ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 413 กราบอาจารย์สักคน / ตอนที่ 414 คิดอะไรอยู่กันแน่
ตอนที่ 413 กราบอาจารย์สักคน / ตอนที่ 414 คิดอะไรอยู่กันแน่
ตอนที่ 413 กราบอาจารย์สักคน
หยวนฉังจื่อเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติแต่ก็บอกไม่ถูก
ถึงอย่างไรนักพรตโม่ผู้นี้ก็ดูมีสง่าราศี พูดจาสบายๆ ทำให้ดูน่าเชื่อถือมาก
“ตอนนี้สุขภาพของผู้อาวุโสโม่เป็นอย่างไรบ้าง” หยวนฉังจื่อเอ่ยทัก
เซี่ยเฉียวยิ้มน้อยๆ “ก็ยังดีอยู่”
“…” หยวนฉังจื่อรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขามองดูโม่ชูเซิงผู้นี้แล้วกลับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าอยู่วัดอวี้ซวี ท่านผู้รู้พอจะบอกที่อยู่ได้หรือไม่ ต่อไปเราจะได้ถกวิถีเต๋ากันได้..”
“หอส่องชะตาบนถนนสายตะวันออกเป็นของข้าเอง หากท่านมีอะไรก็สามารถไปติดต่อผู้ดูแลร้านได้” เซี่ยเฉียวเอ่ยกระชับ พูดจบก็ปิดปากและไออย่างแรง นางดูอ่อนแอเล็กน้อย “วัดอวี้ซวีอยู่ไกล…ราคาก็อาจจะสูงขึ้นนิดหน่อย หากไม่มีเรื่องด่วน ปกติข้ารับแต่งานในเมือง…”
“…” หยวนฉังจื่อแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที
คนวงการเดียวกันพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องทางเต๋า ใยต้องเก็บเงินด้วย
“ทำไมหรือ” เซี่ยเฉียวไม่ได้คิดว่าตนเองมีปัญหาอะไร “ท่านไม่ได้มาที่นี่เพราะค่าจ้างที่สูงหรอกหรือ”
เมื่อออกเดินก็ต้องรับเงินสิ นางผิดตรงไหน
“…” หยวนฉังจื่อเลียริมฝีปากของตนเอง
นั่นก็จริง…
“ปกติข้าค่อนข้างยุ่ง หาไม่ใช่เพื่อเงินแล้วก็ไม่คิดที่จะไปไหนมาไหนหรอก ทั้งเหน็ดเหนื่อยทั้งลำบาก จะทรมานตัวเองขนาดนั้นไปทำไม” เซี่ยเฉียวถอนหายใจ “หากท่านไม่มีอะไรทำ ทำไมไปไม่พักผ่อนเสียหน่อยเล่า ข้ายังรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย จะต้องงีบหลับสักพัก”
สายตาของเซี่ยเฉียวยังดูขุ่นเคืองใจเล็กน้อยราวกับว่าคนผู้นี้กำลังรบกวนการนอนหลับของนาง
หยวนฉังจื่อไม่ได้รู้สึกอับอายเช่นนี้มานานแล้ว
เขารีบจากไปทันที
เซี่ยเฉียวรีบปิดประตูอย่างเร็วไวแล้วพุ่งตัวลงบนเตียงและผล็อยหลับไป
“แปลกเหลือเกิน โหงวเฮ้งของนางนี้ทำไมถึงดูไม่เข้ากับกับกระดูกเลยเล่า” หลังจากที่หยวนฉังจื่อจากไปแล้วเขาก็คิดขึ้นมาได้
มิน่าเล่าเขามักจะคิดว่าปรมาจารย์โม่คนนี้เหมือนพวกต้มตุ๋นหลอกลวง
เพราะโหงวเฮ้งของนางนี้ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
ทว่าใบหน้านี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ชะตาของคนคนหนึ่งต้องดูควบคู่กันไปหลายๆ ด้าน เช่น กระดูก ฝ่ามือ น้ำเสียง แม้แต่ท่าทาง ส่วนโม่ชูเซิงเมื่อครู่ ใบหน้านั้นก็มีลักษณะที่ร่ำรวยและดี แต่มันเหมือนกับเอาหน้าคนอื่นติดกับตัวของอีกคน ดูแปลกประหลาดไปหมดทั้งร่าง!
