ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 45 คุณสมบัติ
ตอนที่ 45 คุณสมบัติ
เซี่ยเฉียวมีเงินในมือไม่มากนัก
วัดสุ่ยเย่ว์ต้องได้รับทำนุบำรุงอยู่ตลอด ใช้เงินไปไม่ใช่น้อย
นางก็ใช่ว่าจะรับเอาหมดทุกอย่าง ดังนั้นแม้วัดสุ่ยเย่ว์จะมีชื่อเสียงในอวิ๋นจิง แต่ก็ไม่ได้มีคนมาเยือนมากมายอะไร
อันที่จริงคนมาวัดก็มีน้อยมาก จนไม่สามารถทำเงินได้มากมายเท่าไหร่
นางออกมาคราวนี้นำเงินติดตัวมาประมาณหกเจ็ดพันตำลึง อาจดูเหมือนมาก แต่แท้จริงแล้วเรื่องที่ต้องใช้จ่ายก็มีมากเช่นกัน
สุขภาพนางไม่ดี ร่างกายอ่อนแอเป็นอย่างมาก แม้สาเหตุจะเป็นเพราะดวงวิญญาณต่างๆ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องบำรุงบ้าง
นางไม่ได้แค่กินโสมเป็นยาตั้งแต่ยังเล็ก แต่ผู้เฒ่ายังให้ยาเสริมพลังหยางแก่นางด้วย ยานั้นประกอบไปด้วยตัวยาราคาแพงหลายชนิด อย่างเช่นอำพันทะเล ซึ่งน้ำหนักหนึ่งตำลึงต้องใช้เงินถึงสี่สิบตำลึงเลยทีเดียว!
นอกจากค่ายาของนางแล้ว ยังมีอาหารของต้าซยงอีก ซึ่งเป็นเงินไม่น้อย
แมลงที่ต้าซยงกินส่วนหนึ่งเป็นแมลงแห้งที่เก็บมาจากหุบเขา
อีกส่วนหนึ่งเป็นแมลงที่เกิดจากหนอนที่จับมาเลี้ยงด้วยชาด[1]จนโต
ชาดสามารถหล่อเลี้ยงวิญญาณได้ ปลอบประโลมจิต เสริมธาตุไฟ ทั้งยังสกัดออกมาจากสายแร่ที่ดูดซับพลังจากสุริยันจันทรา มันจึงมีคุณสมบัติเสริมพลังหยาง
ชาดที่นางใช้ยังต้องเป็นชาดชั้นยอดด้วย
แม้มันจะกินแมลงไม่มากเท่าไรนัก แต่ปกติทุกวันที่นางฝึกเขียนยันต์ก็ต้องใช้ด้วย รวมๆ กันแล้วก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
จะว่าไปแล้วนางเองก็ยากจนอยู่
แต่พบกันครั้งแรก จะให้นางใช้เงินของเซี่ยหนิวซานก็คงไม่ดีเหมือนกัน
แม้เซี่ยหนิวซานจะเป็นบิดาแท้ๆ ของนาง แต่ชีวิตของท่านพ่อก็ลำบากไม่น้อย ประหยัดได้เท่าไหร่ก็ควรประหยัดไว้ก่อน
“สำนักศึกษาของราชสำนักรับคนแบบไหนหรือ ต้องอาศัยเงินไม่ก็ตำแหน่งเท่านั้นหรือเจ้าคะ“ เซี่ยเฉียวเอ่ยปากถาม
เผยหว่านเย่ว์เองก็หันไปมองเซี่ยหนิวซานอย่างสงสัยใคร่รู้
เซี่ยหนิวซานคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “อันนี้ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เท่าที่ข้ารู้คือ ตอนนั้นน้องชายน้องสาวของเจ้าสอบไม่ผ่าน ก็เลยจำเป็นต้องใช้เงิน”
