ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 379 คุยความลับ / ตอนที่ 380 กระจกส่องบุปผาน้ำสะท้อนดวงเดือน
- Home
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 379 คุยความลับ / ตอนที่ 380 กระจกส่องบุปผาน้ำสะท้อนดวงเดือน
ตอนที่ 379 คุยความลับ / ตอนที่ 380 กระจกส่องบุปผาน้ำสะท้อนดวงเดือน
ตอนที่ 379 คุยความลับ
ตอนที่เซี่ยผิงกั่งพูดถึงเรื่องนี้เขายังทำสีหน้าราวกับว่าผู้หญิงคนนั้นวุ่นวายอย่างยิ่ง
หลังจากที่เซี่ยเฉียวได้ยินเช่นนั้นนางก็เกิดความคิดที่จะเอาค้อนทุบหัวพี่ชายของตนเองสักที
ไม่รู้ความ!
ถ้าหากผู้หญิงคนนั้นคิดจะให้เขาพาไปส่งที่บ้านจะต้องเอ่ยปากแล้วแน่ๆ!
การที่นางไม่หยุดบอกว่าตนเองเป็นใครอย่างนั้น เห็นได้ชัดว่านางต้องการที่จะทำความรู้จักกับเขา และไปมาหาสู่กันมากขึ้นในภายภาคหน้า…
“พี่ชายใหญ่ แม่นางคนนั้นน่าจะ…อยากเป็นเพื่อนกับท่าน ขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตนางไว้” เซี่ยเฉียวแสดงสีหน้าลึกซึ้งแต่ก็นางก็ทำอะไรไม่ได้
“นางเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะเป็นเพื่อนกับข้าไปทำไม อ่อนแอนุ่มนิ่มออกอย่างนั้น หรือว่านางจะไปขี่ม้ากับข้า ฝึกดาบกับข้า” สีหน้าที่แสดงความรังเกียจของเซี่ยผิงกั่งชัดเจนเป็นพิเศษ
“…” เซี่ยเฉียวพูดไม่ออก
ปล่อยให้โง่ต่อไปก็แล้วกัน
ชีวิตนี้เขาคงจะหาภรรยาไม่ได้แล้ว
ต่อไปเขาจะทำงานอย่างขยันขันแข็ง และเมื่อเขาแก่เฒ่าจนตายไปก็อาจมีประโยคที่เขียนไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ว่า มีขุนนางที่ดูเหมือนหมี มีเสียงราวกับเสือ ดวงตาเหมือนระฆังทองแดง หน้าตาขี้เหร่ เมื่อผู้หญิงเห็นเข้าก็ต้องวิ่งหนี คนอื่นก็เช่นกัน
เมื่อเซี่ยเฉียวคิดมาถึงตรงนี้ก็ยิ้มหวานให้เซี่ยผิงกั่งอย่างยินดีในความทุกข์ของผู้อื่น
“คุณชายใหญ่ รัชทายาทมาขอรับ ตอน ตอนนี้เสด็จไปที่เรือนด้านหลังของท่านแล้ว” พ่อบ้านเข้ามารายงานด้วยความตื่นตระหนกในขณะที่เซี่ยเฉียวกำลังครุ่นคิด
เซี่ยผิงกั่งลุกขึ้นยืนทันที “ข้าจะไปดูรัชทายาทหน่อย เจ้า…พิจารณาตัวเองดีๆ ไป!”
“…” พิจารณาตัวเอง?
นางทำอะไรผิดหรือ!
เซี่ยเฉียวพ่นลมหายใจ “ข้าก็จะไปด้วย”
“ฝ่าบาทเป็นผู้ชาย เจ้าจะไปทำไม” เซี่ยผิงกั่งมองนางพลางขมวดคิ้ว
“ฝ่าบาทหน้าตาดี ข้าดูเขาให้มากหน่อยจะได้ตายตาหลับ” เซี่ยเฉียวเอ่ยสบายๆ ก่อนจะวางหุ่นไม้กลับลงไปในกล่อง จากนั้นก็เอ่ยถามยิ้มๆ “ฝ่าบาทรอนานแล้ว ท่านจะไปหรือไม่ไป หากท่านไม่ไป ข้าจะไปเองแล้วนะ”
“ฝันไปเถอะ” สีหน้าเซี่ยผิงกั่งรำคาญอย่างยิ่ง
นังเด็กบ้านี่คิดจะแอบคุยความลับกับรัชทายาทอีกสินะ?
