ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 49 ไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว
ตอนที่ 49 ไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว
เผยหว่านเย่ว์คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก เซี่ยเฉียวไม่เคยพบเจอพวกเขามาก่อนไม่ใช่หรือ
ทำไมแค่คุยกันไม่กี่คำ ก็ราวกับรู้จักคุ้นเคยกันมานานแล้วเล่า
เผยหว่านเย่ว์คิดไปคิดมา ก็ถือโอกาสพูด “พวกเราทำเงินหายตอนที่ไปรับพี่หญิง น้องหญิงซีเอ๋อร์ เดิมทีข้าได้เตรียมแท่งเงินไว้ให้เจ้าไม่น้อยเลย น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่มีแล้ว…”
เซี่ยซีเงยหน้ามองนางด้วยดวงตาใสซื่อ
“ทำเงินหายหรือ หายไปเท่าไร” เซี่ยผิงกั่งขมวดคิ้วทันที
ช่วงที่หลูซื่อไม่ได้อยู่บ้านนี้ จะหวังให้ท่านพ่อเขาดูบัญชีก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงเป็นคนดูแลเอง
เขาจึงพอรู้เรื่องเงินที่บ้านเหมือนกัน
ตอนที่หลูซื่อออกไปจากบ้าน นางนำเงินติดตัวไปห้าพันตำลึง
เงินเดือนของเขาและของท่านพ่อนั้นค่อนข้างซับซ้อน นอกจากเงินเดือนประจำแล้ว ยังมีค่าอาหารและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เมื่อคำนวณแล้ว รายรับต่อปีของทั้งสองคนจริงๆ มีเพียงไม่กี่ร้อยตำลึงเท่านั้น
แน่นอนว่า นี่ยังไม่ได้รวมรายรับที่ได้มาจากส่วนแบ่งค่าเช่าที่นาจากทางการ เงินรางวัล และรายรับจากไร่นาร้านค้าของที่บ้าน รายรับทุกปีต้องมีเงินส่วนนี้
ครอบครัวมีไร่นาสามผืน ร้านค้าสิบแห่ง แต่ไม่สามารถดูแลกิจการเองได้ จึงปล่อยเช่าออกไปทั้งหมด
ทรัพย์สินเหล่านี้เทียบอะไรกับของคนอื่นไม่ได้
ท่านพ่อของเขาไม่เป็นที่ต้อนรับ ไม่เคยได้รับเงินรางวัลใดๆ ร้านค้าเหล่านี้ก็อาศัยเงินที่เหลือติดมือครั้งนั้นจึงได้มา
นอกจากทรัพย์สินเหล่านี้และสิ่งของที่อยู่ในที่เก็บของแล้ว เงินที่สามารถใช้ได้รวมแล้วยังมีไม่ถึงสองหมื่นตำลึง
อาจจะดูเหมือนไม่น้อย แต่หลูซื่อใช้ไปแล้วห้าพันตำลึง
ถ้าเอาเงินอีกห้าพันตำลึงไปซื้อสิทธิ์เข้าเรียนให้น้องหญิงใหญ่อีก ก็จะเหลือเพียงหมื่นตำลึงเท่านั้น
เงินหมื่นตำลึงไม่น้อย แต่ต้องดูว่าใช้จ่ายอย่างไร
เพื่อตำแหน่งหน้าที่การงานก็ต้องใช้เงิน ให้ของขวัญสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างขุนนาง เขาและท่านพ่อต้องออกไปสังสรรค์ จึงกำหนดค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้ท่านพ่อหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงต่อเดือน ส่วนเขาหนึ่งร้อยตำลึง
