไพร
แม้แต่ชื่อของลูกเขยท่านตาหลินก็ยังเป็นคนตั้งให้ คนหนึ่งคือกั่งซง และอีกคนคือเช่อไป่
ยังมีเด็กอีกสามคนอยู่ข้างหลังพวกเขา ซึ่งเวลานี้ยังดูเรียบร้อยเชื่อฟังเป็นอย่างดี
ครอบครัวนี้ดูดีมาก อย่างน้อยก็ดูมีเหตุมีผลกว่าญาติฝ่ายตระกูลเซี่ยของนาง
หลินหยาเซียงดูเหมือนจะทนไม่ไหว หลังจากเข้าไปในเรือนแล้วนางจึงเอ่ย “พวกเรามากันหลายคนคงไม่เหมาะที่จะอยู่ที่นี่นานๆ แต่กว่าจะได้พบเจอกับลูกของน้องสาวข้าก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ ข้าจึงคิดหนัก…พวกเราคิดว่าประเดี๋ยวให้ผู้ชายบ้านเราออกไปเช่าบ้านอยู่ข้างนอกสักหลัง พักอยู่ที่นั่นชั่วคราวสักเดือนหนึ่ง จะได้ไม่ต้องรบกวนท่านทุกวัน แล้วค่อยให้เด็กสองคนนี้แวะไปที่บ้านพูดคุยกับท่านพ่อของข้าบ้างก็พอแล้ว แน่นอนว่าพวกเราจะไม่รบกวนในช่วงปีใหม่…”
แม้ว่าเซี่ยเฉียวจะสนทนากับพวกเขาอย่างสุภาพ แต่อันที่จริงแล้วนางเอาแต่หลีกเลี่ยงไม่เงยหน้ามองพวกเขา
โชคดีที่นางเป็นผู้หญิงที่มีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่เสมอ แม้ว่านางจะไม่ได้เงยหน้าสบตา แต่ก็ไม่ได้ดูเหมือนว่านางกำลังดูถูกพวกเขา
เพียงแต่เวลานี้เมื่อได้นางยินคำพูดของหลินหยาเซียง เซี่ยเฉียวกลับอดไม่ได้ที่จะมองหน้านาง
โถงน้ำตาเอิบอิ่ม นิสัยทรหดอดทน มีจิตใจที่แน่วแน่ไม่ยอมแพ้
โหงวเฮ้งของนางไม่ได้โดดเด่นเป็นพิเศษ นางไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความโชคดี แต่สามารถเห็นได้ว่าตัวนางเองมีโชคเล็กน้อย นางมีลักษณะคิ้วและดวงตาที่ดี ดูสบายตาสบายใจเรียกทรัพย์ มีลักษษณะของชีวิตที่ดีในวัยชราและอายุยืนยาว
แต่ลักษณะโหงวเฮ้งนี้ก็ยังไม่แน่นอน
เซี่ยเฉียวก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของหลินหยาเซียงในเวลานี้
“ข้าจะปล่อยให้ท่านลุงทั้งสองต้องวิ่งวุ่นได้อย่างไร เดี๋ยวข้าจะให้พ่อบ้านออกไปเลือกที่ที่เหมาะสมให้” เซี่ยเฉียวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“พวกเราจะออกเงินเอง” หลินหยาเซียงรีบตอบทันที และดูเหมือนนางจะรู้สึกว่าคำพูดของตนเองค่อนข้างกะทันหันไปหน่อยจึงเอ่ยขึ้นว่า “เมื่อก่อนพวกเราไม่เคยติดต่อกันเลย แต่จู่ๆ ตอนนี้มาพบปะกัน ครอบครัวของเรามีคนมาก หากไม่ให้พวกเราออกเงินเอง พวกเราก็รู้สึกไม่สบายใจ ต่อไปคงไม่กล้ามาอีกแล้ว”
ตอนที่ 346 ใครกันน่ะ?
