ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 89 ของเดิมพัน / ตอนที่ 90 พอพระทัย
[เล่มที่ 2] ตอนที่ 89 ของเดิมพัน / ตอนที่ 90 พอพระทัย
ตอนที่ 89 ของเดิมพัน
เมื่อเห็นความรุนแรงของเพลงกระบี่นี้ เซี่ยเฉียวก็รู้สึกราวกับตนเองกำลังกำราบวิญญาณที่คลั่งแค้น
ประมาณนั้น…
การกระทำแทนฟ้าดิน ทั้งการตัดสินและการประกาศ ล้วนแต่ต้องอาศัยกระบี่อาคมยาวสามฉื่อ[1] หากแม้แต่กระบี่ในมือก็ควบคุมไม่ได้ พวกผีวิญญาณคงได้กินนางไปแล้ว
แต่ไหนแต่ไรมาพลังของเซี่ยเฉียวนั้นไม่ค่อยแข็งแกร่ง วิชาที่นางเรียนกับโม่หลิงจื่อคือกระบี่สิบสาม ซึ่งเป็นตัวแทนของผังแปดทิศ[2]รวมกับธาตุทั้งห้า
แต่ผังแปดทิศและธาตุทั้งห้านี้สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสรรพสิ่งได้ ดังนั้นเวลานี้ทุกความเคลื่อนไหวของอาจารย์เหมือนกับจานกลมใหญ่จานหนึ่ง ยามที่นางขยับเคลื่อนไหวยังมีกฎเกณฑ์เป็นพิเศษอีกด้วย
วิชากระบี่ที่นางฝึกเป็นกระบี่แห่งจิตวิญญาณ ไม่ได้มีกระบวนท่าสังหารและมีความรุนแรง
โชคดีที่เพลงกระบี่ชมจันทร์นี้ ‘ไม่ได้’ ซับซ้อนเป็นพิเศษ
“เอาล่ะ พวกเจ้าฝึกกันเองสักพัก อีกหนึ่งเค่อ[3] จะเริ่มการทดสอบ” อาจารย์เหลือบมองไปยังเซี่ยเฉียว จากนั้นก็จากไปชั่วคราว
คนอื่นๆ ต่างก็รวมกลุ่มอยู่ด้วยกันเพื่อศึกษาจุดที่ตนเองยังไม่ชำนาญ
แต่เซี่ยเฉียวกำลังทบทวนลำดับการร่ายรำกระบี่ของอาจารย์เมื่อสักครู่ในใจ
นางมีกำลังน้อยนิดแค่นี้ จึงไม่คิดจะใช้ให้สิ้นเปลือง
เมื่อไม่จำเป็นต้องขยับนางจึงอยู่นิ่งๆ
“พวกเจ้าดูนางสิ ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างกับท่อนไม้ ตอนนี้นางต้องอึ้งไปแล้วแน่ๆ!” ในที่สุดซย่าหย่าอวิ๋นก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาแล้ว
ดูท่าทางโง่ๆ อย่างนั้น ยังคิดจะร่ายรำเพลงกระบี่ชมจันทร์?
ฝันไปเถอะ!
