ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 51 ราคาห้าพันตำลึง / ตอนที่ 52 ไม่รู้หนังสือ
ตอนที่ 51 ราคาห้าพันตำลึง / ตอนที่ 52 ไม่รู้หนังสือ
ตอนที่ 51 ราคาห้าพันตำลึง
เซี่ยเฉียวยอมรับแต่โดยดี ไม่ยินดียินร้ายใดๆ
นางกลับไปยังเรือนของตนเองอย่างเย็นใจ
แต่ท่าทีของเซี่ยหนิวซานกลับแว่วไปถึงหูของบ่าวรับใช้อย่างรวดเร็ว
ในชั่วพริบตา เกือบทุกคนก็รู้ว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยผู้นี้ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบเหมือนกับแม่นางเผยที่เป็นคนนอกด้วยซ้ำ!
เรือนของแม่นางเผยผู้นี้อยู่ติดกับเรือนของคุณหนูเล็ก ทั้งยังได้รับการปกป้องจากฮูหยิน เห็นได้ชัดเลยว่านางเป็นคนสำคัญ!
เซี่ยเฉียวพักผ่อนอยู่ในเรือนสองสามวัน
นางเขียนจดหมายส่งออกไปสองฉบับในช่วงเวลานั้น
นางได้รู้เรื่องราวของสำนักศึกษาของราชสำนักมากขึ้นพอสมควร
การรับผู้หญิงและผู้ชายเข้าเรียนมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง หากเป็นผู้ชายสอบเข้าได้จึงจะน่าภาคภูมิใจ ส่วนผู้หญิงหากอาศัยความสามารถสอบเข้าก็จะสะดุดตาเกินไป ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะจ่ายเงิน
ในฐานะที่นางเป็นลูกภรรยาเอกของขุนนางขั้นสี่ที่เคยเป็นโจรมาก่อน ซ้ำยังเติบโตนอกบ้าน ถ่อมตัวไว้หน่อยจะดีกว่า
ถึงอย่างไรนางก็แค่อยากเข้าไปเรียนเพื่อที่จะได้หาโอกาสอ่านหนังสือเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องเสี่ยงมากนัก
ผู้ดูแลสำนักศึกษาของราชสำนักเป็นผู้มีความสามารถ
คนผู้นี้เป็นราชครูที่เกษียณแล้วมีความรอบรู้กว้างขวาง
หากต้องการเข้าเรียนด้วยการใช้เงิน ก็ยังไม่สามารถมอบให้ตรงๆ ได้ เพื่อไม่ให้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ล้าสมัย ทุกคนจึงพร้อมใจกันมอบของขวัญที่มีราคาห้าพันตำลึงให้แทน
ภายนอกจึงดูดี
แน่นอนว่าพ่อของนางมอบเงินจริงๆ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเดินอาดๆ เอาเงินเข้าไปวางไว้ต่อหน้าผู้ดูแลด้วย
ที่ไม่มีคนไล่เตะออกมาก็เป็นเพราะเขาหน้าตาน่าเกลียดดูไร้ยางอายไม่น่ายุ่งด้วยเท่านั้น
เขาออกไปอย่างรีบร้อน และไม่ได้เตรียมของขวัญอะไรไปด้วย
จึงได้แต่ต้องทำแบบนี้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เซี่ยเฉียวก็ออกไปซื้อสี ปากกา และหมึก
ส่วนเผยหว่านเย่ว์ก็คอยจับสังเกตความเคลื่อนไหวของเซี่ยเฉียวอยู่ตลอดเวลา
“จะซื้ออุปกรณ์พวกนี้ไปทำไม ที่สำนักศึกษาของนางก็มีไม่ใช่หรือ” หลูซื่อตกใจ
“กระดาษที่พี่หญิงซื้อแพงกว่ากระดาษธรรมดาตั้งหลายเท่าเจ้าค่ะ” เผยหว่านเย่ว์เอ่ยอย่างขุ่นเคือง
“เด็กล้างผลาญ” หลูซื่อพลั้งปากพูดโดยไม่คิด หลังจากพูดจบก็คิดขึ้นมาได้ “นังหนูนี่กลับมาแล้ว ยังไม่ได้พูดเรื่องเงินเดือนกันเลย…”
ว่าก็ว่าเถอะ หลายวันมานี้เรื่องกินอยู่ของเซี่ยเฉียวล้วนแต่ใช้เงินของนางเองทั้งนั้น?