คำพูดของหลินหยาเซียงแสดงถึงท่าทีของคนตระกูลหลินทั้งหมด และแม้แต่ผู้เฒ่าหลินก็พยักหน้าเช่นกัน
เซี่ยเฉียวจึงตอบรับ
ทันทีที่นางพยักหน้าหลินหยาเซียงก็โล่งอก
พวกเขาทั้งครอบครัวมาถึงเมืองหลวงนานแล้ว บางครั้งบางคราวพวกเขาก็เข้าเมืองหลวงมาเพื่อสอบถามเเรื่องราวของตระกูลเซี่ย
พวกเขาเป็นชาวบ้านยากจนธรรมดาๆ และรู้ด้วยว่าขณะนี้ตระกูลเซี่ยมีฐานะสูงส่ง หากพวกเขาบุ่มบ่ามเข้ามาก็เกรงว่าพวกเขาจะคิดว่าตนนั้นจะมาขอพึ่งใบบุญ
ดังนั้นก่อนหน้านี้พวกเขาจึงได้จัดเตรียมของขวัญมาเพื่อที่จะมาเยี่ยมเยือนเอาไว้ด้วย
น่าเสียดายที่พวกเขาถูกบ่าวรับใช้ไล่ตะเพิดไปก่อนที่จะได้เข้าบ้านเสียด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นพวกเขาจึงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนอกเมืองหลวงแต่โดยดี คิดว่าจะเก็บเงินเพิ่มให้ได้ก่อนค่อยลองมาเยือนใหม่
แต่พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าตระกูลเซี่ยจะเป็นฝ่ายตามหาพวกเขาก่อน
หลินหยาเซียงและคนอื่นๆ ถูกพาไปที่เรือนด้านในเพื่อนำของไปเก็บไว้ในห้องพักแขกก่อน
ท่านตาหลินเริ่มนำของขวัญสี่ชิ้นออกมา
ทั้งหมดมอบให้หลานของเขา
คนบ้านนอกมักจะเลือกของขวัญแบบที่ใช้งานได้จริง แม้ว่าจะเป็นไข่สักใบก็สามารถทำให้คนที่ได้รับดีใจได้แล้ว แต่นายท่านผู้เฒ่าหลินกลัวว่าตระกูลเซี่ยจะดูถูกเขา ของที่เขานำมาให้คราวนี้จึงค่อนข้างมีราคา
แผ่นป้ายเงินเล็กๆ สี่ชิ้น แต่ละชิ้นมีน้ำหนักห้าตำลึง ด้านบนยังมีลวดลายอีกด้วย
ค่างานฝีมือรวมกับมูลค่าของแผ่นป้ายเงินนี้เองไม่ต่ำกว่าสามสิบสี่สิบตำลึง
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีของขวัญอื่นๆ ที่ขนออกจากรถม้าด้านนอกอีกด้วย
ครั้งนี้ตระกูลหลินใช้เงินไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ในเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นของขวัญก็ต้องรับไว้ ถึงอย่างไรผู้เฒ่าหลินก็เป็นผู้อาวุโส
เซี่ยเฉียวใช้ให้เด็กน้อยทั้งสองคนเข้าไปรับของขวัญมา
อย่างไรก็ตามแม้ว่าเซี่ยผิงไหวจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ในห้องเขาก็มีของดีๆ ไม่ใช่น้อย เขาไม่ได้ขาดแคลนเงินทองแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อเขาเห็นสิ่งของพวกนี้ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจและมีท่าทีนิ่งเฉย
แต่เซี่ยซีไม่เหมือนกับกับเขา นางถือกล่องที่มีแผ่นป้ายเงินในมือไว้ราวกับกลัวจะถูกคนแย่งไปกระนั้น
