ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 411 ยาวิเศษ / ตอนที่ 412 ความสัมพันธ์จะยุ่งเหยิงไม่ได้
ตอนที่ 411 ยาวิเศษ / ตอนที่ 412 ความสัมพันธ์จะยุ่งเหยิงไม่ได้
ตอนที่ 411 ยาวิเศษ
หนิงเป่ยอ๋องแทบจะเห็นคำพูดของเซี่ยเฉียวเป็นราชโองการไปเสียแล้ว เขารีบให้หมอหลวงมาตรวจดูอาการทันที
หยวนฉังจื่อมองไปที่เซี่ยเฉียวด้วยแววตาที่แปลกประหลาดยิ่งขึ้น
คนคนนี้ดูไม่เหมือนศิษย์ร่วมสำนักเดียวกับโม่หลิงจื่อเลย
เมื่อยี่สิบปีก่อนโม่หลิงจื่อคนนั้นถือเป็นนักพรตที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขาเคยมาที่เมืองหลวงแห่งนี้ และเคยทำเรื่องยิ่งใหญ่เอาไว้ด้วยในเวลานั้น แต่น่าเสียดายที่ปากของเขาไม่ดีสร้างความขุ่นเคืองล่วงเกินคนไปมากมาย ต่อให้มีความสามารถมากมายอย่างไร แต่ท้ายที่สุดเขาก็ต้องถูกขับไล่ออกไปจากเมืองหลวงอยู่ดี
ยังนึกว่า…
เขาตายไปตั้งนานแล้ว
แต่ตอนนั้นโม่หลิงจือไม่ได้มีพี่น้องร่วมสำนัก หรือคนคนนี้จะเป็นศิษย์ของโม่หลิงจือ
โม่หลิงจือคนนี้ไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย แต่ความสามารถในการรับศิษย์กลับไม่ธรรมดาเลย
ดูนักพรตหญิงผู้นี้สิ ท่าทางของนางสบายๆ ดูท่าทางลึกลับคาดเดาไม่ได้ และทางเต๋าของนางนั้นลึกซึ้งเพียงพอที่จะกดเขาได้เมื่อลงมือ
เซี่ยเฉียวเองก็รับรู้ได้ว่าหยวนฉังจื่อกำลังมองประเมินนางอยู่
นางหันกลับมาจ้องหน้าเขาหนึ่งที จากนั้นก็ทำเหมือนว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้นและนั่งลงดื่มชา
ท่านหมอที่มาจับชีพจรให้องค์ชายน้อยต้องตกใจทันทีเมื่อตรวจดู
หากจะให้พูดตามจริงแล้ว เมื่อครู่เขาเห็นว่าท่านองค์รีบร้อนเช่นนี้ก็คิดไปว่าองค์ชายน้อยอาจจะทนไม่ไหวอีกต่อไป แต่ตอนนี้เขาตรวจดูแล้วดูเหมือนชีพจรของเขาจะมีกำลังขึ้นมาเล็กน้อย สีหน้าก็ไม่เลว อาการป่วยไม่ได้ดูเลวร้ายเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว?!”
นี่เขาใช้ยาวิเศษอะไรหรือ
“อาการขององค์ชายน้อยดีขึ้นแล้ว ข้าน้อยจะให้ยาที่อ่อนโยนและบำรุงแก่องค์ชายน้อยก็น่าจะดีขึ้นได้ แต่…” เมื่อนึกถึงสภาพก่อนหน้าขององค์ชายน้อย ท่านหมอก็ไม่กล้าพูดจามั่นใจมากเกินไป “กว่าจะหายต้องใช้เวลา ท่านอ่องอย่าได้ใจร้อน”
เวลานี้หนิงเปยอ๋องไม่ได้ร้อนใจ ขอแต่สามารถรักษาชีวิตของลูกชายเขาเอาไว้ได้ก็พอ ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ เขาไม่ได้ขออะไรมากเลย!
พระชายามองดูลูกชายของนางด้วยความสงสาร
หลายปีมานี้มีคนไม่น้อยที่หัวเราะเยาะนางว่ามีลูกในวัยชรา แต่นางก็ไม่ได้สนใจอะไร นางมีแค่เขาเท่านั้นที่เป็นยอดดวงใจ ตราบใดที่นางยังมีชีวิตอยู่ นางก็จะดูแลลูกชายของนางให้ดี!
