ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 369 เสียงแปลกๆ / ตอนที่ 370 วิชาศีรษะเหล็ก
ตอนที่ 369 เสียงแปลกๆ / ตอนที่ 370 วิชาศีรษะเหล็ก
ตอนที่ 369 เสียงแปลกๆ
เวลานี้เซี่ยเฉียวจ้องไปที่สุนัขตัวน้อยอย่างใจลอย
เส้นขนสีดำของมันไม่มีตำหนิใดๆ เลย ช่างหายากจริงๆ ต่อไปเมื่อโตขึ้นแล้ว เลือดสุนัขตัวนี้จะต้องใช้ประโยชน์ได้ดีเป็นแน่
เมื่อนึกถึงตรงนี้สีหน้าของเซี่ยเฉียวก็กระอักกระอ่วนเล็กน้อย
ปกติแล้วนาง…จะไม่เอาเลือดจากสุนัขตัวเดิม…นานๆ ครั้งถึงจะยืมใช้นิดหน่อยเมื่อจำเป็นเท่านั้น
“ท่านป้าไม่จำเป็นต้องระวังถึงขนาดนั้นก็ได้ เมื่อก่อนข้ากับพี่ชายใหญ่กลับไม่เคยคิดที่จะหาสัตว์ตัวเล็กๆ มาอยู่เป็นเพื่อนนางมาก่อน ท่านคิดได้รอบคอบเป็นอย่างมาก” เซี่ยเฉียวรีบเอ่ย
หลินหยาเซียงยิ้ม “สุขภาพร่างกายเจ้าไม่ดี ไหนเลยจะดูแลอะไรได้มากมาย ข้าได้ยินซีเอ๋อร์บอกว่าเจ้าเป็นลมไปตั้งหลายครั้งแล้วหลังจากมาเมืองหลวง ข้ากำลังคิดอยู่พอดีว่าจะให้ท่านพ่อลองตรวจเจ้าดูหน่อย แม้วิชาหมอของท่านพ่อข้าจะไม่ได้สูงส่งมาก แต่เขาก็เคยเห็นโรคแปลกประหลาดมาไม่น้อย บางทีเขาอาจจะแนะนำอะไรได้บ้าง”
เซี่ยเฉียวตอบรับความความหวังดีนี้ทันที
ท่านตาหลินไปซักเสื้อผ้าอาบน้ำ ไม่นานหนักเขาก็เดินออกมาอย่างสะอาดสะอ้าน เขาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเองและช่วยจับชีพจรให้เซี่ยเฉียว
สีหน้าของเขายิ่งเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายแล้วเขาก็ถอนหายใจออกมาพลางส่ายศีรษะ
“โชคดีที่เจ้าเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย” ท่านตาหลินเอ่ยในที่สุด
ครอบครัวร่ำรวยสามารถซื้อยาบำรุงดีๆ มากมายมารับประทานได้ มิฉะนั้นแล้วนางคงไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้โดยเด็ดขาด
เซี่ยผิงไหวเองก็รู้ว่าเซี่ยเฉียวเป็นพวกอายุสั้น ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจอะไรที่ได้ยินเวลานี้ เพียงแต่ในใจกลับรู้สึกย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม
เขาควรจะเชื่อฟังพี่หญิงใหญ่ นางอยู่ได้ไม่นาน ต่อให้นางทรมานเขาต่อไปอีก ก็คง…มีเวลาอีกแค่ปีสองปีเท่านั้น เขาอดทนเอาหน่อยก็คงจะทำให้พี่หญิงใหญ่ตายตาหลับได้
“ท่านพ่อก็จนปัญญาหรือ” หลินหยาเซียงประหลาดใจมาก
“เฮ้อ ไม่ได้หรอก คุณหนูใหญ่อยู่มาได้จนถึงตอนนี้ก็คงจะมียาดี ข้าคงไม่อวดรู้แล้ว” ผู้เฒ่าหลินเก็บของของตนจากนั้นก็เอ่ยเสริมขึ้นมาอีกว่า “ข้าเป็นหมอมาหลายปี บางครั้งบางคราวก็ได้พบเจอคนไข้แปลกๆ อยู่บ้าง คนพวกนั้นราวกับโดนของอย่างไรอย่างนั้น แม้ว่าจะให้ยาถูกแต่กลับไม่ดีขึ้น ข้าว่าร่างกายของคุณหนูใหญ่นี้น่าจะมีอะไรผิดปกติ ไม่สู้ลองไปวัดเต๋าดูหน่อยจะดีกว่า”
ทันทีที่เขาพูดเช่นนั้นออกมาเซี่ยเฉียวก็เกือบจะยกนิ้วโป้งให้ผู้เฒ่าหลินแล้ว
ชายผู้นี้มีความสามารถแน่นอน
และยังมีความคิดหลากหลาย ขนาดพูดถึงสาเหตุของอาการเจ็บป่วยออกมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
“พี่หญิงใหญ่ของข้าเคยอยู่ในวัดเต๋ามาก่อน” เซี่ยผิงไหวเอ่ย
“เช่นนั้นก็ไม่น่าแปลกใจแล้ว” ผู้เฒ่าหลินยิ้มน้อยๆ “โลกใบนี้มีเรื่องแปลกๆ มากมาย อาการของคุณหนูใหญ่ถือว่าค่อนข้างคงที่ ไม่แน่อาจจะอายุยืนอยู่ไปจนถึงร้อยปีก็ได้”
เซี่ยเฉียวยิ้มพลางดึงข้อมือกลับมา
จากนั้นนางก็อยู่ต่อกินข้าวง่ายๆ หนึ่งมื้อ
