ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 71 หอหนังสือ / ตอนที่ 72 เรือนคงกู่
ตอนที่ 71 หอหนังสือ / ตอนที่ 72 เรือนคงกู่
ตอนที่ 71 หอหนังสือ
สำนักศึกษาสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงในเมืองหลวงแห่งนี้นับว่าเบื้องหลังต้องไม่ธรรมดา
แต่เผยหว่านเย่ว์ไม่พอใจ ดังนั้นใบหน้าของนางจึงไม่มีรอยยิ้มใดๆ แลดูเย็นชา
แต่เซี่ยเฉียวกลับต่างออกไป
ในหัวนางเต็มไปด้วยเรื่องของล้ำค่าในสำนักศึกษาหลวงและพลังหยางในตัวบัณฑิต
“คุณหนู ที่นี่ไม่สามารถพาสาวใช้เข้าไปได้ ร่างกายของท่านจะรับไหวหรือ” ชุนเอ๋อร์ค่อนข้างกังวล
ตารางเรียนที่นี่แน่นมาก แต่ละวันนางจะต้องอยู่ที่นี่สามถึงสี่ชั่วยามเลยนะ!
“ทนไหวน่า” ใบหน้าเซี่ยเฉียวสดใสราวกับแสงแดด น้ำเสียงยังอบอุ่นเล็กน้อย
การมาเรียนนี่ดีมากจนทำให้นางรู้สึกกระฉับกระเฉงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา!
หลังจากถึงวัยปักปิ่น[1] อันที่จริงสุขภาพร่างกายของนางก็ดีขึ้นมากแล้ว แต่ก่อนหน้านี้…
ยากที่จะอธิบายได้ในประโยคเดียว
หลังจากเกิดมาได้ไม่นานกระดูกของนางก็ไม่ค่อยดี ทุกครั้งที่หายใจเต็มไปด้วยความยากลำบาก นางยังมักจะต้องตกใจเพราะวิญญาณต่างๆ นานาอยู่เป็นระยะๆ หลังจากที่เริ่มเดินได้นางก็ยังเป็นลมหมดสติอยู่เนืองๆ
กลางดึกนางมักจะหนาวสั่นราวกับอยู่ในถ้ำน้ำแข็งอยู่บ่อยๆ
ด้วยอิทธิพลของพลังหยิน นางถึงกับฝันร้ายทุกคืน
ดังนั้นเรื่องเหล่านี้จึงทำให้นางไม่ชอบการนอนหลับ หากมีเวลาว่างนางก็จะออกไปรับแสงแดด อ่านหนังสือ กระทั่งออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อให้ร่างกายนางไม่อ่อนแอลงเรื่อยๆ
การเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นและพยายามมากขึ้นอีกหน่อย ช่วยให้นางลืมความรู้สึกแบบคนที่กำลังจะตายได้
แต่หลังจากที่เข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลวงแล้วกลับต่างออกไป
ที่นี่มีหนุ่มสาวมากมาย พลังหยางจึงมีมากยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวันเสียอีก เมื่อวานที่นางมาที่นี่ก็ไม่เห็นวิญญาณอะไรเลย ช่างดีจริงๆ!
หากรู้แต่แรกว่าที่นี่ดีอย่างนี้ นางคงมาเมืองหลวงตั้งนานแล้ว
แม้ตอนนั้นดวงพิฆาตนางจะแรงเป็นภัยต่อพ่อแม่ญาติพี่น้อง แต่ให้นางอยู่ที่เรือนอื่นก็ได้แล้วนี่…
น่าเสียดายทีเดียว!