อีกหนึ่งเค่อถัดมาก็มีคนมาอีกไม่น้อย
นอกจากอาจารย์วิชากระบี่ของเรือนคงกู่แล้ว ก็มีอาจารย์ท่านอื่นๆ และยังมี…
เซี่ยเฉียวเหลือบไปมองใบหน้าชายคนนั้น จากนั้นสีหน้าก็สงบลง
“ในเมื่อฝ่าบาทบังเอิญเสด็จผ่านมา ก็ถือโอกาสนี้ดูเด็กๆ พวกนี้ฝึกกระบี่เสียเลยเป็นอย่างไรเพคะ หากพระองค์ทรงคิดว่าไม่แย่ พวกนางก็ถือว่าไม่เสียทีที่ฝึกฝนเพลงกระบี่นี้” ท่านอาจารย์พูดประจบประแจงเล็กน้อย
จ้าวเสวียนจิ่งกวาดสายตามองผ่านเซี่ยเฉียวไป
“ผู้ที่ยืนอยู่เข้าร่วมหมดเลยหรือ” เขาเอ่ยถามด้วยท่าทางสบายๆ
“เพคะ” ท่านอาจารย์ตอบ
จ้าวเสวียนจิ่งนิ่งงันไปเล็กน้อย จากนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ จึงได้ใช้มือซ้ายค้นหยกขาวชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วโยนลงบนโต๊ะที่มีถั่วเงินและเครื่องประดับศีรษะวางอยู่ และพูดสั้นๆ ว่า “ของเดิมพัน”
ทุกคนชะงักไปเล็กน้อย
หยกชิ้นนี้…
“หยกชิ้นนี้ของฝ่าบาทคือหนึ่งในสองสามชิ้นที่ผู้ดูแลสำนักศึกษามอบให้ท่านก่อนหน้านี้?” อาจารย์เองก็ตะลึงไปแล้ว
“อืม” จ้าวเสวียนจิ่งเพียงแค่นเสียงตอบหนึ่งหน
อาจารย์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองไปยังทุกคน ราวกับกลัวว่าจะมีใครบางคนไม่เข้าใจถึงความสำคัญของหยกชิ้นนี้ เขาจึงเอ่ยขึ้น “หยกนี้มีทั้งหมดสิบชิ้น ผู้ดูแลสำนักศึกษาได้มอบให้ฝ่าบาทไปสามชิ้น ขอแค่มีหยกนี้ก็จะสามารถเลือกใครก็ได้ในสำนักศึกษานี้มาเป็นอาจารย์หรือจะเลือกของสิ่งหนึ่งจากหอหนังสือก็ได้”
เมื่อพูดอย่างนี้เซี่ยเฉียวก็กระจ่างแล้ว
การกราบอาจารย์ที่ท่านอาจารย์หมายถึงก็คือการรับเป็นศิษย์ที่แท้จริง
ในสำนักศึกษาแห่งนี้มีผู้มีอำนาจมากมาย หากสามารถเป็นศิษย์ของหนึ่งในนั้นได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับมีบิดาแท้ๆ เพิ่มมาอีกหนึ่งคน
เส้นสายเบื้องหลังและชื่อเสียงความสามารถของอาจารย์ล้วนเป็นประโยชน์ต่อศิษย์
นอกจากนี้ในหอหนังสือยังมีหนังสือหายากและหนังสือต้นฉบับ ซึ่งมีค่าควรเมือง[4] เงินก็หาซื้อไม่ได้
สามารถเอาไปได้…
เซี่ยเฉียวรู้สึกมุ่งมั่นขึ้นมา นางอ่านจบแล้วค่อยนำหนังสือไปขายน่าจะได้เงินมาไม่น้อยทีเดียว
“เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ข้าเรียกชื่อใครขึ้นมาก็ให้ก้าวมาข้างหน้า” ท่านอาจารย์เอ่ย
พูดจบอาจารย์ก็เริ่มขานชื่อ
“หวาลี่หรง คนแรก”
“…”