ท่าทีของเด็กทั้งสองไม่ได้รอดพ้นสายตาของพวกผู้เฒ่าหลิน
หากจะบอกว่าไม่ผิดหวังก็คงโกหก
พวกเขามาที่นี่อย่างมีความสุขและย่อมหวังว่าจะได้ใกล้ชิดกับหลานชายและหลานสาวของตนสักหน่อย แต่ตอนนี้หลานชายคนนี้ดูถูกพวกเขาตั้งแต่แรกเห็น ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าหรือในใจก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
“ข้าคิดว่าท่านตาหลินน่าจะรู้แล้วว่าบิดาของข้าแต่งงานอีกครั้งหลังจากที่แม่สองจากไปแล้ว ผิงไหวได้รับการเลี้ยงดูจากนางตั้งแต่หกเจ็ดขวบ หลูซื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตามใจเขา จึงทำให้เขาค่อนข้างเอาแต่ใจเล็กน้อย ในครอบครัวแม้แต่ท่านพ่อกับพี่ชายเขาก็เพียงแค่กลัว ไม่ได้มีความเคารพมากมาย ข้าในฐานะพี่สาวมีสุขภาพร่างกายไม่ดี จึงจนปัญญาที่จะสั่งสอนเขาเองได้ ข้าคิดว่าวันหน้า…หากท่านสะดวก คงต้องรบกวนท่านตาหลินแล้ว” เซี่ยเฉียวเอ่ยอย่างสุภาพ
เซี่ยผิงไหวหน้ามุ่ย
ใครอยากจะรบกวนพวกเขากันเล่า
คนพวกนี้…เป็นใครกันน่ะ เขาไม่สนิทสนมคุ้นเคยสักหน่อย!
อย่างไรก็ตามเขาไม่ก็กล้าโต้แย้งคำพูดของพี่สาว ได้แต่ต้องยืนอยู่นิ่งๆ โดยดี
เมื่อเห็นเด็กที่อยู่ตรงข้ามเขามองเขาด้วยตาดำๆ เซี่ยผิงไหวจึงแยกเขี้ยวยิงฟันกลอกตาใส่พวกเขาไปหนึ่งที จนทำให้เด็กสองคนในนั้นซึ่งเพิ่งจะสี่ห้าขวบต้องหน้ามุ่ย
ผู้เฒ่าหลินคิดไม่ถึงว่าเซี่ยเฉียวจะพูดเช่นนี้ เขารู้สึกประหลาดใจมาก
คำพูดนี้หมายถึงนางต้องการที่จะคบค้าไปมาหาสู่กันในระยะยาวใช่หรือไม่
“สมควรแล้ว สมควรแล้ว” ผู้เฒ่าหลินดีใจอย่างยิ่ง
เซี่ยเฉียวหาโอกาสคุยอะไรเบาๆ อีกสองสามประโยค
หลินหยาเซียงเฝ้าสังเกตเด็กสาวอยู่ตลอดเวลา ตอนที่พวกนางเพิ่งเข้ามานางก็เห็นว่า สายตาของหญิงสาวมักจะมองต่ำเสมอ จนทำให้นางคิดว่าเซี่ยเฉียวคงมีเรื่องอะไรในใจ
แต่หลังจากที่พวกนางได้พูดคุยกันแล้วกลับพบว่าแม่นางน้อยผู้นี้น่ารักใคร่เอ็นดู
เสียงของนางเบาและอ่อนแอ ฟังดูมีพลังมาก ท่าทางของนางดูสบายๆ เหมือนไม่ใส่ใจ แต่ความจริงแล้วเด็กสาวคนนี้สามารถตอบทุกคำที่บิดาของนางเอ่ยออกมาได้
และเรื่องที่บิดาของนางพูดถึงคือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านเกิดและหมู่บ้านนอกเมืองหลวงเท่านั้น
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นนางก็ไม่เห็นว่าเด็กสาวคนนี้จะดูหงุดหงิดรำคาญใจเลยแม้แต่น้อย