ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 79 ไปต่อยตีใครมา / ตอนที่ 80 ไม่รู้จัก
ตอนที่ 79 ไปต่อยตีใครมา / ตอนที่ 80 ไม่รู้จัก
ตอนที่ 79 ไปต่อยตีใครมา
เซี่ยเฉียวกลอกตามองบนใส่เซี่ยผิงกั่งโดยที่เขาไม่สังเกต
ตัวเองไม่รู้จักความรักก็ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะต้องเป็นเหมือนกันกับเขาด้วยนี่?
“เล่ามาสิว่าเรื่องมันเป็นมาอย่างไร เจ้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวง ทำไมถึงมีคนส่งจดหมายให้เจ้าได้” เซี่ยผิงกั่งคิดว่าตนเองโอนอ่อนให้มากแล้ว
“ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้จักพวกเขา” เซี่ยเฉียวส่ายหน้าแสร้งทำตัวเป็นเด็กดี
เดิมทีนางก็ไม่รู้จักพวกเขานี่!
ไป่จินขอให้ช่วยชีวิต ก็แปลว่ามีเงินสิ
เซี่ยเฉียวดูหน้าตาจริงใจไม่เหมือนกับว่านางกำลังโกหก เซี่ยผิงกั่งขมวดคิ้ว เขานิ่งไปนานก่อนจะพูดขึ้นว่า “วันนี้ข้าจะเป็นคนส่งเจ้าไปสำนักศึกษาเอง ข้าสงสัยว่าพวกโจรกระจอกข้างนอกนั่นจะเป็นคนเขียนจดหมายนี่ คงเห็นว่าเจ้ายังเด็ก เพิ่งมาจากที่อื่น จะต้องเป็นเด็กยากจนที่ไม่ค่อยรู้จักโลกภายนอก เลยคิดจะใช้เงินหลอกล่อเจ้าให้ไปติดกับเป็นแน่”
ต้องโทษที่ตระกูลเซี่ยยากจนเกินไป ทุกคนในเมืองหลวงต่างก็รู้กันว่า ในบรรดาตระกูลขุนนางและขันทีทั้งหมดนั้น บ้านของพวกเขาถือว่าไม่ได้ร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติอะไรมากมาย
ไม่แปลกใจเลยที่บางคนจะคิดว่าคุณหนูใหญ่เซี่ยเฉียวผู้นี้ก็ขัดสนเงินทองใช้จ่าย
เซี่ยเฉียวรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
หากเซี่ยผิงกั่งเป็นคนไปส่งนาง นางก็จะไม่สามารถจัดการเรื่องอะไรต่างๆ เกี่ยวกับร้านของนางได้ด้วยตัวเองแล้ว
ร้านที่นางต้องการเปิดค่อนข้างพิเศษ หลักๆ คือเป็นกิจการที่เกี่ยวกับคนตาย
เซี่ยผิงกั่งผู้นี้…
ค่อนข้างเจ้าอารมณ์ หากเขารู้เข้าเกรงว่าจะต้องโมโหแน่นอน
แต่…ร่างกายของนางก็ไม่ค่อยเหมาะสมที่จะไปจัดการงานจิปาถะเท่าไรนัก เดิมทีนางก็ตั้งใจจะหาคนมาช่วยอยู่แล้ว
หลายปีมานี้นางอยู่ที่วัดสุ่ยเย่ว์ได้รู้จักผู้คนไม่น้อย จะให้จัดการร้านค้าสักร้านก็ไม่ใช่เรื่องยาก
พอคิดได้อย่างนี้เซี่ยเฉียวก็พูดออกไปตามตรง “หากอย่างนั้นต่อไปก็ต้องรบกวนพี่ใหญ่แล้ว”
“ทำเป็นเกรงใจ” เซี่ยผิงกั่งสายหน้า
“ทำไมตอนนั้นพี่ใหญ่ไม่ไปเรียนหนังสือ” เซี่ยเฉียวถามขึ้นมา “ไม่ว่าจะเป็นจอหงวนฝ่ายบุ๋นหรือฝ่ายบู๊ หากท่านเข้าเรียนอย่างเอาจริงเอาจังในสำนักศึกษาสักสองสามปีก็คงจะมีเส้นสายมากกว่านี้แล้วไม่ใช่หรือ”
เซี่ยผิงกั่งปีนี้อายุยี่สิบ ตระกูลเซี่ยย้ายมาเมืองหลวงเมื่อห้าหกปีที่แล้ว ในเวลานั้นเซี่ยผิงกั่งก็ยังสามารถไปเล่าเรียนได้อยู่ แต่เขากลับไปสอบศิลปะการต่อสู้ทันทีและได้ตำแหน่งจอหงวนฝ่ายบู๊
แต่การเป็นจอหงวนฝ่ายบู๊ไม่ได้ดีเท่าฝ่ายบุ๋น อนาคตก็ไม่แน่นอน
เซี่ยผิงกั่งหน้าแดงทันที
ก็ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเรื่องอะไรอยู่
เซี่ยเฉียวคาดเดาก่อนจะถามว่า “หรือว่าพี่ใหญ่ท่านเคยไปลองแล้ว พวกเขาไม่รับท่านหรือ”
“…” เซี่ยผิงกั่งรู้สึกว่าน้องสาวของเขาฉลาดเกินไปก็ใช่ว่าจะดี ไม่มีอะไรเป็นความลับเลย
“พี่ใหญ่ไม่ผ่านการประเมินขั้นพื้นฐาน?” เซี่ยเฉียวขมวดคิ้ว
ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ
แม้ว่านางจะไม่ได้กลับบ้านเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่นางก็รู้เรื่องในครอบครัวเป็นอย่างดี เซี่ยผิงกั่งเคยเรียนหนังสือมาก่อน
“หลังจากที่ข้ามาถึงเมืองหลวงก็มีเรื่องวิวาทกับคนอื่น ข้าก็กลายเป็นที่รู้จัก สำนักศึกษาก็เลยไม่รับเข้าเรียน” เซี่ยผิงกั่งเบือนหน้าหนีพูดออกมาโดยไม่คิดอะไรมาก
เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว เกรงว่าในตอนนี้หลายคนคงจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ
เซี่ยเฉียวมองเขาด้วยความประหลาดใจ “ไปต่อยตีใครมา”
“เป็นอาจารย์คนแรกในสำนักศึกษาหลวง ตอนนั้นคนผู้นี้พูดจารุนแรง เขารู้สึกว่าตระกูลเซี่ยไม่คู่ควรจะเป็นขุนนาง เพียงแต่ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นอาจารย์ หากข้ารู้… ”
เซี่ยผิงกั่งลังเลเล็กน้อย “ข้าคงจะลงมือหนักขึ้นหน่อย”
เซี่ยเฉียวเหลือบมองเซี่ยผิงกั่งอย่างเห็นใจ และเข้าใจสถานการณ์ของตระกูลเซี่ยในตอนนั้นอย่างลึกซึ้ง
การเป็นโจรมันผิดก็จริง แต่หากเขามีทางอื่นให้เดิน เขาจะเลือกเดินทางตันได้อย่างไร
อีกอย่าง ในยามที่พ่อของนางออกสังหารพวกคนเถื่อน กลับไม่มีใครพูดว่าพวกโจรไม่สามารถนำทหารออกรบได้ หลังจากสงครามจบลง เหตุใดจึงไม่อนุญาตให้ตระกูลเซี่ยได้รับรางวัลความดีความชอบบ้าง
“ทำได้ดี” เซี่ยเฉียวสนับสนุนการกระทำเขา
เซี่ยผิงกั่งได้ยินดังนั้นก็อารมณ์ดี
พอมีความสุขเขาก็ฉีกกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เพิ่งได้รับมาทิ้งไป
ขณะนั้นยังมีคนเฝ้ารออยู่ข้างนอก แต่จนมืดค่ำเซี่ยเฉียวก็ไม่ได้ออกมา
ไม่เพียงเท่านั้น เช้าวันรุ่งขึ้นเซี่ยผิงกั่งก็ยังเป็นคนพาเซี่ยเฉียวไปส่งที่สำนักศึกษาหลวงด้วยตัวเอง!
ตอนที่ 80 ไม่รู้จัก
สำนักศึกษาหลวงมีการจัดการเข้มงวดและไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามา แม้แต่องครักษ์ของรัชทายาทก็ไม่สามารถบุกเข้าไปได้โดยไม่มีหนังสือคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรจากองค์ชาย
แต่แน่นอนว่าหากต้องการพบนักเรียนด้านในก็ยังพอมีวิธีอยู่
เพียงแต่ต้องแจ้งให้ทราบชัดเจนถึงจุดประสงค์การมาและได้รับอนุญาตจากอาจารย์สักคนจึงจะได้
แต่สำหรับห้องเรียนของนักเรียนหญิง หากผู้ต้องการพบเป็นชายก็จะไม่ได้ง่ายขนาดนั้นแล้ว
องครักษ์หลายคนมองหน้ากันไปมา
ลังเลเตะถ่วงจนพากันกลับไป
“ดูท่าเซี่ยผิงกั่งคงจะคอยคุ้มครองแม่นางเซี่ยครึ่งเซียนอยู่ตลอดแน่ พวกเราน่าจะเข้าใกล้นางไม่ได้ในช่วงสองสามวันนี้…”
“ไม่สู้…พวกเราทูลองค์ชายดีกว่า…” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นด้วยความลำบากใจ
หากองค์ชายไปเชิญด้วยตัวเองก็จะสามารถพบนางในสำนักศึกษาได้
เพียงแต่ในฐานะที่เป็นองค์รักษ์ติดตามองค์ชาย แต่กลับต้องให้องค์ชายคุ้มครอง นี่เป็นเรื่องผิดกฎข้อห้าม
แม้ว่าพระองค์จะทรงมีเมตตา แต่ต่อไปนี้คงเป็นไปไม่ได้ที่ฉินจื้อจะติดตามอยู่ข้างกายองค์ชายได้อีกแล้ว มิฉะนั้นคนอื่นๆ ที่คิดจะแย่งชิงตำแหน่งคงไม่พอใจ
เทียบกับชีวิตน้อยๆ…
องครักษ์โจวเหลือบไปมองฉินจื้อที่นอนเหมือนคนใกล้ตายอยู่บนเตียง ก่อนจะถอนหายใจ “ข้าจะไปทูลเอง”
เขาแค่ทูลองค์ชายว่าฉินจื้อป่วย
องค์รักษ์ข้างกายองค์ชายมีมากมาย แค่จัดเวรข้ามเขาไปสองสามวันก็พอแล้ว
คงไม่ดีแน่ถ้าเขาทูลองค์ชายว่าเจ้าเด็กฉินจื้อนี้ไม่รู้ความ คิดสงสัยในสายพระเนตรของพระองค์ ไม่เชื่อในความสามารถของแม่นางเซี่ยครึ่งเซียน ดังนั้นตอนที่แม่นางเซี่ยอยู่ด้วยเขาจึงไม่ใส่ใจคำพูดของนาง?!