พวกอาจารย์รวมถึงรัชทายาทต่างก็นั่งลงตรงที่ที่จัดเตรียมไว้ ด้านข้างยังมีคนคอยถือร่ม ราวกับกลัวว่าพวกเขาจะโดนแสงแดดแผดเผา ไม่นานจากนั้นก็มีของว่างมาส่งให้ด้วย
เซี่ยเฉียวไม่ได้กินมื้อเที่ยงมากมายอะไร ตอนนี้นางจึงรู้สึกน้ำลายสออยู่บ้าง
อีกอย่าง…
นางก็กำลังยืนอยู่ด้วย
ยืนนานๆ แข้งขาก็อ่อนแรง
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งเหนื่อย ใบหน้าเล็กๆ ขาวซีด อันที่จริงสำหรับนางแล้ว ตอนนี้นางนับว่าแข็งแรงมาก นางใช้แรงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่คนที่มองเห็นเซี่ยเฉียวกลับรู้สึกว่า…
น่ากลัวนางจะเป็นลม
ตอนที่ 90 พอพระทัย
ใบหน้าขาวนวลของเซี่ยเฉียวถูกแสงแดดยามบ่ายแผดเผาจนดูอ่อนแรงยิ่งกว่าเดิม
หากนั่งตากแดด ตอนนี้เซี่ยเฉียวคงรู้สึกสบายมากกว่านี้
แสงอาทิตย์ยามบ่ายค่อนข้างแรง
“ให้คนอื่นๆ นั่งลงดูเถอะ” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยปาก ก่อนจะเอ่ยเสริมขึ้นอีกเมื่อเหลือบมองของว่างที่อยู่ข้างหน้าเขา “ของว่างนี่ก็นำไปด้วยเถอะ”
พอรับสั่งออกมาเช่นนั้น พวกอาจารย์ที่อยู่ข้างๆ ต่างก็รู้สึกว่า…ช่างเข้าใจยาก
“วันนี้ทำไมฝ่าบาท…ทรง…” เมตตาอย่างนี้
“เจ้าคิดว่าที่ผ่านมาข้าไม่อ่อนโยนหรือ หรือว่าเมื่อก่อนข้าเคยกดข่มพวกลูกศิษย์?” จ้าวเสวียนจิ่งถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อได้ยินน้ำเสียงของเขา เซี่ยเฉียวรู้สึกราวกับว่าชายผู้นี้ได้เปลี่ยนบุคลิกนิสัยของเขาไปแล้วอย่างนั้น
ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ใกล้เมืองสือฝั่ง ท่าทีของคนผู้นี้ไม่ได้ดูเย็นชาขนาดนี้ กระทั่งว่ายังดูมีความเป็นมิตรไม่น้อย
“เปล่าพ่ะย่ะค่ะ” อาจารย์ที่อยู่ข้างๆ หนังตากระตุกแล้ว “ฝ่าบาททรงดูแลห่วงใยนักเรียนในสำนักศึกษามาโดยตลอด ทุกคนต่างก็รู้กันดีพ่ะย่ะค่ะ“
เมื่อพูดประโยคนี้จบ พวกอาจารย์ต่างก็พากันส่งเสียง ‘เฮอะ’ ขึ้นมาในใจ
ดูแลห่วงใย?
ใช่ เขาปฏิบัติต่อนักเรียนในสำนักศึกษาไม่เหมือนกับคนอื่นจริงๆ!
พระองค์เป็นองค์ชายรัชทายาท ทรงมีสติปัญญาดีตั้งแต่ยังเยาว์ มีพรสวรรค์และเฉลียวฉลาด จึงเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้อย่างมาก เพียงแต่ว่าชะตาองค์รัชทายาทมักจะโชคร้ายและมักจะเกิดอุบัติเหตุอยู่เสมอ เนื่องจากตอนที่เขาอยู่ที่สำนักศึกษามีอุบัติเหตุน้อยกว่า ดังนั้นองค์รัชทายาทจึงไม่ค่อยอยู่ในวังตะวันออก ทำให้สำนักศึกษาแห่งนี้แทบจะเป็นที่พำนักอีกแห่งของพระองค์ไปเสียแล้ว!