ในเรือนของเซี่ยเฉียวมีแต่หญิงชราและสาวรับใช้คนเดียวเท่านั้น
ในเรือนมีครัวเล็กๆ หากนางต้องการอะไรก็จะให้แม่เฒ่าฟังไปซื้อเอง
หลูซื่อรู้สึกตกใจเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง และคิดว่าจะให้คนส่งของอะไรไปหน่อยดีหรือไม่ หากว่านังหนูนี่ไปโวยวายกับสามีนางขึ้นมา นางคงถูกตำหนิเอาได้
“ท่านแม่ไม่คิดจะดูท่าทีของท่านลุงเซี่ยก่อนหรือเจ้าคะ ลองดูไปก่อน หากท่านลุงเซี่ยเกิดถือสาขึ้นมา ก็ค่อยรีบส่งของไปให้” เผยหว่านเย่ว์เอ่ย
“แต่หากเขาโกรธล่ะ?” หลูซื่อขมวดคิ้ว
เผยหว่านเย่ว์ยิ้ม “ไม่โกรธหรอกเจ้าค่ะ ท่านต้องดูแลอาหารการกินชีวิตประจำวันของทั้งเซี่ยผิงไหวและเซี่ยซีทุกวันก็เหนื่อยมากอยู่แล้ว ท่านก็แค่บอกไปว่าคิดว่านางขาดเหลืออะไรก็จะไปหยิบเอาจากที่เก็บของเองก็ได้แล้วเจ้าค่ะ”
แม้หลูซื่อจะรู้สึกว่านางมีความเสี่ยงที่จะถูกดุด่า แต่เซี่ยหนิวซานก็รักใคร่นางมาตลอด คงจะไม่แตกหักกับนางเพราะเรื่องนี้หรอก
ถือโอกาสดูไปเลยว่านังหนูนี่มีความสำคัญแค่ไหนในสายตาพ่อของนาง
เซี่ยเฉียวไม่รู้เลยว่าหลูซื่อจะคิดมากขนาดนี้
นางจ้องกระดาษที่อยู่ตรงหน้า รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
วาดอะไรดีนะ ยังต้องวาดออกมาให้มีราคาห้าพันตำลึงเสียด้วย…
ภาพภูเขา? ไม่น่าสนใจ ยิ่งไปกว่านั้นสุขภาพของนางก็ไม่ค่อยดี ภาพภูเขาเปลืองพลังมากเกินไป ดังนั้นนางจึงไม่อยากจะวาดออกมาง่ายๆ กลัวจะเหนื่อยตายเสียก่อน
เมื่อกวาดสายตาออกไป เซี่ยเฉียวก็เห็นต้าซยงกระพือปีกทำท่าจะโบยบิน
ดวงตาก็เป็นประกายทันที
หากไม่นับม้า ชาวบ้านจะเลี้ยงสัตว์อยู่ห้าชนิด วัวหวาน หมาเปรี้ยว หมูเค็ม แพะขม และไก่เผ็ด[1] ประกอบกันเป็นรสชาติของมนุษย์
นางวาดภาพความสุขยั่งยืนของมนุษย์ขึ้นมาสักภาพก็ได้แล้ว
เซี่ยเฉียวรวบรวมความคิดได้แล้วก็สะบัดพู่กันในมือละเลงสีสันราวกับเทพรังสรรค์
ตอนที่ 52 ไม่รู้หนังสือ
เซี่ยเฉียวทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับการวาดภาพ ใบหน้านางขาวซีดลงหลายส่วน เหงื่อผุดซึมออกมาตรงหน้าผากไม่น้อย
เซี่ยเฉียวดูอ่อนแอลงเล็กน้อยหลังจากวาดภาพเสร็จ นางถอนหายใจอย่างเงียบๆ จากนั้นก็ค้นตะกร้าไม้ไผ่ดึงตราประทับหยกอันเล็กๆ ออกมา