รัชทายาทมีอะไรน่าคุยด้วย
ไม่ผิดแน่ รัชทายาทผู้นี้…หน้าตาดีจริงๆ แต่เขาไม่สามารถแต่งงานมีลูกได้ เสียเวลาเปล่า!
พอเซี่ยเฉียวก้าวออกจากห้อง ข้างนอกหิมะก็เริ่มตกพอดี
หิมะร่วงหล่นลงมาทำให้นางตัวสั่นสะท้านไปหมดด้วยความหนาว
นางไปพบรัชทายาทไม่ได้เพื่อไปมองหน้าเขาเท่านั้น แต่นางจะเอาของไปให้เขาด้วย
ปัญหาดึงดูดวิญญาณของรัชทายาทรักษาได้
ก่อนหน้านี้นางเคยพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ที่วังตะวันออกกับรัชทายาทไปแล้ว ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาแก้ไขไปถึงไหน…อย่างไรเสีย นางไปดูเขาหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร
เซี่ยเฉียวห่อตัวเองแน่นราวกับบ๊ะจ่างสีแดงลูกใหญ่
เดิมทีเซี่ยผิงกั่งยังรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นนางห่อตัวเองแน่นหนาขนาดนั้น สีหน้าของเขาก็ผ่อนคลายลงมาก
นางใส่เสื้อผ้าเสียจนอ้วนกลม นอกจากรัชทายาทจะตาบอดนั่นล่ะถึงจะชอบนางได้
เวลานี้จ้าวเสวียนจิ่งกำลังยืนอยู่ในลานบ้านของเรือนด้านหลัง ในมือเขากำลังกวัดแกว่งดาบใหญ่ที่หนักหลายสิบชั่งของเซี่ยผิงกั่ง
ข้างกายเขามีแค่โจวเว่ยจงติดตามมีด้วยเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนโจวเว่ยจงก็จ้องไปที่ดาบเล่มใหญ่ นัยน์ตาของเขาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า
เซี่ยผิงกั่งผู้นี้ใช้อาวุธหนักขนาดนี้เชียว!
ฝ่าบาทถือเอาไว้นานขนาดนี้คงจะเหนื่อยแย่!
โดยเฉพาะมือข้างนั้น!
โจวเว่ยจงจ้องมองไม่วางตา สายตาเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองไม่พอใจ ไม่นานนักเซี่ยผิงกั่งและเซี่ยเฉียวก็มาถึง เขาจึงได้เก็บอาการ
“ขุนนางเซี่ย ข้าดูแล้วดาบยาวเล่มนี้มีไอเย็นปรากฏ ต้องเคยอาบเลือดมาก่อนสินะ?” จ้าวเสวียนจิ่งหลีกเลี่ยงความวุ่นวายในการทำความเคารพของพวกเขาทั้งสองจึงเอ่ยปากขึ้นมาทันที
“ถูกต้อง ตอนที่ข้ากับท่านพ่อออกไปสู้รบกับพวกคนเถื่อนก็ใช้ดาบเล่มนี้แหละ น่าเสียดาย ของชิ้นนี้ทำขึ้นในค่ายโจร ด้ามดาบหยาบมาก ก่อนหน้านี้ข้าได้ทวนยาวดีๆ มาเล่มหนึ่ง แต่มันถูกท่านพ่อของข้า…ถูกท่านพ่อของข้าเอาไปขายให้คนอื่นแล้ว รอให้ข้าเก็บเงินได้มากพอข้าจะไปเอามันกลับมา” เซี่ยผิงกั่งถึงกับต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเมื่อพูดมาถึงท่อนหลัง
ตอนที่ 380 กระจกส่องบุปผาน้ำสะท้อนดวงเดือน
เมื่อเซี่ยเฉียวได้ยินคำพูดคำจาตรงไปตรงมาของพี่ชายนางเช่นนั้นก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อยว่า คนคนนี้มีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร
คนที่อยู่ตรงหน้าพี่ชายของนางตอนนี้เป็นใคร
รัชทายาท!
