ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 73 ถูกหรือผิด / ตอนที่ 74 ตัวปัญหา
ตอนที่ 73 ถูกหรือผิด / ตอนที่ 74 ตัวปัญหา
ตอนที่ 73 ถูกหรือผิด
ทุกคนอยากรู้เรื่องเซี่ยเฉียวมาก จึงมักหันกลับมามองนางอยู่หลายครั้ง
ตอนแรกคนที่รู้จักเซี่ยเฉียวมีไม่มาก แต่หลังจากที่พวกนางสอบถามกันไปมาอยู่ครู่หนึ่งก็กระจ่างแจ้งขึ้นมา!
พริบตาเดียวที่นั่งโดยรอบเซี่ยเฉียวก็…
ว่างลง
“นางเป็นคุณหนูจากตระกูลโจรผู้นั้นนี่ ทำไมอาจารย์สวีถึงให้นางมาอยู่เรือนคงกู่ของพวกเราได้ล่ะ” ใครบางคนพึมพำ
“น้องสาวของนางอยู่ที่เรือนไห่ถังไม่ใช่หรือ พวกนางล้วนมีชาติกำเนิดจากโจร นางจะเรียนตามพวกเราทันหรือ”
“เมื่อครู่ข้ามองหน้านางไปหนหนึ่ง นางคงไม่ให้พี่ชายนางมาหาเรื่องข้าหรอก?”
พอมีคนพูดอย่างนี้ ทุกคนก็ประหม่ามากยิ่งขึ้น
เซี่ยเฉียวไม่ได้ยินคำพูดพวกนี้ ตอนนี้นางกำลังอ่านหนังสือที่นางหิ้ว (ซื้อ) กลับมา
ในที่สุดก็เป็นเรือนคงกู่ สิ่งที่เรียนกันที่นี่ไม่เหมือนกับที่เรือนฉยงฮวา ซึ่งยังคงเรียนพวกหนังสือเตรียมพื้นฐานกันอยู่ แต่ที่นี่…สอนไปถึง ‘ปรัชญาทางสายกลาง[1]’ แล้ว
สี่ตำราห้าคัมภีร์ ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับ การอภิปรายทั่วไป คุณธรรม การปกครอง และประวัติศาสตร์ พวกนี้เป็นวิชาบังคับ
แต่ละชั้นเรียนจะมีอาจารย์มาบรรยายวันละสองชั่วยามเป็นอย่างน้อย
อย่างเช่นบทเรียนแรกของเซี่ยเฉียวเป็นการบรรยายเรื่อง ‘ศีลเพื่อชีวิตทางสังคม[2]’ ซึ่งเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการติดต่อกับผู้อื่น การปกครองครอบครัว และการรักษาความสัมพันธ์ญาติมิตร บทเรียนนี้จัดไว้สำหรับให้ผู้หญิงเรียนอย่างเห็นได้ชัด
นั่นคือวิชาการภาคบังคับ นอกจากนี้ยังมีวิชาบู๊คือ ขี่ม้า ยิงธนู และการปาลูกดอกลงไห
ที่เหลือจะเป็นวิชาให้เลือกตามใจชอบ เช่น ชงชา จัดดอกไม้ ดีดพิณ หมากรุก เขียนอักษร วาดภาพ ทฤษฎีดนตรี การคำนวณ งานฝีมือเย็บปัก ไปจนถึงการทำอาหาร และกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากขึ้น ได้แก่ ตีคลี เตะตะกร้อ ซึ่งกิจกรรมพวกนี้เป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างเหน็ดเหนื่อย
วิชาพวกนี้จะอยู่ระหว่างทาง อาจารย์สวีเอ่ย ก่อนที่จะส่งคู่มือเล่มเล็กๆ ให้นาง
ภายในคู่มือเล่มนี้จะมีชื่อของอาจารย์และเวลาเริ่มชั้นเรียนเขียนไว้
เซี่ยเฉียวมองสิ่งที่นางสามารถเรียนรู้ได้หลายสิ่งหลายอย่างจนตาลาย
สักพักเมื่อเสียงระฆังดังขึ้น อาจารย์ก็เข้ามา