แต่พวกเขาเป็นนักพรตเต๋า ซึ่งล้วนแต่มีนิสัยสงบเรียบง่าย จะมีลักษณะหัวมังกุท้ายมังกรเช่นนี้ได้อย่างไร
แปลกมาก
หยวนฉังจื่อไม่สามารถเข้าใจได้
ส่วนอีกด้านหนึ่งอาการขององค์ชายน้อยก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
พระชายาป้อนข้าวองค์ชายน้อยด้วยตัวเอง เขากินโจ๊กไปเต็มๆ หนึ่งชามซึ่งดีกว่าเมื่อก่อนมาก และหลังจากกินโจ๊กแล้วเขาก็ลืมตาขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดอะไรอีกสองสามคำ
การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ดังกล่าวทำให้พระชายาร้องไห้ด้วยความดีใจ และดูมีกำลังใจมากขึ้น
นางรู้สึกขอบคุณโม่ชูเซิงเป็นอย่างมาก
“ก่อนหน้านี้ข้าเห็นว่านางเป็นนักพรตหญิงก็ยังคิดว่านางคงจะไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมาย แต่นึกไม่ถึงว่านางร้ายกาจขนาดนี้ ท่านอ๋อง ข้ากำลังคิดว่า ทำไมเราไม่เชิญปรมาจารย์โม่ให้มาเป็นอาจารย์ของอวี้จือเล่า จะได้สอนวิถีเต๋า ฝึกฝนร่างกายและบ่มเพาะนิสัยให้เขาด้วย…” น้ำเสียงของพระชายาไม่ได้เร่งร้อน แต่ก็สามารถทำให้คนฟังรู้สึกได้ถึงความคาดหวังรอคอยของนาง
“ตามแต่ฮูหยินต้องการเลย แต่โดยทั่วไปแล้วผู้วิเศษมักจะมีผู้สืบทอดอยู่แล้ว และไม่รับศิษย์กันง่ายๆ เรื่องนี้ยังต้องถามท่านอย่างสุภาพ หากปรมาจารย์ไม่ยินดี พวกเราก็ไม่อาจที่จะบังคับใจท่านได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าวัดของนางอยู่ที่ใด ข้าเองก็อยากจะไปทำบุญเสียหน่อย” หนิงเป่ยอ๋องเอ่ยอย่างจริงจัง
พระชายากลับยังมีความหวังว่าผู้วิเศษท่านนี้จะรับศิษย์
แม้จะเป็นศิษย์แค่ในนามก็ได้
เรื่องคราวนี้ทำให้นางกลัวขึ้นมาจริงๆ เดิมทีนางคิดว่าพวกคนชั่วบนโลกใบนี้จะใช้แต่พิษและการใส่ร้ายป้ายสีอะไรทำนองนั้นเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าจะมีวิธีชั่วร้ายแบบนี้ด้วย
แม้จะไม่ได้เป็นฝีมือของคนชั่ว แต่คนเรามีชีวิตอยู่ก็มักจะพบเจอเรื่องไม่คาดฝันอยู่เสมอ หากต่อไปภายหลังถูกของพวกนี้เข้าอีกเล่า
หากข้างกายมีอาจารย์เป็นผู้วิเศษก็คงจะสบายใจได้มากทีเดียว
ขณะที่นางกำลังคิดอยู่นั้นคนที่อยู่ข้างนอกก็ขานขึ้น “คุณชายใหญ่มาแล้วขอรับ”
ตอนที่ 414 คิดอะไรอยู่กันแน่
สีหน้ากังวลแต่เดิมของพระชายาเย็นชาลงเล็กน้อยในชั่วขณะ
หนิงเป่ยอ๋องเองก็ไม่ต่างกัน เขาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ให้เขาเข้ามา”
บุตรชายคนโตของหนิงเป่ยอ๋องชื่อจ้าวซวีจือ
เขาเป็นคนมีความสามารถและหน้าตาหล่อเหลาอย่างยิ่ง
เนื่องจากรัชทายาทยังไม่มีพระชายาแม้ว่าจะอายุมากแล้ว เชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ จึงต้องแต่งงานช้าไปด้วยเพื่อไม่ให้เป็นการโดดเด่นสะดุดตาเกินไป บัดนี้จ้าวซวีจืออายุยี่สิบแปดยี่สิบเก้าปีเข้าไปแล้ว แต่กลับยังไม่ได้แต่งภรรยาเอก
เพราะเรื่องนี้จ้าวซวีจือจึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องของน้องชายได้
เขาสวมชุดสีดำทั้งตัว ดวงตาหงส์ดึงดูดใจคน ดูไปก็คล้ายรัชทายาทอยู่บ้างเล็กน้อย เพียงแต่เขาดูอ่อนโยนและเก็บตัวมากกว่า ไม่เหมือนรัชทายาทที่มีความเฉยเมยเยือกเย็นซึ่งดูทรงพลังกว่าเล็กน้อย
