ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 37 คุณหนูใหญ่
ตอนที่ 37 คุณหนูใหญ่
เซี่ยเฉียวเปิดม่าน และมองออกไปข้างนอก
กำแพงของบ้านตระกูลเซี่ยตกอยู่ในสายตาของนาง ทางเข้าด้านหน้าคนเยอะมากจนมองไม่เห็นว่าใครหน้าตาเป็นอย่างไร
บ่าวรับใช้ของบ้านตระกูลเซี่ยกำลังรออยู่ที่หน้าประตูในตอนนี้
เขาก้าวไปรออยู่ข้างหน้าด้วยความเคารพนบนอบ และรอให้หลูซื่อลงจากรถม้า
“นายท่านเล่า” หลูซื่อลงจากรถ เห็นแต่บ่าวรับใช้ แต่ไม่เห็นสามีและลูกๆ นางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“นายท่านและคุณชายใหญ่ยังคงอยู่ที่ค่ายทหารในตอนนี้ เดิมทีคิดว่าท่านจะเดินทางกลับมาถึงที่นี่ในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า ไม่คิดว่าจะเร็วเช่นนี้ ตอนนี้ข้าได้ส่งคนไปแจ้งข่าวแล้ว ส่วนคุณชายรองและคุณหนูยังไม่กลับจากสำนักศึกษาขอรับ” พ่อบ้านรีบรายงาน
“สำนักศึกษาหรือ” หลังจากที่เผยหว่านเย่ว์ลงจากรถม้า ใบหน้าของนางดูงุนงง ถามออกมาแผ่วเบา น้ำเสียงแหบแห้งเล็กน้อย
“อ้อ จัดตั้งขึ้นโดยราชสำนักน่ะ ท่านลุงเซี่ย…พ่อของเจ้าหาลู่ทางและใช้เงินเป็นจำนวนมากเพื่อส่งเด็กน้อยทั้งสองไปเรียน” หลูซื่ออธิบายให้ฟังอย่างกระจ่างชัด
เผยหว่านเย่ว์เม้มปาก “ลูกไม่คิดว่าผู้หญิงจะไปยังสำนักศึกษาได้ด้วย ที่เหลียวโจวไม่มีเรื่องเช่นนี้…”
“ถูกต้อง เหลียวโจวเป็นเมืองเล็กๆ และอยู่ห่างไกล ไม่น่าแปลกใจที่จะมีกฎเกณฑ์ควบคุมผู้หญิงอย่างเข้มงวดและไม่อนุญาตให้เข้าเรียนที่สำนักศึกษา แต่ในเมืองหลวงนั้นไม่ใช่ ที่นี่มีสำนักศึกษาขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงถึงสามแห่ง ซึ่งทุกที่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าเรียนได้ ในเมืองอื่นใกล้ๆ นี้ก็ไม่แตกต่างกันหรอก เป็นเพราะเจียงไทเฮาน่ะ” หลูซื่ออธิบาย
เจียงไทเฮาผู้นี้มีความรักลึกซึ้งกับองค์จักรพรรดิเจียนองค์แรก ทั้งสองเป็นคู่รักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์
เจียงไทเฮายังมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหาร นางใจดีและมีน้ำใจ ทั้งยังเกื้อหนุนให้ผู้หญิงมีโอกาสเล่าเรียนในสำนักศึกษามาตั้งแต่ตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่
แม้ว่าจะเกิดการต่อต้านเป็นอย่างมาก แต่ก็ส่งผลกระทบบางอย่างอยู่ดี
ผู้หญิงทั้งหลายในตระกูลใหญ่ย่อมได้รู้หนังสือตามหลักทำนองคลองธรรม
แม้สุดท้ายจะแต่งงานมาเป็นภรรยา แต่หลายคนก็เต็มใจเข้าเรียนที่สำนักศึกษา เพราะหากอ่านหนังสือได้ก็จะสามารถให้การศึกษาแก่ลูกๆ ได้ด้วย
เผยหว่านเย่ว์ทำท่าเหมือนอยากจะเข้าร่วมด้วย
“ท่านแม่ ตอนที่ข้าอยู่บ้านที่เหลียวโจวก็พอได้…อ่านหนังสือมาบ้าง” เผยหว่านเย่ว์พูดเสียงเบามาก
หลูซื่อตกใจไม่น้อย เข้าใจว่านางหมายถึงอะไร ก่อนจะตอบกลับไปอย่างใจเย็น “เมื่อท่านพ่อของเจ้ากลับมา แม่จะบอกเขาให้ แต่ว่าสำนักศึกษาแห่งนี้นับว่าเข้ายากทีเดียว แต่อีกสองสำนักก็ยังพอเป็นไปได้บ้าง”
เผยหว่านเย่ว์กำหมัดแน่น
หากอยากเข้าไป ก็ต้องได้รับอนุญาตจากราชสำนักอย่างนั้นหรือ!
แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีความรู้มากพอก็ย่อมสอบผ่านการคัดเลือกเข้าไปได้ใช่หรือไม่?
เผยหว่านเย่ว์ไม่ได้พูดออกไป เพียงพยักหน้าเบาๆ
หลังจากนั้นพ่อบ้านเริ่มพาคนไปยกข้าวของ เพิ่งเตรียมทำงานไปได้ไม่เท่าไร เซี่ยเฉียวก็ลงจากรถมา
พ่อบ้านตกตะลึงไป
“ท่าน…คือคุณหนูใหญ่หรือขอรับ” พ่อบ้านนึกขึ้นได้ในทันที
เมื่อครู่ก็คิดว่าแปลกที่มีหญิงผู้เดียวอยู่ข้างกายฮูหยิน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ถามว่านางคือคุณหนูใหญ่หรือคุณหนูเผย เพราะเกรงว่าหากเรียกผิดไปอาจทำให้หลูซื่อไม่พอใจเอาได้
หลูซื่อลืมเซี่ยเฉียวไปเสียสนิท
เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงลืมการเปิดตัวนางไปด้วย
เมื่อพ่อบ้านเอ่ยถาม สีหน้าหลูซื่อจึงเปลี่ยนไป “เฉียวเอ๋อร์ นี่คือพ่อบ้านหยวนหรง คนเก่าแก่ที่ติดตามนายท่านมา หากเจ้าต้องการสิ่งใดขอเพียงบอกกับเขา”
“หยวนหรงยินดีที่ได้พบคุณหนูใหญ่ขอรับ” พ่อบ้านลอบมองเซี่ยเฉียวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นเลิกคิ้วขึ้น พูดเสียงเรียบว่า “เรือนของคุณหนูใหญ่พร้อมแล้ว ข้าจะพาท่านไปขอรับ”
เซี่ยเฉียวพยักหน้าให้เล็กน้อย
ทุกคนต่างสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับคุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่น้อย และอดไม่ได้ที่จะพากันแอบมองอีกชั่วครู่
ทุกคนตื่นเต้นมาก
ได้ยินมาว่าคุณหนูใหญ่ที่เติบโตมาจากข้างนอกกำลังจะกลับมาบ้านแล้ว บ่าวรับใช้ทุกคนในตระกูลเซี่ยต่างอยากรู้อยากเห็นเรื่องของนาง
พวกเขาทั้งหมดรู้ว่าคุณหนูใหญ่และคุณชายใหญ่เป็นพี่น้องมารดาเดียวกัน ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่ารูปโฉมของคุณหนูใหญ่คงไม่งดงามเท่าใดนัก
คาดไม่ถึงเลยว่าจะหน้าตาดีแบบนี้!