เช่นนี้พระองค์จึงเติบโตอย่างมั่นคงจนกระทั่งมีพระชนมายุสิบสองพรรษา
ช่วงก่อนหน้านั้นพระองค์ยังมีนิสัยอ่อนโยนและใจดีอีกด้วย
อย่างไรก็ตามในวันหนึ่งขณะที่ฮ่องเต้เสด็จออกล่าสัตว์ ก็มีเสือดุร้ายตัวหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหนพุ่งเข้ามา รัชทายาทยังทรงพระเยาว์ แต่พระองค์ก็ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อและเส้นเลือดที่แขนขวาของพระองค์จึงถูกทำลาย จากนั้นพระองค์จึงได้รับตำแหน่งให้คุ้มกันฮ่องเต้
มือขวายังคงดูปกติเหมือนคนธรรมดา แต่ไม่สามารถถือของหนักได้อีกต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น แค่เขาจับพู่กันก็สั่นแล้ว
นับเป็นคนพิการคนหนึ่งอย่างแท้จริง
ตั้งแต่นั้นมารัชทายาทก็หม่นหมองลงเล็กน้อย อาจารย์ที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก็ถูกพระองค์ปิดกั้น
คนที่เคยถูกรัชทายาทโบยตีในสำนักศึกษานี้ก็มีไม่น้อย
ก่อนหน้านี้รัชทายาทก็เคยชมการแสดงของนักเรียนมามาก แต่พระองค์ไม่เคยเห็นใจคนที่ยืนอยู่มาก่อน
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกครั้งที่ทรงประเมินก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะผ่าน และส่วนใหญ่คือ โง่ งี่เง่า ไร้ค่า พอรับได้ ไม่แย่ เป็นต้น…
แม้ว่าพระองค์จะพูดความจริง แต่คำพูดเหล่านี้ทำร้ายศักดิ์ศรีของผู้อื่น
แต่เพราะสถานะของพระองค์ พวกเขาจึงไม่กล้าตำหนิ
พวกอาจารย์ต่างก็คิดอะไรมากมายอยู่ในใจ
หรือว่าในเรือนคงกู่นี้มีเด็กสาวที่องค์รัชทายาททรงพอพระทัยอยู่
เมื่อเกิดความคิดอย่างนั้น แต่ละคนต่างก็พากันส่ายศีรษะปฏิเสธในใจให้วุ่นวาย ตั้งแต่พระองค์พระชนมายุครบสิบสาม ฮ่องเต้ทรงเลือกนางสนมให้พระองค์ แต่ก็ไม่มีผู้ใดประสบความสำเร็จ
ฮ่องเต้ทรงโปรดพระโอรสองค์นี้ ดังนั้นเรื่องเล็กน้อยทั้งหมดจึงยอมตามใจเขา
เดิมทีรัชทายาทที่มือพิการผู้นี้ควรถูกปลดไปนานแล้ว แต่พวกที่ถวายฎีกาเรื่องปลดรัชทายาทเมื่อตอนนั้นต่างก็อยู่ในหลุมศพนานแล้ว
พวกอาจารย์คิดกันอีก
ไม่นานมานี้…รัชทายาทจัดการเรื่องใหญ่สำเร็จ บางทีพระองค์อาจจะอารมณ์ดีก็ได้
ไม่ผิดแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น พวกอาจารย์จึงพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ในสนามฝึกมีแท่นที่ยกขึ้นโดดเด่นเป็นพิเศษ เวลานี้เด็กสาวจำนวนหนึ่งแสดงจบแล้ว
ทุกครั้งที่มีการแสดง เซี่ยเฉียวจะสามารถจดจำกระบวนท่าได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
“คนต่อไป ซย่าหย่าอวิ๋น” อาจารย์กล่าวเป็นขั้นเป็นตอนโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
ซย่าหย่าอวิ๋นเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ราวกับจะเหยียบเมฆ ก่อนจะขึ้นแท่นเวทีไปยังกลอกตาใส่เซี่ยเฉียวไปหนึ่งที
หลังจากที่ขึ้นไปแล้ว นางก็ถือกระบี่ยาวไว้ในมือแล้วตวัดขึ้น
การเคลื่อนไหวของนางถือว่าราบรื่น โดยมีอาการสะดุดเล็กน้อยช่วงกลางๆ เมื่อเทียบกับคนแรกๆ การแสดงนี้ถือว่าเหนือกว่าค่าเฉลี่ยอยู่บ้าง
——————————-
[1] ฉื่อ หน่วยวัดความยาวของจีน ในสมัยซ่ง หนึ่งฉื่อเท่ากับ 27.68 ซม. สามฉื่อในที่นี่จึงยาวประมาณ 3 ฟุต
[2] ผังแปดทิศ แผนผังสัญลักษณ์แห่งจักรวาลในลัทธิเต๋า
[3] เค่อ หน่วยวัดระยะเวลา หนึ่งเค่อเท่ากับสิบห้านาที
[4] ค่าควรเมือง มีค่ามาก