ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 381 ของไม่ดี / ตอนที่ 382 เผาบ้าน ล้างตระกูล ทำลายสุสานบรรพบุรุษ
- Home
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 381 ของไม่ดี / ตอนที่ 382 เผาบ้าน ล้างตระกูล ทำลายสุสานบรรพบุรุษ
ตอนที่ 381 ของไม่ดี / ตอนที่ 382 เผาบ้าน ล้างตระกูล ทำลายสุสานบรรพบุรุษ
ตอนที่ 381 ของไม่ดี
อันที่จริงแล้วเซี่ยเฉียวไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความสามารถของเซี่ยผิงกั่ง
ส่วนความสามารถของรัชทายาทนางยิ่งไม่รู้ไปใหญ่
รัชทายาทผู้นี้แล่นมาถึงที่นี่ทั้งที่อากาศหนาวเหน็บ ทั้งยังมอบตำราการทหารให้ด้วย ซึ่งตำราการทหารชุดนี้ล้ำค่ากว่าเล่มไหนๆ ตระกูลเซี่ยเองยังมีแค่ไม่กี่เล่มเท่านั้น!
เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่นางอยู่ในวัด เป็นเพราะนางได้พบกับท่านอาจารย์ นางจึงมีโอกาสได้เรียนรู้จากเขามาบ้าง
เพียงแต่นางไม่ได้เข้าใจเรื่องรบราฆ่าฟันนี้อย่างถ่องแท้ ทั้งยังไม่เคยไปสนามรบจึงย่อมไม่สามารถใช้ค่ายกลและกลยุทธทางทหารต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่วยืดหยุ่น นางก็แค่ท่องหนังสือได้มากขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น
หรือว่า…รัชทายาทคิดจะสร้างคนสนิทที่ไว้วางใจได้ขึ้นมา
เซี่ยเฉียวคิดอะไรเพ้อเจ้อไปเรื่อย
เวลานี้เซี่ยผิงกั่งที่กำลังมีความสุขก็ต้องการที่จะรำดาบให้รัชทายาทชม
รัชทายาทเองก็ไม่กังวลแม้แต่น้อยว่าเซี่ยผิงกั่งจะพลั้งเผลอตัดศีรษะเขาแต่กลับนั่งชมอยู่ตรงระเบียงนั่นเอง
ด้านหลังรัชทายาทยังมีวิญญาณติดตามเขาอยู่ไม่น้อย
เซี่ยเฉียวหันหน้าไปมองเป็นครั้งคราวก็พบว่าวิญญาณพวกนี้ต่างก็เรียบร้อยเชื่อฟังมาก
“ฝ่าบาทแก้ไขฮวงจุ้ยของวังตะวันออกแล้ว?” เซี่ยเฉียวอดถามขึ้นมาไม่ได้
“แน่นอน” จ้าวเสวียนจิ่งมองดูเซี่ยเฉียวที่ขดตัวกลมด้วยความหนาวจนน่าสงสาร เขาจึงยื่นมืออกไปรินน้ำชาอุ่นๆ ให้นางหนึ่งจอก
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วมุ่น การปรับเปลี่ยนแก้ไขฮวงจุ้ยนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ผลในด้านการขับไล่ภูตผีวิญญาณเท่าไรนัก
รัศมีอันสูงส่งของรัชทายาทย่อมยังคงอยู่ แต่การที่วิญญาณเหล่านี้เกาะติดเขาไม่ยอมไปไหนนั้นน่าประหลาดเหลือเกิน
เซี่ยเฉียวได้วางค่ายกลเพื่อปรับพลังหยินหยางภายในบ้านตระกูลเซี่ยเอาไว้บางส่วน ทำให้วิญญาณที่มีพลังอ่อนแอไม่สามารถที่จะเข้ามาได้ ดังนั้นวิญญาณที่อยู่ด้านหลังรัชทายาทในเวลานี้ล้วนแล้วแต่เป็นวิญญาณที่มีสมองแจ่มใสดวงจิตแข็งแรงกันทั้งนั้น
เซี่ยเฉียวหยิบเอายันต์ออกมาจากอกเสื้อแผ่นหนึ่ง
“อยากจะไปเกิดใหม่ไหม” เซี่ยเฉียวเอ่ยขึ้นเบาๆ
จ้าวเสวียนจิ่งตกใจทันที สีหน้าของเขาดูอึดอัดเล็กน้อย
ส่วนโจวเว่ยจงที่อยู่ข้างก็อึ้งงันไป พลางมองแม่นางเซี่ยครึ่งเซียนด้วยความฉงนสงสัย เขามองซ้ายทีขวาที “ท่าน…กำลังมองข้าอยู่หรือ แม่นางเซี่ย ข้าอยู่ของข้าดีๆ ท่านจะให้ข้าไปเกิดใหม่ทำไม”
หลังจากที่โจวเว่ยจงพูดจบหัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย เขารีบยื่นหน้าเข้าไปถามนางทันที “หรือว่าช่วงนี้ข้า…จุดอิ้นถังดำคล้ำ มีลางหายนะ!”