“ข้ารู้ขอรับ” เซี่ยผิงไหวเงยหน้าขึ้นพูดอย่างอย่างระมัดระวัง
“รบกวนน้องชายช่วยอธิบายที” เซี่ยเฉียวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เซี่ยผิงไหวหน้าแดงเล็กน้อย
“สำหรับครอบครัวขุนนางขั้นสามขึ้นไป ลูกชายลูกสาวของภรรยาเอกไม่จำเป็นต้องสอบ อายุแปดขวบแล้วก็เข้าเรียนในสำนักศึกษาได้เลย ส่วนลูกที่เกิดจากภรรยาอื่น พออายุครบสิบขวบก็ต้องไปสอบ แต่เนื้อหาธรรมดามาก หากมิใช่พวกสมองทึบ ไร้ความสามารถจริงๆ ส่วนมากก็จะสอบเข้าได้”
“ส่วนลูกหลานขุนนางที่มีตำแหน่งต่ำกว่าขั้นสาม หากต้องการเข้าเรียน นอกจากจะใช้เงินแล้ว ก็สามารถสอบเข้าได้เมื่ออายุครบสิบขวบ แต่ข้อสอบก็จะยากหน่อย คล้ายกับการสอบคัดขุนนางในเด็กขอรับ”
“ลูกของภรรยารองหรืออนุไม่เพียงแต่ต้องสอบเข้าเท่านั้น ค่าเล่าเรียนก็ยังแพงเป็นสองเท่าด้วย”
“ลูกหลานชาวบ้านทั่วไปอยากจะเข้าเรียนก็ได้เช่นกัน แต่ก็จะยุ่งยากกว่า ถ้าไม่จ่ายเงินก้อนโต ก็ต้องมีสติปัญญาดีมากพอ หรือไม่ก็ต้องได้รับการแนะนำฝากฝังจากขุนนางขั้นสามขึ้นไป”
“ผู้หญิงกับผู้ชายก็จะมีส่วนต่างกันอีกก็คือ…ทุกปีจะเปิดรับนักเรียนชายแค่ปีละครั้งเท่านั้น ซึ่งต้องมีอายุอยู่ในระหว่างสิบถึงยี่สิบห้าปี ส่วนผู้หญิง หลังจากอายุครบสิบขวบ แต่ละเดือนจะมีวันที่กำหนดให้ไปสอบได้ แต่หากแต่งงานออกเรือนเมื่อใด ก็จะไม่ให้เล่าเรียนแล้ว” เซี่ยผิงไหวอธิบายได้ละเอียดอย่างยิ่ง
เซี่ยเฉียวแสดงออกว่านางเข้าใจแล้ว
คนที่อยากเข้าเรียนในสำนักศึกษาของราชสำนักจริงๆ มีไม่มากหรอก
ส่วนมากจะอยากไปชุบตัวเสียมากกว่า
ที่นี่ต้องมีบรรดาองค์ชายเชื้อพระวงศ์มาเรียนไม่น้อย บ้านไหนมีฐานะแต่ไม่มียศมีตำแหน่ง ย่อมพยายามอย่างเต็มที่ที่จะส่งลูกหลานตนเองไปเรียน เกาะแข้งเกาะขาผู้มีอำนาจไว้ย่อมเป็นเรื่องดี
“ต้องให้ขุนนางขั้นสามขึ้นไปแนะนำถึงจะได้หรือ งั้นถ้าไม่มี จะต้องใช้เงินเท่าไร” จู่ๆ เผยหว่านเย่ว์ก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล
ท่านลุงเซี่ยเป็นแค่ขุนนางขั้นสี่เท่านั้น!
อีกอย่าง นางเองก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ด้วย เช่นนี้ก็เท่ากับว่านางอยู่ในจำพวกเดียวกับชาวบ้านทั่วไปน่ะสิ!
[1] ชาด วัตถุสีแดงสดชนิดหนึ่ง มีทั้งก้อนและผง ใช้ทำยา