นางจุ่มหมึกพิมพ์ พ่นลมหายใจจากปากใส่ไปหนึ่งที จากนั้นจึงใช้พลังทั้งหมดที่มีประทับลงไปบนภาพวาดนี้
เซี่ยเฉียวค่อนข้างพอใจกับมัน
ตอนที่อยู่ที่วัดสุ่ยเย่ว์นางไม่ค่อยได้วาดรูป ยกเว้นเวลาฝึกฝนนางจึงจะวาดผลงานชิ้นเอกออกมาสักครั้ง ที่นางถนัดปกติจะเป็นงานชิ้นเล็กๆ
ตอนนี้เพื่อที่จะได้เข้าสำนักศึกษาของราชสำนัก นางลงทุนลงแรงไปไม่น้อยเลยทีเดียว
อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ว่านางจะใช้เงินของบ้านตระกูลเซี่ยไม่ได้
จริงๆ แล้วนางยังพอมีเงินติดตัวอยู่บ้าง อีกอย่าง…ว่ากันตามจริงแล้ว หากไม่ใช่เพราะดวงนางแรงเกินไป ร่างกายมีพลังหยิน ตอนที่นางคลอดออกมาเผิงซื่อก็คงไม่ตาย ดังนั้นนางจึงรู้สึกผิดต่อเซี่ยหนิวซานและเซี่ยผิงกั่งอยู่บ้าง
หาไม่แล้วนางคงไม่พยายามหลีกเลี่ยงหลูซื่อขนาดนี้
ตราบเท่าที่หลูซื่อไม่ล้ำเส้นนางจนเกินไป นางก็จะปฏิบัติกับหลูซื่ออย่างสุภาพแน่นอน
หลังจากภาพวาดแห้งดีแล้ว นางก็จัดการห่อรูปภาพด้วยตัวเอง
สามวันต่อมา เซี่ยหนิวซานก็มาหานางเพื่อพานางไปแสดงความเคารพอาจารย์ที่สำนักศึกษาของราชสำนัก
การกราบอาจารย์ครั้งนี้เป็นแค่รอบแรกเท่านั้น
การรับคนเข้าสำนักศึกษาของราชสำนักไม่ได้ดูแค่เงินกับฐานะเพียงอย่างเดียว ก่อนอื่นจะต้องดูว่าคนที่อยากจะเข้าเรียนมีความตั้งใจที่จะเล่าเรียนหรือไม่ หากยืนยันว่าต้องการมอบเงิน ก็ยังคงต้องไปที่สำนักศึกษาเพื่อทดสอบเขียนอักษรสำคัญออกมาสักสองสามตัว เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าตนเองรู้หนังสืออยู่บ้าง…
โดยเฉพาะเมื่อลูกสาวของขุนนางขั้นสามต้องการเข้าเรียน ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็จะมีอายุสิบขวบแล้ว
สำหรับผู้หญิง แม้จะมีคนที่เพิ่งเข้าเรียนตอนอายุสิบหกสิบเจ็ดไม่มาก แต่ก็ถือว่ามี
แต่หากเข้าสำนักศึกษาในวัยนี้ แล้วยังไม่รู้จักตัวอักษรสำคัญๆ เลยสักตัว แม้ว่าสำนักศึกษาต้องการสอนให้ก็คงเรียนรู้ไม่ทันเสียแล้ว
ดังนั้นอย่างน้อยคนที่จะเข้าเรียนก็ต้องอ่านออกเขียนได้มาแล้ว
เซี่ยหนิวซานพาเซี่ยเฉียวออกไปด้วยตัวเอง
เผยหว่านเย่ว์เผยสายตาผิดหวังออกมาตอนที่พวกเขาออกจากบ้าน ทำให้เซี่ยหนิวซานรู้สึกอดรนทนไม่ไหวอยู่บ้าง
หากไม่ใช่เพราะที่บ้านไม่มีเงินจริงๆ เกรงว่าแค่เขาโบกมือก็จะพาเด็กคนนี้ไปด้วยกันแล้ว