เซี่ยเฉียวพบว่าเซี่ยผิงไหวว่าง่ายขึ้นมาก
ตอนกินข้าวเขาก็ไม่ได้แย่งของกิน ท่านั่งก็เรียบร้อย ส่วนเด็กน้อยตระกูลหลินสามคนนั้นก็หันมามองเขา และเลียนแบบเขาอยู่ตลอดเวลาราวกับยอมรับแล้วว่าเขาเป็นพี่ใหญ่กระนั้น
เซี่ยเฉียววางใจลงได้ไม่น้อย
เพียงแต่ตอนที่กำลังกินข้าวอยู่เซี่ยเฉียวก็ได้ยินเสียงหนวกหูเบาๆ ดังขึ้น
แก๊ง แก๊งๆ
เสียงนั้นดังเป็นจังหวะและดังไม่หยุด
“ข้างนอกนั่นเสียงอะไร” เซี่ยเฉียวถามคนตระกูลหลินด้วยความสงสัย
“น่าจะเป็นเสียงดังมาจากร้านตีเหล็กที่ไหนสักแห่ง สองวันมานี้พอถึงเวลานี้ก็จะมีเริ่มมีเสียงดังขึ้น และจะดังต่อเนื่องไปประมาณหนึ่งชั่วยาม” หลินหยาเซียงอธิบายก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกว่า “แต่เมื่อวานข้าก็ถามเพื่อนบ้านไปแล้ว ทว่าท่าทีของเพื่อนบ้านคนนี้ค่อนข้างแปลกราวกับว่าพวกเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยกระนั้น”
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เสียงดังออกอย่างนี้ หากพวกท่านได้ยิน เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันก็น่าจะต้องได้ยินอะไรบ้างสิ” เซี่ยเฉียวเอ่ย
“ข้าคิดว่าพวกเขาได้ยินจนชินแล้วจึงไม่ได้รู้สึกหนวกหูน่ะ” หลินหยาเซียงยิ้ม
ตอนที่ 370 วิชาศีรษะเหล็ก
เซี่ยเฉียวรู้สึกได้รางๆ ว่าเสียงนี้ผิดปกติ มันฟังดูหดหู่เล็กน้อย เหมือนใกล้แต่ก็เหมือนไกล ให้ความรู้สึกเหมือนไม่มีอยู่จริง
มันดังอยู่ตลอดเวลา หนวกหูจนน่ารำคาญ
นางจึงออกไปดู
ในตรอกนี้มีบ้านหลายหลังและทุกบ้านต่างก็เปิดประตูเอาไว้ ดังนั้นเพียงแค่ปราดเดียวนางก็สามารถมองเห็นบรรยากาศภายในเรือนได้แล้ว
ยกเว้นแต่บ้านข้างๆ ที่ปิดประตูใหญ่ไว้ ไม่มีกลิ่นอายอะไรเลย ดูเหมือนไร้ชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง
“บ้านข้างๆ นี้ทำไมถึงไม่มีใครอยู่หรือ” เซี่ยเฉียวดูเหมือนถามอะไรไปเรื่อยเปื่อย
“คุณหนูใหญ่รู้ได้อย่างไรว่าข้างบ้านไม่มีคนอยู่ ตอนที่พวกเรามาถึงที่นี่ยังคิดไปว่าข้างบ้านมีคนอยู่ พวกเรายังไปเคาะประตูเพื่อเยี่ยมเยียนอยู่เลย ใครจะรู้ว่าเคาะอยู่ตั้งนานก็ไม่เห็นเพื่อนบ้านมาเปิดประตู จนมีคนอื่นมาบอกว่าข้างบ้านพวกเราไม่มีคนอยู่นั่นแหละ” หลินหยาเซียงเอ่ยยิ้มๆ แบบไม่ได้คิดอะไรมาก
จู่ๆ เซี่ยเฉียวก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที
บ้านข้างๆ นี้น่าจะเป็นบ้านผีสิงถึงเก้าในสิบส่วน
นายหน้าที่พ่อบ้านหามาไม่ค่อยน่าเชื่อถือเลย เรื่องสำคัญขนาดนี้ยังไม่ยอมพูดออกมาให้ชัดเจน
พ่อบ้านคนใหม่ของนางค่อนข้างซื่อสัตย์ ถ้าหากเขารู้เรื่องบ้านข้างๆ มาก่อนจะต้องไม่ให้ตระกูลหลินมาอยู่ที่นี่เป็นแน่
เซี่ยเฉียวคิดอยู่ครู่หนึ่งก็นำยันต์ที่นางพกติดตัวออกมาจำนวนหนึ่ง
นางแอบเรียกเซี่ยผิงไหวมาหา
“ยันต์คุ้มภัยพวกนี้ให้เด็กๆ อย่างพวกเจ้าพกติดตัวไว้คนละแผ่น ห้ามทำหายเด็ดขาด” เซี่ยเฉียวจัดแจง
เซี่ยผิงไหวรับมาดู ยันต์คุ้มภัยพวกนี้ถูกพับไว้ ดูทั้งเก่าทั้งน่าเกลียด ของสิ่งนี้จะมีประโยชน์อะไรหรือ
แต่เมื่อพิจารณาถึงอายุไขของพี่หญิงใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ไม่มากเซี่ยผิงไหวจึงพยักหน้าอย่างว่าง่ายเป็นพิเศษ “เด็กๆ พวกนั้นกลัวข้าจะตาย ข้าให้พวกเขาทำอะไรพวกเขาก็ทำทั้งนั้น ท่านวางใจได้ ต่อให้ข้าสั่งให้พวกเขากินของสิ่งนี้ลงไป พวกเขาก็ยังไม่กล้าคายออกมา!”