ต่อไปเขาจะเป็นผู้ครองใต้หล้านี้ แต่เวลานี้เซี่ยผิงกั่งกลับเอ่ยถึงเรื่องเมื่อตอนที่อยู่ในค่ายโจร นี่ไม่ใช่เป็นการบอกรัชทายาทอย่างจริงใจหรอกหรือ ว่าตระกูลเซี่ยเคยเป็นกบฏมาก่อน
ตำแหน่งขุนนางพี่ชายใหญ่ได้เลื่อนมาจนถึงขั้นนี้เป็นเพราะดวงของเขาเท่านั้นจริงๆ
“พูดถึงเรื่องอาวุธวิเศษ ข้าได้ยินมาว่าที่สำนักศึกษาซันไห่มีอยู่ไม่น้อย ตอนที่ก่อตั้งสำนักศึกษาแห่งนี้เคยมีผู้ดูแลอยู่สองท่าน คนหนึ่งฝ่ายบุ๋น คนหนึ่งฝ่ายบู๊ ผู้ดูแลสำนักศึกษาฝ่ายบู๊เป็นแม่ทัพเก่าคนหนึ่ง สมบัติทั้งหมดของเขาถูกส่งไปยังสำนักศึกษา แต่น่าเสียดายที่ราชวงศ์นี้ให้ความสำคัญกับศิลปะวิทยาการมากกว่าศิลปะการต่อสู้ สมบัติมากมายเหล่านั้นจึงยังถูกเก็บเอาไว้ที่หอสมบัติ น้อยคนมากที่จะเอาชนะและเอากลับไปได้” รัชทายาทพูดจบก็โยนดาบใหญ่ใส่มือของเซี่ยผิงกั่ง
เซี่ยผิงกั่งไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน “มีอาวุธอะไรบ้าง”
“ดาบ หอก กระบี่ ง้าว ขวาน มีหมด แม้แต่ค้อนลูกตุ้มก็ยังมี” รัชทายาทเอ่ยอีก
แววตาของเซี่ยผิงกั่งเป็นประกายร้อนแรงมาก
ท่าทางของเขาราวกับแทบรอไม่ไหวที่จะบุกเข้าไปในสำนักศึกษาแล้วแย่งชิงของออกมาทันที
“พี่ชายใหญ่ รัชทายาทก็บอกแล้วว่า ต้องเอาชนะให้ได้ก่อนถึงจะได้มา” เซี่ยเฉียวที่อยู่ด้านหลังเอ่ยเสริมขึ้นมาช้าๆ
“จะเอาชนะได้อย่างไร คนข้างนอกเข้าไปได้หรือไม่” เซี่ยผิงกั่งร้อนใจแล้ว ราวกับว่าหากเขาช้าไปเพียงนิดเดียว ของเหล่านั้นจะหลุดลอยไปจากกระนั้น
เซี่ยเฉียวรู้สึกจนใจจึงได้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงระเบียงฟังพวกเขา
โจวเว่ยจงรีบเอ่ยขึ้นทันทีราวกับกลัวว่ารัชทายาทจะพูดจนเหนื่อยกระนั้น “คนภายนอกย่อมเข้าไปได้ แค่เสียเงินสมัครและผ่านสามด่านก็เพียงพอแล้ว แต่หลายปีที่ผ่านมา คนผ่านด่านไปได้…มีไม่มากนัก ตอนนี้หากไม่ใช่ขุนพลผู้รักษาประตูก็เป็นขุนนางที่คำพูดมีน้ำหนักในราชสำนัก”
เมื่อเซี่ยผิงกั่งได้ยินเช่นนั้นเขาก็โล่งใจ
หากมีคนผ่านด่านไปได้ก็แปลว่าไม่ได้ยากมาก