ต่อไปก็เป็นน้องแฝด แต่ละคนจะได้รับยี่สิบตำลึงต่อเดือนเพื่อใช้จ่าย ส่วนอุปกรณ์การเรียนพวกปากกา หมึก กระดาษ และหินหมึกแยกต่างหาก
หลูซื่อในฐานะที่เป็นฮูหยินดูแลเรื่องการเงินในบ้านไม่เคยพูดอะไรเรื่องเงินเดือนของนางมาก่อน ภายหลังเขาตรวจดูบัญชีพบว่า แต่ละเดือนหลูซื่อจะใช้เงินประมาณสามร้อยยี่สิบตำลึง ในสามร้อยยี่สิบตำลึงนี้ นางเอาไปช่วยเหลือน้องชายของนางเป็นจำนวนไม่น้อย บางส่วนนางก็ใช้ไปกับการจับจ่ายซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับ
นอกจากนี้ยังมีค่าอาหารการกินของที่บ้าน ค่าจ้างบ่าวรับใช้ เงินค่าเลี้ยงม้า ค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มตามฤดูกาล…
รวมไปถึงท่านย่า บ้านอื่นๆ เงินช่วยเหลือญาติๆ…
อีกจิปาถะ แต่ละเดือนอย่างน้อยก็ต้องใช้พันกว่าตำลึง นี่เป็นการคำนวณจากการใช้จ่ายอย่างประหยัดแล้ว
เงินจากไร่นากิจการร้านค้าส่วนใหญ่แล้วจะส่งมาปีละครั้ง ดังนั้นเงินหมื่นตำลึงนี้จะต้องใช้จ่ายให้พอในหนึ่งปี
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ก็คงไม่พอแล้ว
หากระหว่างนี้เกิดปัญหาใหญ่อะไรขึ้นมา…
อย่างเช่นตอนนี้ ที่พวกเขาจะต้องเลี้ยงดูเผยหว่านเย่ว์เพิ่มอีกคน และจ่ายค่าใบเบิกทางเล่าเรียนให้นาง
เซี่ยผิงกั่งขมวดคิ้วจนเป็นปม
“ทำหายไปแค่สองร้อยตำลึงเท่านั้น ที่นั่นมีทั้งคนเลวคนดีปะปน ใครจะไปคิดว่าเดินอยู่ดีๆ กระเป๋าเงินจะหายไปเสียได้” หลูซื่อหัวเราะอย่างคนใจกว้าง
เซี่ยผิงกั่งได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า
สองร้อยตำลึงที่จริงก็ไม่นับว่ามาก
“จริงสิ ท่านแม่ออกไปคราวนี้มีเงินเหลือกลับมาบ้างไหม” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยถาม
หลูซื่อสะดุ้งตกใจ แววตาพริ้วไหวเล็กน้อย “หนทางยาวไกล ระหว่างทางก็ต้องใช้เงินไม่น้อย จะให้เหลือเงินกลับมาก็ยาก”
“…” เซี่ยผิงกั่งดวงตาวูบไหว
ยากที่จะให้เหลือกลับมา?!
นั่นเงินห้าพันสองร้อยตำลึงเชียว ไม่ใช้ห้าร้อยยี่สิบตำลึง หรือห้าสิบสองตำลึงนะ!
นางออกไปพร้อมกับคนยี่สิบกว่าคน ต่อให้แต่ละคนกินอย่างดีทุกวัน มีทั้งผักทั้งเนื้อ คนละหนึ่งตำลึงก็ควรจะพอแล้วกระมัง?
ออกไปแค่ร้อยกว่าวัน ใช้เงินสองพันสองร้อยตำลึงไม่พอหรือ
เขายังคิดว่า หลูซื่อเดินทางคราวนี้ ต่อให้ใช้เงินมือเติบอย่างไรก็ควรจะเหลือกลับมาสักครึ่งหนึ่ง!
“พี่ชายใหญ่อย่าโทษท่านแม่เลย ตอนที่อยู่เหลียวโจว ท่านแม่เห็นว่าของกินของใช้เสื้อผ้าของข้าไม่ดี ก็เลยซื้อของดีหน่อยให้ข้าน่ะเจ้าค่ะ…” เผยหว่านเย่ว์รีบเอ่ย
นี่เป็นความจริง ทั้งเนื้อทั้งตัวของนางล้วนแล้วแต่เป็นของที่ซื้อมาใหม่ทั้งนั้น