“ตลอดทางที่มาเย่ว์เอ๋อร์ก็เอาแต่พูดว่าตัวเองชอบพี่หญิงผู้นี้ อยากจะอยู่ด้วยกันกับนาง ตอนนี้เฉียวเอ๋อร์จะไปเรียนที่สำนักศึกษาของราชสำนักแล้ว เย่ว์เอ๋อร์กลับต้องไปเรียนที่อื่น พี่สาวน้องสาวเลยไม่ได้เรียนที่เดียวกัน…” หลูซื่อค่อนข้างอึดอัดใจ
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วเล็กน้อย
“นางไม่เคยพูดเช่นนี้เจ้าค่ะ” เซี่ยเฉียวหน้าตาจริงจัง
หลูซื่อตกใจทันที “ว่าอย่างไรนะ”
“นางไม่เคยพูดว่าจะอยู่กับข้าเลย ข้าเองก็ไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับนาง คุยกันไม่รู้เรื่องหรอกเจ้าค่ะ หากท่านแม่อยากให้เผยหว่านเย่ว์เข้าเรียนที่สำนักศึกษาของราชสำนักจริงๆ ก็ไปคุยกับท่านพ่อเถิด ข้าไม่ห้าม แต่อย่าเอะอะอะไรก็อ้างชื่อข้า ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยพูดไปแล้ว” เซี่ยเฉียวเอ่ยอีก
ทันทีที่พูดอย่างนั้นออกมา จิตใจหลูซื่อก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที “เจ้า เจ้า…ดูถูกเย่ว์เอ๋อร์หรือ ถึงอย่างไร อย่างไรนางก็นับเป็นน้องสาวของเจ้าครึ่งหนึ่งนะ…”
“ข้าไม่ได้ดูถูกนาง นางต่างหากที่ดูถูกตัวเอง” เซี่ยเฉียวยิ้มอ่อนๆ “อะไรก็เปรียบเทียบกับข้าไปหมด จะลำบากไปทำไม”
เซี่ยเฉียวพูดพลางลดม่านบนรถม้าลงพลาง
หลู่ซื่อถูกกั้นไว้ด้านนอกด้วยผ้าม่าน สีหน้านางยิ่งหงุดหงิดแปรปรวน
ใช่ว่าเซี่ยเฉียวจะมองไม่ออก สายตาที่เผยหว่านเย่ว์มองนางตั้งแต่ครั้งแรกราวกับอาบยาพิษอย่างนั้น
เพียงเพราะนางไม่ได้น่าเกลียดอย่างที่พวกนางคิดเท่านั้นเอง
เซี่ยหนิวซานเองก็ตกใจเพราะคำพูดตรงๆ ครั้งนี้ของลูกสาว เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
ทันทีที่หลู่ซื่อเห็นดังนั้น นางก็ออกอาการประหม่าและรีบพูดขึ้นทันที “ข้า ข้าเพียงอยากให้นางสองคนพี่น้องเข้ากันได้ดีเท่านั้น ใครจะไปรู้ว่านังหนูนี่จะเย็นชาแบบนี้ เย่ว์เอ๋อร์อยากจะเล่นหยอกล้อกับนางตั้งหลายครั้งหลายหน นางก็เอาแต่ผลักไสเฉยเมยใส่ ข้าจะทำอย่างไรได้ล่ะเจ้าคะ”
——————————————————
[1] วัวหวาน หมาเปรี้ยว หมูเค็ม แพะขม และไก่เผ็ด เกี่ยวข้องกับทฤษฎีธาตุทั้งห้าของแพทย์แผนจีน ซึ่งเชื่อว่าสัตว์ห้าชนิดเกี่ยวข้องกับรสชาติทั้งห้า