เมื่อโจวเว่ยจงเห็นท่าทางผ่อนคลายของเซี่ยผิงกั่งเขาก็เอ่ยขึ้นอีก “การทดสอบด่านแรกคือการจัดค่ายกลทหาร ด่านที่สองคือการขี่ม้ายิงธนู และด้านที่สามคือศิลปะการต่อสู้ ใต้เท้าเซี่ยน้อยอย่าได้ดูถูกความยากของมัน ยกตัวอย่างเช่นด่านขี่ม้ายิงธนูนี้…การยิงเข้าเป้าอย่างแม่นยำในระยะร้อยเมตรได้ยังถือว่าน้อยไป สำนักศึกษาที่นั้นถึงกับคิดลูกเล่นหนึ่งออกมา ซึ่งเรียกว่า ‘กระจกส่องบุปผาน้ำสะท้อนดวงเดือน’ คือการใช้เงาสะท้อนในน้ำยิงเป้าหมาย”
กระจกส่องบุปผาน้ำสะท้อนดวงเดือนนี้ยากกว่าที่โจวเว่ยจงพูดเสียอีก
สถานการณ์แต่ละครั้งก็จะต่างออกไปไม่แน่นอน บางครั้งก็มีเป้าหลอก กระทั่งมีเป้าที่สามารถเคลื่อนไหวได้ หรือบางทีก็มีนับจำนวนครั้งที่ยิงเข้าเป้าภายในระยะเวลาที่กำหนด
คนที่จะผ่านด่าน ‘กระจกส่องบุปผาน้ำสะท้อนดวงเดือน’ นี้ได้สำเร็จมีน้อย
แต่ของรางวัลที่สำนักศึกษาจัดไว้ให้ก็ค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อ
คนที่สามารถผ่านด่านมาถึงขั้นนี้ได้ก็จะได้รับความสนใจ นอกจากจะได้รางวัลจากสำนักศึกษาแล้ว บางครั้งราชสำนักก็ยังมอบรางวัลให้ด้วยเช่นกัน
“ค่าสมัครเท่าไรหรือ” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยถาม
โจวเว่ยจงมองเขาด้วยความประหลาดใจ “เจ้าคิดจะเข้าร่วมจริงหรือ ค่าสมัครไม่แพงหรอก ศิษย์ของสามสำนักศึกษาใหญ่ไม่ต้องจ่ายเงิน ส่วนคนภายนอกห้าร้อยตำลึง”
“ได้ ข้าจะไปลองดู!” เซี่ยผิงกั่งท่าทางดุดัน
“ไม่ต้องรีบร้อน วันนี้อากาศหนาวเกินไป เจ้ารอหน่อยดีกว่า” รัชทายาทแย้มยิ้ม “ขี่ม้ายิงธนูและศิลปะการต่อสู้คงไม่ยากสำหรับเจ้า แต่กลยุทธ์ทางการทหารนี่จะต้องท่องจำหนังสือไม่น้อย เดี๋ยวข้าจะให้คนเอาหีบมาส่งให้เจ้าใบหนึ่ง เจ้าศึกษาดูสักหนึ่งเดือนก็น่าจะได้แล้ว พอตอนนั้นเจ้าลงมือจะต้องทำให้ผู้คนตกตะลึงได้แน่”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!” เซี่ยผิงกั่งคุกเข่าประสานมือด้วยท่าทางเคร่งขรึมจริงจังยิ่ง
รัชทายาทยิ่งกระตือรือร้นกว่า เขารีบพยุงเซี่ยผิงกั่งขึ้นมาทันที
เซี่ยเฉียวรู้สึกได้เลยว่าความจงรักภักดีต่อรัชทายาทของพี่ชายนางในขณะที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นจนไร้ขอบเขต
รัชทายาทเรียกได้ว่า…ให้ของขวัญเขาได้ตรงใจยิ่งนัก