อาจารย์ประจำวิชาบังคับคืออาจารย์หลี่ว์ ซึ่งกำเนิดในตระกูลขุนนาง เขามีลูกศิษย์มากมาย และนับเป็นผู้รับผิดชอบลูกศิษย์ทั้งหมดในเรือนคงกู่นี้
เขาสวมเสื้อคลุมสีขาวทั้งตัว อายุประมาณหกสิบปี เครายาวพลิ้วไหว ให้ความรู้สึกเหมือนเทพเซียน และน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
“จะมานั่งเรียนเบียดกันได้อย่างไร แต่ละคนกลับไปนั่งที่ของตนเอง” ทันทีที่อาจารย์หลี่ว์เดินเข้ามา เขาเงยหน้าขึ้นกวาดตามองในห้องแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบราบเรียบ
จากนั้นเขาก็รอลูกศิษย์ทุกคนสงบลง ต่างก็หดศีรษะและไม่กล้าส่งเสียงอะไร
ผ่านไปครู่หนึ่งหญิงผู้หนึ่งก็ลุกขึ้นและเอ่ยด้วยท่าทีสุภาพว่า “ท่านอาจารย์… ใต้เท้าเซี่ยเคยเป็นโจรมาก่อน ดังนั้น…”
พวกนางไม่กล้านั่งใกล้นางมากเกินไป ยอมนั่งเบียดกันดีกว่า!
“สี่วิถีของวิญญูชน ความประพฤติของเขาเป็นที่น่าเคารพ การกระทำของเขาเป็นที่น่าเคารพ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทำให้ประชาชนมีคุณธรรม หมายความว่าอย่างไร” จู่ๆ อาจารย์หลี่ว์ก็ถามขึ้นเมื่อเขานั่งลง
หญิงสาวผู้นั้นชะงักไปก่อนจะพูดอย่างตะกุกตะกัก “ประพฤติตนอย่างสง่างาม รับใช้ผู้ปกครองด้วยความเคารพ เมตตาต่อราษฎร และทำให้ประชาชนมีเหตุมีผล มีทั้งสี่ประการนี้ เรียกได้ว่าเป็นวิญญูชน”
“ถูกต้อง ใต้เท้าเซี่ยเคยทำผิดพลาดมาก่อน แต่ความผิดพลาดเหล่านั้นได้รับการแก้ไขแล้ว เมื่อแว่นแคว้นตกอยู่ในอันตราย เขาก็กลายเป็นนักรบที่มีคุณธรรม ตอนนี้เขาเป็นขุนนางรับราชการ ทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่เห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมใดๆ จัดการเรื่องต่างๆ ที่ฮ่องเต้มอบหมายได้ดี ไม่เคยเห็นว่ากดขี่ข่มเหงราษฎร ตอนนี้เขาก็เป็นขุนนางดีไม่ต่างอะไรกับวิญญูชน อดีตเคยเป็นโจรมาก่อนจะเป็นอะไรไป”
อาจารย์หลี่ว์พูดอย่างตรงไปตรงมา หลังจากพูดจบเขาก็พูดขึ้นอีกว่า “นั่งลงเงียบๆ และพิจารณาตนเอง ไม่ต้องซุบซิบพูดคุยเรื่องของผู้อื่น ทุกคนกลับไปนั่งที่ตัวเอง!”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา พวกที่ย้ายที่นั่งแต่ละคนก็กลับไปนั่งที่ตัวเองอย่างระมัดระวัง
เซี่ยเฉียวประหลาดใจ นางคิดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์ท่านนี้จะมีความคิดเช่นนี้
ท่านพ่อของนางเป็นขุนนางรับข้าราชการมาห้าหกปีแล้ว แต่ก็เห็นได้ว่ายังไม่ค่อยราบรื่นสมใจนัก และยังมีคนรังเกียจเขาอยู่ไม่น้อย
นางเพิ่งจะเคยได้ยินคนเอ่ยชมเขาเป็นครั้งแรก!