“ท่านพี่ เรื่องลูกข่างสีทองและของที่มาจากใต้ดินพวกนั้นจะต้องตรวจสอบให้กระจ่างหรือไม่” พระชายาหันไปเอ่ยกับสามีของนาง
หนิงเป่ยอ๋องรักใคร่ภรรยาของเขามาก แม้ว่าตอนนี้ทั้งสองคนจะอายุหกสิบเศษแล้วก็ตาม แต่ความรักนั้นกลับลึกซึ้งยิ่งกว่าตอนที่พวกเขายังหนุ่มสาวเสียอีก
“ฮูหยินวางใจได้ ของที่ได้มาจากใต้ดินนี้ข้าจะต้องสืบที่มาที่ไปให้รู้ชัดแน่ ส่วนลูกข่างสีทองนี้…” สีหน้าหนิงเป่ยอ๋องเย็นชาลงเล็กน้อยก่อนจะหันไปเอ่ยกับพ่อบ้าน “ไปตามคุณชายใหญ่มา!”
เขาเองก็รู้ดีว่า หากลูกคนเล็กของเขาถูกคนปองร้าย คนที่น่าสงสัยที่สุดก็คงจะเป็นชายารองและลูกชายคนโตของเขานั่นเอง
เพียงแต่ช่วงนี้เขาตรวจสอบทุกสิ่งที่สามารถตรวจสอบได้แล้วก็ไม่พบสิ่งของที่ลูกชายคนเล็กของเขาใช้จะมีพิษอะไร ชายารองของเขาก็สันโดษ และไม่เคยเข้าใกล้คฤหาสน์เลย ส่วนลูกชายคนโตของเขาก็นับว่าวางตัวเหมาะสม ไม่ได้มีท่าทีอะไรผิดปกติแต่อย่างใด
ดังนั้นจึงอ่อนโยนเมตตากับเขาเสมอมา
ทว่าตอนนี้กลับเป็นลูกชายคนโตของเขาที่เป็นคนมอบลูกข่างสีทองนี้มาให้
จะให้เขาไม่คิดมากและไม่ถามมากก็คงไม่ได้!
“ข้าขอเชิญท่านปรมาจารย์พักผ่อนอยู่ที่คฤหาสน์นี้ก่อนสักวันสองวันได้หรือไม่ หลักๆ คืออาการป่วยของลูกชายข้านี้…ข้ายังไม่ค่อยวางใจนัก” หยิงเป่ยอ๋องเอ่ย
เซี่ยเฉียวลังเลเล็กน้อย
เดิมทีวันนี้นางจะต้องไปสำนักศึกษาแล้ว แต่กลับลาเรียนเพื่อมาหาเงินที่นี่ ถ้าหากพรุ่งนี้นางยังไม่เข้าเรียนอีก…เกรงว่าอาจารย์หลี่ว์ผู้เฒ่าคงจะไม่พอใจนัก
แต่ในเมื่อนางรับงานนี้มาแล้วก็ยังต้องรับประกันหลังการขาย
“ได้สิ” เซี่ยเฉียวพยักหน้าเล็กน้อยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
เมื่อหนิงเป่ยอ๋องได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “หากท่านปรมาจารย์ต้องการอะไรก็ขอให้ฝูหมั่นไปจัดการได้เลย เด็กคนนี้ทำงานดีและรอบคอบ ท่านจะต้องพอใจแน่นอน”
พ่อบ้านฝูหมั่นที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มแย้มหน้าบานขึ้นมาทันที
มีรางวัล จะต้องมีรางวัลแน่!
ครั้งก่อนตอนที่เขาไปหาปรมาจารย์ก็เพิ่งจะไปซื้อยันต์โชคลาภมาปึกหนึ่ง ดูสิ นี่ไม่ใช่ว่ามันเป็นจริงแล้วหรือ!