เผียะ เซี่ยเฉียวตบหน้าผากเขา
“ห้ามรังแกคนอื่น” เซี่ยเฉียวขึงตาใส่เขา
เซี่ยผิงไหวยังคงไม่เถียงนางแต่กลับเอ่ยขึ้นว่า “พี่หญิงใหญ่มือของท่านนี่ทำจากหมั่นโถวหรือ นุ่มนิ่มไม่มีแรงเลยสักนิด ข้าฝึกวิชาศีรษะเหล็กมาแล้ว หากท่านไม่ออกแรงสักหน่อย ข้าก็ไม่รู้สึกเจ็บหรอกนะ”
“…” เซี่ยเฉียวสงบสติอารมณ์ตัวเอง
เจ้าเด็กเวรนี่
“เก็บไว้ให้ดีๆ หากที่บ้านมีเรื่องอะไรก็ให้คนไปตามข้า” เซี่ยเฉียวเอ่ย
วันนี้ก็ดึกแล้วจึงไม่ควรไปดูตอนนี้ พรุ่งนี้นางค่อยเปลี่ยนโฉมเป็นโม่ชูเซิงมาใหม่
ตระกูลหลินมาอยู่ที่นี่ตั้งหลายวันแล้วก็ยังไม่พบปัญหาอะไร ดูท่าบ้านหลังนี้คงยังไม่ส่งผลกระทบอะไรมาก
แต่เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ทางที่ดีก็ควรแก้ไขเสียแต่เนิ่นๆ
เซี่ยเฉียวกลับไปก่อนแล้ว
เซี่ยผิงไหวก็เชื่อฟังนางเป็นอย่างดี เขาให้เด็กทั้งสี่รวมไปถึงเซี่ยซีด้วยยืนเรียงแถวกัน
“พวกเจ้ารับของนี่ไป ครั้งหน้าตอนที่พี่หญิงใหญ่มา หากพวกเจ้าไม่ทำมันหายไปเสียก่อน ข้าจะพาพวกเจ้าไปดูจิ้งหรีด!” เซี่ยผิงไหวเอ่ยจบก็เหลือบไปมองเซี่ยซีเป็นพิเศษ “หากเจ้าไม่ทำหายข้าจะให้หนึ่งอีแปะ”
เขานึกถึงเมื่อก่อนที่ตนเองจ่ายหนักจริงๆ
แต่ตอนนี้เขาให้ได้แค่นี้แหละ
เด็กน้อยทั้งสี่ต่างก็พยักหน้า แต่ละคนรับยันต์ไปแล้วเก็บไว้ในอกเสื้อ
เซี่ยผิงไหวค่อนข้างภูมิใจในตนเอง
แม้ท่านป้าหลินจะดุมาก แต่พวกลูกพี่ลูกน้องของเขาไม่เลวเลยทีเดียว พวกเขารังแกง่าย ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก ต้องคอยให้เขาสอนอะไรๆ ให้อยู่เรื่อย!
เซี่ยผิงไหวแจกจ่ายของเรียบร้อยแล้วก็นำพวกเขาไปวิ่งเล่นในตรอก ประเดี๋ยวก็สอนพวกเขาชกต่อย ประเดี๋ยวก็สอนพวกเขาตีลังกา
เซี่ยผิงไหวแรงมาก เขาเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้แค่ไม่กี่วันก็รวบรวมลูกน้องไว้ได้หลายคนทีเดียว
เด็กหลายคนที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่พอใจขึ้นมา “เจ้าเก่งกาจขนาดนี้ แน่จริงก็ไปอยู่ที่บ้านโม่ต้าฮันสักคืนหนึ่งสิ หากเจ้ากล้าไป พรุ่งนี้พวกเราจะเรียกเจ้าว่าลูกพี่!”