ตอนที่ 74 ตัวปัญหา
เซี่ยเฉียวรู้สึกชอบอาจารย์หลี่ว์มากขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุผล นางจึงตั้งใจฟังเขาสอน
แม้ว่าหนังสือที่นางอ่านตอนอยู่ที่วัดจะมีเนื้อหาค่อนข้างซับซ้อน แต่นางกลับไม่เคยแตะต้องหนังสือที่อยู่ในมือเหล่านี้มาก่อนเลย
ถึงมันจะล้าสมัยไปหน่อย แต่เซี่ยเฉียวก็ยังคงเรียนอย่างตั้งใจ
เพียงแต่เซี่ยเฉียวเองก็ไม่รู้ตัวว่าเวลานี้อาจารย์หลี่ว์ก็แอบประเมินนางอย่างเงียบๆ
ช่างเป็นตัวปัญหาเสียจริง…
เขามีลางสังหรณ์ตั้งแต่ก่อนเข้าชั้นเรียนแล้ว ถึงอย่างไรสถานะของเซี่ยหนิวซานก็…อ่อนไหวจริงๆ
ลูกอีกสองคนของตระกูลเซี่ยในสำนักศึกษานี้ล้วนแต่ต้องโดดเดี่ยว ตอนนี้ในชั้นเรียนของเขายังมีมาอีกคน หากนางมีนิสัยดุดันก็คงจะมีการทะเลาะวิวาทกันในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกอย่างเขาแก่ปูนนี้แล้วย่อมกลัวว่าเด็กสาวนิสัยดุดันเช่นเดียวกับเซี่ยหนิวซานจะไม่เชื่อฟังเขา หากนางถอนหงอกเขาขึ้นมาจะทำอย่างไร
ถึงอย่างไรก็ตามหลังจากที่อาจารย์หลี่ว์คอยดูเซี่ยเฉียวในคาบเรียนนี้ เขาก็รู้สึกปลื้มปริ่มเป็นอย่างมาก!
แม้ว่านางอาจจะไม่เข้าใจภาษา แต่ดูจากท่าทางตั้งอกตั้งใจแล้ว นางก็ดูเป็นเด็กดีคนหนึ่ง!
ชั้นเรียนของอาจารย์หลี่ว์จะบรรยายตลอดช่วงเช้า
ทั้งห้องแทบจะเต็มไปด้วยสาวน้อยที่ง่วงงุน
แต่ดูเหมือนว่าดวงตาของเซี่ยเฉียวจะแจ่มใสเป็นพิเศษ
“เจ้าว่านางฟังเข้าใจไหม นางต้องทำเพื่อเอาใจอาจารย์แน่ๆ” หญิงสาวสองคนที่อยู่ข้างๆ เซี่ยเฉียวแอบพูดคุยกัน
“ข้าได้ยินมาว่านางกับเซี่ยผิงกั่งเป็นพี่น้องจากแม่เดียวกัน ฮึ น่ารังเกียจจริงๆ พอข้าคิดถึงพี่หญิงต่ง ข้าแทบรอไม่ไหวที่จะด่าทุกคนในตระกูลเซี่ยเลยล่ะ!” เด็กสาวอีกคนพูดขึ้น
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วเล็กน้อย
พี่หญิงต่ง?