เซี่ยเฉียวช้อนสายตาขึ้นเหลือบมองเขาแล้วส่ายศีรษะ
ในใจโจวเว่ยจงเย็นวาบ หรือว่าเขา…จะไร้ทางเยียวยาแล้ว
แต่ในเวลานี้เหล่าวิญญาณที่อยู่รอบๆ ก็พูดจ้อกแจ้กจอแจกันขึ้นมาทันที
“ที่แท้แม่นางคนนี้ก็มองเห็นพวกเราได้จริงๆ เสียดายที่นางไม่มีปราณมังกร ไม่เช่นนั้นพวกเราไปติดตามนางคงต้องสนุกแน่!”
“แม่นางน้อย พวกเราคงไม่ลงไปแล้วล่ะ ข้าพยายามอยู่ตั้งนานกว่าจะเบียดแทนที่คนอื่นขึ้นมาได้ รอให้ข้าได้สูบปราณมังกรอีกหน่อย ชาติหน้าเกิดมาข้าจะต้องร่ำรวยสูงส่งอย่างแน่นอน” วิญญาณพวกนี้แต่ละตนดื้อรั้นอย่างยิ่ง
เซี่ยเฉียวเองก็จนใจ
มีวิญญาณมากมายขนาดนี้ นางคงจัดการทั้งหมดไม่ได้เพราะจะเป็นการเปลืองพลังและยันต์ของนางมากทีเดียว อีกอย่างวิญญาณรอบกายรัชทายาทก็มีมาไม่ขาดสาย ต่อให้ไม่มีวิญญาณพวกนี้แล้วไม่นานก็จะมีพวกใหม่เข้ามาแทน
บนโลกใบนี้มีวิญญาณมากมาย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะเก็บพวกเขาได้หมด
เมื่อมีคนเป็นก็มีคนตาย ก็ต้องมีวิญญาณที่ไม่เต็มใจไม่อยากจากไปบ้างเป็นธรรมดา!