หนิงเป่ยอ๋องมองดูลูกชายที่โดดเด่นของตนเองคนนี้ด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นลูกชายแท้ๆ ของตนเอง หากจะบอกว่าไม่มีความรู้สึกรักใคร่เลยย่อมเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ลูกของสนมย่อมเทียบไม่ได้กับลูกของชายาเอกแน่นอนอยู่แล้ว
ย้อนกลับไปตอนที่พระชายาของเขายังไม่สามารถให้กำเนิดทายาทได้ แม้ว่าเขาเตรียมที่จะแต่งตั้งบุตรชายคนโตขึ้นเป็นองค์ชายแล้ว แต่ก็คิดว่าจะรอให้เขาตายไปก่อนค่อยว่ากัน
แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะสามารถให้กำเนิดบุตรชายกับภรรยาเอกคนเล็กนี้ได้อีก
“ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ เสด็จแม่” จ้าวซวีจือนอบน้อมเคารพอย่างยิ่ง
สีหน้าหนิงเป่ยอ๋องไม่ค่อยดีและไม่ได้บอกให้เขาลุกขึ้นได้ แต่กลับเอ่ยขึ้นว่า “อาการป่วยอวี้จือดีขึ้นมากแล้ว ท่านหมอบอกว่า ขอแค่บำรุงดีๆ เขาก็อาจจะกลับมาเหมือนเดิมได้ในสองสามเดือน”
“จริงหรือ หากเป็นเช่นนั้นก็ดียิ่ง! หลายวันมานี้น้องรองได้แต่นอนอยู่บนเตียงทุกข์ทรมานจริงๆ ข้าในฐานะพี่ใหญ่ก็ร้อนใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ” สีหน้าจ้าวซวีจือกลับฉายแววประหลาดใจ
หนิงเป่ยอ๋องคอยสังเกตท่าทีของเขาอยู่ตลอดเวลา
เวลานี้เมื่อท่านอ๋องได้เห็นท่าทางยินดีของเขาที่ดูไม่เหมือนเสแสร้งแกล้งทำก็มีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย
“วันนี้ข้าได้เชิญปรมาจารย์สองสามท่านมาจนได้พบสิ่งที่ทำร้ายน้องชายของเจ้า ตอนนี้ปรมาจารย์ได้เอาของนั่นไปแล้ว แต่ข้าได้ยินมาว่ามันเป็นของที่เจ้าให้มา…”
ทันทีที่สิ้นเสียงพูดของหนิงเป่ยอ๋อง จ้าวซวีจือก็ต้องมองเขาด้วยสีหน้าตกใจทันทีพลางพึมพำว่า “ของ ของที่ข้าให้? แต่ แต่ของที่ข้าให้ทุกชิ้นจะต้องถูกหมอหลวงตรวจสอบก่อนอยู่แล้วนี่?”
“ไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นของคุณไสย” หนิงเป่ยอ๋องไม่พูดอะไรมาก “เจ้าจำลูกข่างสีทองนั่นได้หรือไม่ เจ้าได้มันมาจากไหนหรือ เหตุใดต้องให้อวี้จือ เจ้า…คิดอะไรอยู่กันแน่!”
หลังจากที่หนิงเป่ยอ๋องพูดจบเขาสีหน้าของเขาก็เย็นชาไร้เยื่อใยทันที
จ้าวซวีจือรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาในทันที
“ลูกข่างสีทอง…” จ้าซวีจือพึมพำขึ้นมา จากนั้นก็หมอบลงบนพื้นทันที “ลูกสมควรตาย! ระหว่างที่เดินทางมาลูกเห็นว่าน้องรองดูไม่มีความสุข คิดว่าเขาคงจะเบื่อจึงได้หาอะไรให้เขาเล่นสนุก ตอนนั้นบังเอิญผ่านเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งพอดี ภายในเมืองมีโรงรับจำนำอยู่ ลูกจึงได้เข้าไปดู พอเห็นลูกข่างอันนั้นเข้าก็รู้สึกถูกใจ หลังจากนำกลับมาแล้วก็บอกว่าเก็บได้ในระหว่างเดินทาง น้องรองยังบอกว่าลูกโชคดี เราสองคนยังไปเดินเล่นในป่าและเล่นเกมหาสมบัติกันด้วย…”
“ลูกไม่ทราบจริงๆ ว่าลูกข่างสีทองนั่นจะมีปัญหา!” จ้าวซวีจือก้มศีรษะแทบจะติดพื้น
เขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว ดูหวาดกลัวและน่าสงสาร
เมื่อหนิงเป่ยอ๋องเห็นบุตรชายของตนเองถ่อมตนและขี้ขลาดเช่นนี้ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก
พระชายาแค่นเสียงเยาะ “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วอย่างไรเล่า ไม่ว่าจะเป็นของอะไรที่จะให้องค์ชายก็ตามจะต้องผ่านสายตาของข้าก่อน เหตุใดเจ้าจึงไม่เชื่อฟัง!”
“ลูกบอกน้องรองแล้ว…ลูกนึกว่า นึกว่าเสด็จแม่รู้อยู่แล้ว…” น้ำเสียงจ้าวซวีจือสั่นราวกับเสียงสะอื้น