ตอนที่ 412 ความสัมพันธ์จะยุ่งเหยิงไม่ได้
หนิงเป่ยอ๋องรีบส่งให้คนไปจัดการห้องพักให้นางทันที จากนั้นเขาก็เหลือบไปมองหยวนฉังจื่อ เมื่อได้เห็นว่าคนคนนี้ไม่มีทีท่าว่าจะจากไปเขาจึงได้สั่งให้คนจัดห้องพักเพิ่มขึ้นอีกห้องหนึ่ง
ส่วนพระภิกษุนั้น…
เมื่อสักครู่เขาก็ได้พักผ่อนอยู่ในห้องรับแขกไปแล้วเล็กน้อย เวลานี้เมื่อเห็นว่าปรมาจารย์โม่ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลืออะไรจากคนอื่นอีกจึงได้เป็นฝ่ายจากไปเอง
หยวนฉังจื่อยังคงหน้าด้านอยู่ต่อ
เขาอาศัยตอนที่เซี่ยเฉียวกลับไปพักผ่อนที่ห้องรั้งรออยู่ด้านนอก เขาไม่เคาะประตูแต่ก็ไม่ยอมจากไป
เซี่ยเฉียวพักผ่อนอยู่ในห้อง นางจะไม่เริ่มเอ่ยปากก่อนแน่นอน
เมื่อครู่นางสูญเสียพลังไปมากพอสมควร และที่คฤหาสน์แห่งนี้อีกก็ยังมีพวกวิญญาณเร่ร่อนที่บัดนี้กำลังจับจ้องมองนางอยู่ไม่ไกล
ราวกับเตรียมพร้อมที่จะสิงร่างนางได้ตลอดเวลากระนั้น
จากนั้นวิญญาณโดดเดี่ยวก็เริ่มเข้ามาใกล้ แต่มันก็ถูกไก่แจ้ตัวใหญ่ตีปีกไล่จิกทันที
พั่บๆ
ภายในห้องเกิดความโกลาหลวุ่นวาย เพียงไม่นานวิญญาณโดดเดี่ยวก็ตกใจกลัวจนต้องหนีไป
หยวนฉังจื่อมีสีหน้าแปลกๆ เมื่อได้ยินแต่เสียงความเคลื่อนไหวของไก่แจ้ที่ดังออกมาจากห้องในเวลานี้
จะต้องเป็นลูกศิษย์ของโม่หลิงจือแน่ๆ นางออกจะ…พิเศษขนาดนี้
ตามหลักแล้วเมื่อนางเห็นเขารออยู่ข้างนอกเช่นนี้ ก็น่าที่จะออกมาถามไถ่เขาสักคำสิจึงจะถูก แต่นางกลับยังหยอกล้อเล่นกับไก่แจ้ตัวนั้น จริงสิ ไก่แจ้ตัวใหญ่ตัวนั้นก็ร้ายกาจ มันเป็นของที่กักเก็บพลังหยางไว้ทั้งยังมีชีวิตอีกด้วย
ไก่ตัวนั้นมีพลังหยางมากกว่าไก่ทั่วๆ ไปและสามารถขับไล่วิญญาณชั่วร้ายได้ มันต้องได้รับอาหารพิเศษบางอย่างตั้งแต่ยังเล็กแน่ๆ จึงได้มีความสามารถเช่นนี้ได้
มีเพียงลูกศิษย์ของโม่หลิงจือเท่านั้นที่จะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเช่นนี้ออกมา
เซี่ยเฉียวหน้าขาวซีดไปหมด เหงื่อเย็นๆ ไหลออกมาไม่หยุด แม้จะหายใจก็ยังเหนื่อย ยาที่นางพกติดตัวมาด้วยก็กินเข้าไปหลายเม็ดแล้ว
ถึงกระนั้นนางก็ไม่สามารถที่จะโกรธเคืองวิญญาณแค้นในคราวนี้ได้ กระทั่งต้องช่วยคิดเผื่อชาติหน้าของพวกเขา และยังต้องพยายามเพิ่มบุญให้พวกเขามากๆ อีกด้วย
โดยทั่วไปแล้วนางก็แค่ต้องสะสมบุญกุศลให้ตัวเอง ต่อให้มีวิญญาณแค้น อย่างมากนางก็แค่ช่วยพวกเขาขจัดความแค้นให้หมดไปเท่านั้น แต่กับวิญญาณแค้นเหล่านี้นั้นไม่เหมือนกัน