เซี่ยเฉียวเดี๋ยวก็ยิ้มเดี๋ยวก็ถอนหายใจ
เวลานี้รถม้าหลายคันต่างก็หยุดอยู่นอกสำนักศึกษา
ที่สำนักศึกษามีห้องพักเตรียมไว้ให้ลูกศิษย์ แต่ส่วนใหญ่เป็นของลูกศิษย์ชาย ขณะที่ลูกศิษย์หญิงส่วนใหญ่ยังต้องกลับบ้านทุกวัน
แต่ละเดือนจะมีวันหยุดห้าวัน ยิ่งไปกว่านั้นลูกศิษย์หญิงจะได้รับการผ่อนปรนมากหน่อย หากพวกนางมีสุขภาพร่างกายไม่ดีหรือรู้สึกไม่สบายก็สามารถขอลาพักได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องพยายามตามเรียนให้ทันเท่านั้น
หากเข้าประตูไปแล้วทุกคนต้องเดินด้วยตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้นทุกคนจะต้องพึ่งพาตนเองไม่มีบ่าวรับใช้มาคอยช่วยเหลือทั้งสิ้น
เซี่ยเฉียวไปยังที่ที่นางได้รับการทดสอบเมื่อวานนี้ก่อน
วันนี้อาจารย์สวีกระวนกระวายใจอยู่ตลอด เขาเตรียมตัวพร้อมที่จะตาบอดเพราะแสงวิบวับของกองเงินแล้ว
น่าเสียดายที่เซี่ยหนิวซานไม่ได้มา
อย่างไรก็ตามอาจารย์สวีกลับรู้สึกไม่เคยชินอยู่บ้าง
“ท่านอาจารย์ นี่คือค่าเล่าเรียนของศิษย์เจ้าค่ะ” เซี่ยเฉียวมอบภาพวาดให้เขา
สวีเหมี่ยนนิ่งอึ้งทันที “ภาพวาด?”
เขายังคิดอยู่ว่าถ้าไม่ใช่เงินก็น่าจะเป็นตั๋วเงินเสียอีก! อันที่จริงตั๋วเงินก็ไม่เลวนัก ไม่ค่อยลายตาเท่าไหร่!
“ถูกต้องแล้ว” เซี่ยเฉียวพยักหน้า
ร่างผอมบางของนางดูค่อนข้างมีพลังในขณะนี้ ดวงตาทั้งคู่ของนางดูสุกใส น้ำเสียงที่แผ่วเบาของนางราวกับกระแสน้ำที่ไหลช้าแต่ทรงพลัง
สวีเหมี่ยนรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย เขาคิดแค่ว่าขอให้ภาพวาดนี้พอใช้ได้ก็พอแล้ว!
ทั้งยังไม่หวังว่ามันจะต้องมีมูลค่าห้าพันตำลึง แค่สองสามพันตำลึงก็เป็นอันใช้ได้!
อย่างไรก็ตามตอนที่เขาเปิดภาพออกดู
สวีเหมี่ยนก็ต้องตกตะลึง
รูปแบบของภาพวาดนี้ ลายเส้นอันบ้าคลั่งเช่นนี้…
ทันใดนั้นร่างทั้งร่างของเขาก็สั่นสะท้าน ก่อนเขาจะรีบม้วนเก็บภาพวาด “ดี! เอาล่ะ ของชิ้นนี้เอาไปเก็บในหอหนังสือได้!”
เมื่อสำนักศึกษาได้รับของมีค่ามา หากเป็นเงินก็จะนำไปเก็บไว้ที่คลัง เครื่องเคลือบดินเผาและอัญมณีจะถูกเก็บไว้ที่หอสมบัติ หนังสือภาพวาดโบราณจะถูกนำไปเก็บไว้ในหอหนังสือ ซึ่งในหอหนังสือก็จะมีประตูหลายชั้น และยิ่งลึกเข้าไปข้างในมากเท่าไร สิ่งของที่เก็บไว้ในนั้นก็ยิ่งล้ำค่ามากขึ้นเท่านั้น
ที่นั่นจะมีคนคอยดูแลอยู่ด้านนอกสามชั้นด้านในสามชั้นเพื่อป้องการการลักขโมยหรือไฟไหม้
ตอนที่ 72 เรือนคงกู่
ท่าทางของสวีเหมี่ยนดูตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ ยิ่งทำให้ทุกคนสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างมาก
“อาจารย์สวี ตกลงเป็นของล้ำค่าอะไรหรือ ท่านเปิดให้พวกเราดูหน่อยสิ!” ใครบางคนตะโกนขึ้นมา
พวกเขามาที่นี่เพื่อดูเรื่องสนุก แต่อาจารย์กลับไม่ให้พวกเขาเปิดหูเปิดตาบ้าง?!
“แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้ากันล่ะ อีกประเดี๋ยวระฆังก็ดังแล้ว ยังไม่รีบไปเข้าเรียนอีก หากพวกเจ้าสายอาจารย์จะไม่ทำโทษเอาหรือ!” สวีเหมี่ยนตะโกนขึ้นมาทันที จากนั้นก็กระชับของที่อยู่ในมือให้แน่นขึ้น
ผลงานชิ้นเอกของอาจารย์อวิ๋นเวย!
อาจารย์อวิ๋นเวยเป็นคนเหนือคน ผลงานภาพวาดของเขามีไม่มากนัก ทว่าแต่ละภาพล้วนแล้วแต่ล้ำค่ายิ่งนัก ตอนนี้ที่สำนักศึกษามีภาพวาดนักพรตเมามายเก็บรักษาอยู่แค่ภาพเดียวเท่านั้น แม้ว่าภาพนั้นจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่แนวคิดทางศิลปะไม่ธรรมดา
นักพรตในภาพวาดนั้นภายนอกไม่ได้ดูต่างอะไรจากทั่วไป ทั้งยังเป็นคนขี้เมาคนหนึ่ง แต่เมื่อมองให้ดีกลับสัมผัสได้ถึงความปรุโปร่งรู้เท่าทันความผันแปรต่างๆ บนโลกของเขา
เขาวาดนักพรตออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์ มีสีสัน และสมบูรณ์แบบ
นอกจากนั้นตัวอักษรของเขาก็ราวกับมังกรและหงส์โบยบิน ทั้งยังเหมือนฟ้าร้องและลมพายุที่รุนแรงเผยให้เห็นถึงความบ้าคลั่งและความน่าอัศจรรย์!
หากไม่ได้สั่งสมทักษะความชำนาญมาหลายสิบปีไหนเลยจะทำอย่างนี้ได้
ปรมาจารย์เช่นนี้เกรงว่าคงจะชรามากแล้ว พวกเขาได้รับภาพวาดมาแค่ภาพเดียวก็ไม่เป็นไร ต่อไปคงได้เป็นของดีที่สืบทอดกันต่อไป!
“ท่านอาจารย์ ข้าอยู่ชั้นเรียนไหนหรือ” เซี่ยเฉียวเอ่ยถาม
สวีเหมี่ยนดีใจจนเกือบลืมไปแล้ว
เมื่อเซี่ยเฉียวเตือนขึ้นมา เขาจึงรีบบอก “เจ้าอยู่ห้องอันดับอักษรรื่อแห่งเรือนฉยงฮวา[1] ได้ยินมาว่าเจ้าเติบโตมาในวัดเต๋า ข้ากลัวว่าพื้นฐานเจ้าจะไม่ดี ชั้นเรียนนี้น่าจะเหมาะกับเจ้า”
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเรือนฉยงฮวานี้เป็นอย่างไร ดังนั้นนางจึงได้แต่พยักหน้ารับ
ทันทีหลังจากนั้นอาจารย์สวีก็นำลูกศิษย์ใหม่หลายคนไปเข้าห้องเรียนของตน
เซี่ยเฉียวชะงักไปทันทีเมื่อมาถึงห้องเรียน
ทั้งห้องเรียน…
จะพูดว่าอย่างไรดี ทั้งหมดเป็นเด็กสาวอายุประมาณสิบปีทั้งนั้น ไม่มีสาวรุ่นเลยแม้แต่คนเดียว
ถึงแม้นางไม่คิดที่จะคบหาเพื่อนอยู่แล้ว แต่ถ้ารอบกายนางล้วนแต่เป็นเด็กๆ ทั้งนั้น นางคนเดียวจะสะดุดตาขนาดไหน
“ท่านอาจารย์ ข้าขออยู่ห้องเดียวกับคนวัยเดียวกันได้ไหม” เซี่ยเฉียวเอ่ยถาม