ทว่าตอนนี้…
องครักษ์โจวก็ได้มาอยู่ต่อหน้าจ้าวเสวียนจิ่งแล้ว
เขาคุกเข่าลงกับพื้นแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมด
“ต้องโทษข้าน้อยที่ไม่ได้คอยกำกับดูแลให้ดีและกระตุ้นเขา ตอนนี้อาการป่วยของเขา…ค่อนข้างหนัก ท่านหมอมาตรวจและให้เขากินยา แต่ก็ไม่ดีขึ้นเลย ระหว่างทางข้ายังแอบพาเขาไปหานักพรตสองสามรูป ทุกรูปบอกว่าเขาโดนของสกปรก ให้เขาดื่มน้ำมนต์จนเต็มท้องก็ยังไม่ได้ผล” องครักษ์โจวเอ่ย
จ้าวเสวียนจิ่งเหลือบมองเขา
“เจ้าหมายถึงระหว่างทางมานี้ เขามีชีวิตรอดอยู่ได้ด้วยของจากวัดสุ่ยเย่ว์น่ะหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้วเอ่ยถาม
“ขอรับ อาจารย์ของแม่นางเซี่ยให้กระดาษยันต์มาสิบกว่าใบให้เขาแปะติดตัวเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่เอากระดาษยันต์ออก ก็จะพบว่ามันไหม้” โจวเว่ยจงพยักหน้าทันที
จากนั้นเขาก็หยิบกระดาษยันต์ที่ถูกไฟไหม้ก่อนหน้านี้ออกมาให้จ้าวเสวียนจิ่งดู
ในหัวของเขานึกถึงใบหน้าที่ ‘อ่อนแอ’ ของเซี่ยเฉียว
เขาขมวดคิ้ว ผ่านไปครู่หนึ่งก็เกิดความรู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมาอีก
“บังเอิญวันนี้ข้าจะไปสำนักศึกษาหลวงพอดี ถือโอกาสนี้ไปเชิญนางดูเสียเลย เพียงแต่นางจะตอบรับหรือไม่ ข้าก็ไม่อาจรับประกันได้” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
โจวเว่ยจงตกตะลึงเล็กน้อย
ง่ายดายอย่างนี้เลยหรือ…
ผิดปกตินะนี่?
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามองค์ชายได้ตอบตกลงแล้ว อย่างนั้นชีวิตของฉินจื้อก็ยังคงรักษาไว้ได้ชั่วคราว
ในห้องชั้นใน เขาเปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมสีน้ำเงินอ่อน ซึ่งขอบแขนเสื้อปักลายใบไผ่สีเงิน และคาดเข็มขัดหยกตรงเอว ดูนุ่มนวลอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย
มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ดูดำสนิทดุจน้ำหมึก และเรียบนิ่งไร้แสงใดๆ
ที่สำนักศึกษา เซี่ยเฉียวกำลังถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย
“เราไม่เลี้ยงคนเกียจคร้านไว้ในเรือนคงกู่หรอกนะ หากเจ้าคิดจะมาที่นี่เพื่ออยู่ไปวันๆ ก็ไปที่เรือนไห่ถังโน่น ที่นั่นเงียบสงบ!”
“วันนี้เจ้าจะเรียนแค่ครึ่งวันเช้าแล้วก็ไปอีกหรือ งั้นต่อไปหากมีการสอบประเมินเจ้าจะไม่เป็นตัวถ่วงเรือนคงกู่ของพวกเราหรือ!”
“แม่นางเซี่ย พวกเรารู้ว่าเจ้าเพิ่งจะมาเข้าเรียนวัยนี้คงลำบากสำหรับเจ้าไม่น้อย แต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิทำให้พวกเราต้องลำบากไปด้วย ใช่หรือไม่”
“…”
เซี่ยเฉียวงุนงงเล็กน้อย “หมายความว่าอย่างไร”
“หมายความว่าอย่างไร!” มีหญิงสาวนางหนึ่งท่าทางโผงผาง
เซี่ยเฉียวจำนางได้ เพราะเมื่อวานนี้นางนินทาตนเองอยู่ข้างๆ เพียงแต่ไม่ได้รู้จักกัน