หรือจะเป็น…
เป็นคนที่พี่ชายนางมีใจให้แล้วคอยสะกดรอยตามนั่นหรือ
แต่ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนี่ ดวงชะตาพี่ชายนางเป็นชะตาของคนที่ไม่เข้าใจความรัก ไร้วาสนาคู่ครอง ดาวเทพมงคลไม่ขยับ เขาจะตามจีบผู้หญิงคนหนึ่งได้อย่างไร
“ข้าได้ยินมาว่าองค์ชายรัชทายาทเสด็จกลับเมืองหลวงแล้ว เจ้าว่าวันนี้พระองค์จะเสด็จมาสำนักศึกษาไหม หากพระองค์มาจริง องค์ชายสี่จะต้องอยู่ไม่เป็นสุขแน่” หญิงสาวนางนั้นเอ่ยขึ้นอีกด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
“องค์รัชทายาทอะไรก็ดีไปหมด เสียแต่ดื้อดึงเกินไป คนที่จะมาเป็นฮ่องเต้จะเป็นคนพิการไปได้อย่างไร หากข้าเป็นเขา คงจะสละตำแหน่งไปนานแล้ว เสียเวลาขุนนางที่จงรักภักดีต่อเขา”
“ชู่ว เบาๆ หน่อย” อีกคนรีบเอ่ยเตือน
ใครจะยอมสละตำแหน่งอย่างนั้นกันล่ะ
ตั้งแต่โบราณมารัชทายาทที่พิการมีจุดจบที่ดีสักกี่คนกัน
เซี่ยเฉียวถูกบังคับให้ฟังอีกครั้ง
รัชทายาท? พิการ?
นางเพิ่งมาที่เมืองหลวงจึงไม่รู้ค่อยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับที่นี่และราชสำนักมากนัก ทว่า… คุณชายสูงศักดิ์ที่นางได้พบก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาที่มือขวาเหมือนกันใช่ไหม
คงไม่ใช่ว่า…
เซี่ยเฉียวครุ่นคิดสะระตะอยู่ครู่หนึ่งเพื่อปลุกความสดชื่นให้ตัวเอง
สิ่งที่อาจารย์หลี่ว์บรรยายเช้านี้นางรู้อยู่แล้วไม่น้อย ดังนั้นเซี่ยเฉียวจึงค่อนข้างเหน็ดเหนื่อยกับบทเรียนของเช้านี้
หลังจากจบวิชาบังคับเซี่ยเฉียวก็เตรียมที่จะจากไปโดยเร็ว
แม้ว่าวิชาขี่ม้ายิงธนูจะเป็นวิชาบังคับ แต่จะมีเรียนเพียงไม่กี่ครั้งต่อเดือนเท่านั้น และไม่ใช่ว่าต้องเข้าทุกวัน ดังนั้นหากนางต้องการออกไปก่อนก็ไม่เป็นไร
ทว่านางกลับไม่ได้คิดถึงบ้าน แต่ต้องการออกไปหาร้านค้า และจัดการเรื่องกิจการเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง
“เรียนได้ครึ่งวันก็หายตัวไปแล้ว นางคงมาเล่นๆ จริงๆ ยังสู้น้องๆ ของนางไม่ได้เลย!”
เซี่ยเฉียวเพิ่งลับหลังไปก็มีคนมองและพูดตามหลังด้วยความรังเกียจ
“พอเถอะ อย่าไปยุ่งวุ่นวายอะไรกับนางเลย หากเจ้าทำให้นางโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้วเซี่ยผิงกั่งมาหาเรื่องเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร”
“ใครกลัวเขากันล่ะ! เขาเป็นขุนนางเล็กๆ ไร้ความสามารถที่กล้าเพ้อฝันถึงพี่หญิงต่งของข้า! หากเขากล้าสร้างปัญหาให้พี่หญิงต่ง ข้าจะให้คนมาจับเขา!”
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เซี่ยหนิวซานก็เป็นขุนนางเช่นกัน
นอกจากนี้…
ยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ครอบครัวตระกูลเซี่ยอยู่ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลได้ในตอนนี้…
————————–
[1] ปรัชญาทางสายกลาง หนึ่งในสี่ตำราที่รวบรวมหลักการแนวคิดของลัทธิขงจื่อ
[2] ศีลเพื่อชีวิตทางสังคม หนังสือที่เขียนขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นคู่มือในการจัดการความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว การปฏิบัติกับคนรอบข้าง และการเข้าสังคม