พวกเขาเคยทำร้ายคนอื่น
ต่อให้ความคับแค้นใจของพวกเขาจะหมดไปแล้ว แต่หนี้กรรมที่ติดตัวพวกเขาก็ยังต้องได้รับการชดใช้ แม้ว่าพวกเขาจะได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ในชาติหน้า แต่ดูท่าแล้วคง…เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพ่อแม่ที่ดี
เซี่ยเฉียวกำลังคิดว่าพอพวกเขาชำระกลิ่นบนตัวให้สะอาดได้แล้ว ก็จะให้พวกเขาช่วยทำงานอยู่ที่หอส่องชะตา เมื่อทำเรื่องดีๆ มากเข้าไม่แน่ก็อาจจะกู้คืนมาได้บ้าง แม้เกิดมาชาติหน้าอาจจะไม่ได้เหมือนอย่างองค์ชายน้อยที่พบเจอพ่อแม่ที่รักใคร่เขาเช่นนี้ แต่ก็อาจจะไม่ต้องถูกทารุณกรรมและมีชีวิตที่มั่นคงได้
เซี่ยเฉียวพ่นลมหายใจออกมา ยังรู้สึกวิงเวียนจะเป็นลม
ปังๆ
ผ่านไปครึ่งชั่วยามหยวนฉังจื่อก็รอไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงเคาะประตู
เขามีความอดทนสูงมาก และหลังจากยืนนานขนาดนี้ก็ยังไม่เหนื่อยเลย
เซี่ยเฉียวเปิดประตูให้เขา
หยวนฉังจื่อยิ้มอย่างเขินอาย “ข้าโชคดีที่ได้เห็นความสามารถของนักพรตโม่เมื่อสักครู่จึงได้มาที่นี่เพื่อขอคำชี้แนะ…”
“อ้อ” เซี่ยเฉียวพยักหน้า “นั่งสิ”
สีหน้าเซี่ยเฉียวราบเรียบ
หยวนฉังจื่อเห็นนางอารมณ์ไม่ดี สีหน้าก็แข็งทื่อเล็กน้อยไม่รู้เพราะสาเหตุใด แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนเองเดาเอาไว้ก่อนหน้านี้ก็อดเอ่ยถามขึ้นมาไม่ได้ “ไม่ทราบว่าท่านรู้จักโม่หลิงจือหรือไม่”
“เขาเป็นอา…” เซี่ยเฉียวชะงักไปเล็กน้อย “ศิษย์พี่ของข้า”
ใช่แล้ว นางเป็นอาจารย์อาของตัวนางเอง
ไม่ผิด ความสัมพันธ์นี้จะยุ่งเหยิงไม่ได้
“แต่ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยได้ยินว่าโม่หลิงจือมีศิษย์น้อง…” หยวนฉังจื่องุนงงเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยพบโม่หลิงจือ ที่วัดสุ่ยเย่ว์มีแค่เขาเป็นผู้สืบทอดคนเดียวเท่านั้น อาจารย์ของเขาก็จากไปนานแล้ว ท่าน…”
โผล่มาจากไหนเนี่ย
“ศิษย์น้องที่พลัดพรากจากไปนานหลายปี” สีหน้าเซี่ยเฉียวจริงจัง “หลายปีก่อน…แค่กๆ ปรมาจารย์ท่านหนึ่งตกหน้าผา ได้ท่านย่าของข้าช่วยชีวิตไว้ เพื่อตอบแทนท่านย่าของข้า…แค่ก จึงได้ให้ข้ากราบเขาเป็นอาจารย์ หลังจากที่ปรมาจารย์ถ่ายทอดวิชาให้ข้ามากมายก็ได้จากไป ต่อมาข้าลงจากเขา แต่พบว่าอาจารย์ได้จากไปแล้วจึงได้พึ่งพาศิษย์พี่…แค่กๆ…”
เซี่ยเฉียวแต่งเรื่องเหลวไหลขึ้นมาทั้งเพ