“เจ้าไม่ต้องกังวลไป ช่วงนี้พลังจิตของข้าไม่เลว แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อย” จ้าวเสวียนจิ่งดูสงบนิ่ง และดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยได้รับผลกระทบจากวิญญาณพวกนั้น
เซี่ยเฉียวรู้สึกเสียดายแทนเขาเล็กน้อย
ปราณมังกรแตกกระจาย วิญญาณล้อมรอบ เขายังอยู่มาได้ตั้งหลายปีภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ถ้าหากเขาเป็นปกติดีทุกอย่าง เขาจะต้องโชติช่วงชัชวาล คงจะไม่มีใครสั่นคลอนตำแหน่งรัชทายาทของเขาได้ กระทั่งว่า…
โชคชะตาดังกล่าวก็จะส่งผลต่อแคว้นเช่นกัน วันที่เขาขึ้นครองราชย์ในอนาคต ฝนฟ้าจะดี แว่นแคว้นจะเจริญรุ่งเรืองและประชาชนจะสงบสุข
“ของที่เจ้าให้ไปยังใช้การได้อยู่บ้าง ฮวงจุ้ยนี้เกี่ยวข้องกับโชคชะตามากนัก เพียงแต่มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่อง…ปราณมังกรนี้ได้เท่านั้น” น้ำเสียงของเซี่ยเฉียวนุ่มนวล
นางพิจารณาแล้วว่าเรื่องที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับสุสานหลวงและปราณมังกรของแผ่นดินมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย เป็นไปได้มากว่ารัชทายาทอาจจะเคยประสบพบเจอกับของไม่ดีบางอย่างมาก่อน
ตอนที่ 382 เผาบ้าน ล้างตระกูล ทำลายสุสานบรรพบุรุษ
แต่มันคืออะไรกันแน่เล่า พลังพิฆาตถึงได้รุนแรงขนาดนี้
เซี่ยเฉียวคิดไม่ออก
นางหยิบยันต์ที่ตนเองวาดให้รัชทายาทในช่วงนี้ออกมาจากอกเสื้อ
แล้วส่งยันต์ปึกหนาๆ ไปให้เขา “สถานะของท่านสูงส่ง พวกเขาจึงไม่กล้าแตะต้องท่านอยู่แล้ว แต่เมื่อมีของพวกนี้พวกเขาก็จะอยู่ห่างจากท่านหน่อย”
เมื่อพวกเขาอยู่ห่างออกไปปราณมังกรนี้ก็จะไม่ถูกสูบไปง่ายๆ แล้ว
“แม่นางเซี่ยวาดยันต์มากตั้งมากขนาดนี้ไม่เมื่อยมือแย่หรือ” จ้าวเสวียนจิ่งรับมันมาด้วยสีหน้าสง่างาม ทันใดนั้นเขาก็หันหน้าไปวางเมล็ดแตงที่ปอกเปลือกออกเรียบร้อยแล้วลงในจานตรงหน้าของเซี่ยเฉียว เขายิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “ปัญหาเล็กน้อยแค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”
“ปัญหาเล็กน้อย?” เซี่ยเฉียวมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง
ปัญหานี้ใหญ่มากนะ!
ชั่วชีวิตนี้ของนางก็เพิ่งเคยเห็นคนที่ดึงดูดวิญญาณมากขนาดนี้นี่แหละ
นางดึงดูดวิญญาณก็จริงแต่มันไม่เหมือนกัน ที่เป็นอย่างนั้นเพราะนางมองเห็นพวกเขาได้ ดังนั้นวิญญาณพวกนั้นจึงมาหานาง แต่รัชทายาท…เป็นเนื้อมังกรชิ้นหนึ่ง ใครบ้างจะไม่อยากกัดสักคำ
“แม้จะเป็นวิญญาณ…ก็ยังเคยมีชีวิตอยู่มาก่อนสินะ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นไม่สู้แม่นางเซี่ยช่วยวาดภาพวิญญาณที่ห้อยโหนอยู่รอบกายข้าพวกนี้ออกมาให้ข้า แล้วข้าจะส่งภาพเหมือนพวกนี้ไปที่กรมสำมะโนครัว ให้พวกเขาตรวจสอบบรรพบุรุษและทายาทของพวกมัน หากยังมีทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ให้ตัดหัวเสียให้หมด” จ้าวเสวียนจิ่งยกชาขึ้นดื่มช้าๆ “เผาบ้าน ล้างตระกูล ทำลายสุสานบรรพบุรุษ”