“นั่นก็ได้อยู่ เพียงแต่คนวัยเดียวกับเจ้าส่วนใหญ่จะเล่าเรียนที่นี่กันมาหลายปีแล้ว พวกเขามีพื้นฐานดีและที่นี่ก็มีข้อกำหนดสูง แต่ชั้นเรียนนี้ไม่เหมือนกัน ข้อกำหนดจะต่ำหน่อย” สวีเหมี่ยวได้ของดีไปแล้ว ตอนนี้เขาจึงมีความอดทนจนน่าประหลาดใจ อีกทั้งน้ำเสียงของเขาก็อ่อนโยนเป็นพิเศษ
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ” เซี่ยเฉียวเอ่ย
“ตกลง ข้าจะส่งเจ้าไปที่นั่นก่อนก็แล้วกัน หากเจ้าเรียนตามไม่ทันก็ค่อยกลับมา” สวีเหมี่ยนพูดง่ายขึ้นมาก
จากที่กล่าวมาเซี่ยเฉียวก็กลายเป็นลูกศิษย์ของเรือนคงกู่ไปแล้ว
เซี่ยเฉียวฟังเด็กสาวคนอื่นๆ คุยกันระหว่างทางนี้ นางก็พอเข้าใจระบบชั้นเรียนของสำนักศึกษาแห่งนี้แล้ว
‘เฉิน, คุน, รื่อ, เย่ว์’ เจี่ย, อี่, ปิ่ง, ติง[2] คือการจัดลำดับขั้นต้นที่เกี่ยวข้องกับสถานะของลูกศิษย์
อย่างเช่นนางซึ่งเป็นบุตรสาวคนโตของขุนนางขั้นสี่ จึงได้ไปเรียนที่ห้องอักษรรื่อ
หลังจากลำดับในขั้นต้นแล้ว ยังมีการจัดลำดับแยกย่อยออกไปอีกห้าอันดับ
เป็นการจัดลำดับตามดอกไม้
ลำดับแรกคือเรือนหมู่ตัน[3] ลำดับสองคือเรือนคงกู่[4] ลำดับสามคือเรือนหวงจวี๋[5] ลำดับสี่คือเรือนฉยงฮวา ลำดับห้าคือเรือนไห่ถัง[6]
แม้สวีเหมี่ยนจะตกลงให้นางขยับชั้นเรียนขึ้น แต่เขาก็แค่พานางไปที่เรือนคงกู่เท่านั้น เนื่องจากการเข้าเรียนในชั้นหมู่ตันจะต้องมีการสอบคัดเลือก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหญิงสาวที่มีพรสวรรค์พิเศษ และจำนวนคนก็มีน้อยกว่า
ต่อให้ใช้เส้นสายก็เข้าไม่ได้
ที่เรือนฉยงฮวาก่อนหน้านี้เพียงแค่มีต้นฉยงฮวาอยู่ในลานเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษ
แต่ที่เรือนคงกู่นี้ไม่เหมือนกันจริงๆ
ภายในเรือนนี้รายล้อมไปด้วยกล้วยไม้นานาพันธุ์ กลิ่นหอมอบอวล มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เซี่ยเฉียวเหลือบมองสองสามครั้ง ก่อนนางจะเดินเข้าไปและหาตำแหน่งที่ไม่โดดเด่นนั่งลง
ทว่าถึงแม้จะไม่สะดุดตา แต่นางก็ดึงดูดสายตาผู้คนมากมาย
ที่นี่คือเรือนคงกู่ซึ่งแทบจะไม่มีผู้มาใหม่เลย
—————————————–
[1] วัยปักปิ่น หญิงสาวในสมัยก่อนเมื่ออายุเข้าวัยสิบห้าแล้วจะสามารถใช้ปิ่นปักผมได้ บ่งบอกว่าถึงวัยที่สามารถแต่งงานได้แล้ว
[1] ฉยงฮวา ดอกวิเบอร์นัม หรือดอกลูกบอลหิมะ
[2]เจี่ย, อี่, ปิ่ง, ติง หนึ่ง, สอง, สาม, สี่
[3] หมู่ตัน ดอกโบตั๋น
[4] คงกู่ กล้วยไม้ชนิดหนึ่ง
[5] หวงจวี๋ ดอกเบญจมาศ
[6] ไห่ถัง ดอกบีโกเนีย