“…” เซี่ยเฉียวมองดูเขาอย่างเหม่อลอย ในมือนางยังจับเมล็ดแตงไว้
หลังจากที่จ้าวเสวียนจิ่งพูดจบเซี่ยเฉียวก็เห็นว่าวิญญาณที่อยู่รอบกายเขาพวกนั้นต่างพากันลอยออกไปไกลๆ ในชั่วพริบตา
“ลูกไม้นี้ใช้ได้ไหม” จ้าวเสวียนจิ่งมองด้วยรอยยิ้ม
เซี่ยเฉียวพยักหน้าอย่างมึนงง
ใช้ได้ดีทีเดียว
“เช่นนั้นก็ดี ต่อไปนี้หากตอนที่ข้าพบเจอแม่นางเซี่ยแล้วมีพวกวิญญาณอยู่ใกล้ๆ ก็ขอให้แม่นางช่วยอธิบายรูปร่างหน้าตาออกมาให้ข้าวาดเองก็ได้” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยขึ้นช้าๆ
โจวเว่ยจงแอบก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ดวงตาทั้งคู่ของเขาไม่กล้าที่จะมองไปรอบๆ สุ่มสี่สุ่มห้าอีกแล้ว
เขาเข้าใจแล้วว่าแม่นางเซี่ยครึ่งเซียนไม่จำเป็นต้องขึ้นปะรำพิธีก็สามารถเห็นวิญญาณได้
อีกอย่าง…
ที่แท้ฝ่าบาทก็ไม่ชอบให้ใครมาอยู่ข้างหลังเขา…โจวเว่ยจงอารมณ์แปรปรวน
วิญญาณแถวนี้ค่อนข้างขี้ขลาด เวลานี้กลับไม่เหลือแม้แต่ตนเดียวแล้ว
ดูท่าพวกเขาจะยังมีญาติหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้
เซี่ยเฉียวมองเขาด้วยสายตายกย่องชมเชย
“วิญญาณวุ่นวายพวกนี้ไปกันหมดแล้ว ตอนที่แม่นางเซี่ยมองข้ารู้สึกสบายตาสบายใจขึ้นบ้างหรือไม่” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยช้าๆ อย่างได้ใจ “ข้าเคยได้ยินมาวิญญาณชั่วพวกนี้กลัวคนชั่ว ข้าแค่เพิ่งจะพูดอะไรไปแค่นิดเดียวพวกเขาก็หนีกันไปหมดแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่ลือกัน”
“นี่ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดี คนชั่วพวกนี้เต็มไปด้วยโทสะก็แปลว่าไฟในตับรุนแรง ผู้เต็มไปด้วยความโกรธย่อมมีพลังงานหยางเพียงพอโดยธรรมชาติอยู่แล้ว” เซี่ยเฉียวพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมจากนั้นนางก็มองรัชทายาทด้วยแววตาสงสัย น้ำเสียงของนางก็เปลี่ยนไป “หมอหลวงที่ตรวจชีพจรให้ท่านทุกวันว่าอย่างไรบ้าง”
หรือว่ามีตรงไหนที่พร่องไป
“หากแม่นางเซี่ยยังพูดต่อไป ข้าเกรงว่าไฟโทสะนี้ก็คงจะดับไม่ได้แล้ว” จ้าวเสวียนจิ่งจ้องนางด้วยสายตาหม่นหมอง “ไม่เป็นไร ร่างกายนี้พร่องหรือไม่พร่อง สักวันหนึ่งแม่นางเซี่ยจะได้รู้ดีกว่าใคร”
รอยยิ้มของเขาแฝงแววเยาะ ดูไม่ออกเลยว่าเขาคิดอะไรอยู่
เซี่ยเฉียวรู้สึกอยู่เสมอว่าเขาแปลกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาของเขาซึ่งดูเหมือนจะมีความแง่งอน ทั้งหล่อเหลาดูดี
“หมอหลวงอะไร สุขภาพฝ่าบาทไม่ดีหรือ” ทันใดนั้นเซี่ยผิงกั่งก็หยุดมือและก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาก่อนจะเอ่ยถาม
“ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แค่ไฟโทสะรุนแรง” จ้าวเสวียนจิ่งเน้นสามคำสุดท้ายอย่างชัดเจน