ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 97 ไม่ได้หลอกหลวงเจ้า / ตอนที่ 98 ท้าทายข้า
ตอนที่ 97 ไม่ได้หลอกหลวงเจ้า / ตอนที่ 98 ท้าทายข้า
ตอนที่ 97 ไม่ได้หลอกหลวงเจ้า
เซี่ยเฉียวไม่ได้รีบร้อนก้าวเดิน นางเดินไปพลางพักไปพลางอย่างเชื่องช้า จากห้องด้านข้างนี้ไปยังเรือนตะวันออกขององค์รัชทายาท
แม้ระยะทางไม่ได้ไกลมาก แต่นางใช้เวลาเดินมากกว่าหนึ่งชั่วยาม
ส่วนจ้าวเสวียนจิ่งนั้นรออยู่ที่นั่นนานแล้ว
“แน่ใจนะว่าแม่นางเซี่ยได้สติแล้ว?” จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้วเอ่ยถาม
“ฟื้นตั้งนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ…” องครักษ์โจวเองก็งุนงงสงสัยเล็กน้อย รับสั่งขององค์รัชทายาทน่าจะได้รับการถ่ายทอดไปแล้ว แต่ทำไมนางยังไม่มาล่ะ
ใบหน้ารัชทายาทเผยแววเย็นชา เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็สาวเท้าเดินออกไป
เซี่ยเฉียวกำลังเดินอยู่ในป่าไผ่
ช่างเป็นป่าที่ใหญ่อะไรอย่างนี้
มืดครึ้มรำไร ได้ยินเสียงลมเบาๆ พัดมา ฟิ้วๆ ทันใดนั้นก็มีเงาบินผ่านหน้าเซี่ยเฉียวไป
เซี่ยเฉียวปิดตาลงแล้วพ่นลมหายใจออก
คาดว่าสำนักศึกษาที่มีพื้นที่ใหญ่โตขนาดนี้ คงมีเพียงป่าไผ่แห่งนี้เท่านั้นที่มีภูตผีวิญญาณ
มันน่า…หงุดหงิดจริงๆ
หากนางรู้แต่แรกก็คงไม่มา
รำคาญใจ
วันนี้นางไม่มีเรี่ยวแรงมากพอจะปราบพวกวิญญาณแล้ว จึงแปะยันต์ลงบนร่างกายเสียเลย
ยันต์ที่มีความซับซ้อนเดิมทีไม่ควรนำมาใช้พร่ำเพรื่อ ถึงอย่างไรการเขียนยันต์ก็ไม่ใช่ง่ายๆ
เมื่อเซี่ยเฉียวแปะยันต์ไว้แล้ว นางจึงสามารถเห็นวิญญาณได้ แต่พวกนั้นจะไม่กล้าเข้าใกล้นาง ทำให้นางเดินไปได้อย่างสะดวก
ใบไผ่สั่นไหวราวกับวิญญาณน้อยๆ ปรบมือ
เจ้าปรบที ข้าปรบที เด็กน้อยนับไม่ถ้วนเล่นด้วยกัน
เซี่ยเฉียวเดินไปอย่างมึนงง
“แม่นางเซี่ย” สักพักก็มีเสียงผู้ชายดังขึ้นจากด้านหน้า
เป็นน้ำเสียงที่คุ้นเคย เซี่ยเฉียวไม่จำเป็นต้องเงยหน้ามองก็รู้ได้ว่าเป็นองค์รัชทายาท นางจึงทำความเคารพตามแบบอย่างของสำนักศึกษา จากนั้นจึงเอ่ย “เซี่ยเฉียวมาพบเพื่อขอบพระทัยฝ่าบาท”
เมื่ออยู่ในสำนักศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องการเรียกชื่อมากเกินไป
หากเป็นยามที่รัชทายาทกำลังเรียนหนังสือ เซี่ยเฉียวก็อาจจะแค่เรียกชื่อเขา ซึ่งก็ไม่ถือว่าผิดกฎแต่อย่างใด
จ้าวเสวียนจิ่งเห็นนางเอาแต่ก้มหน้าก็เอ่ยถาม “ร่างกายแม่นางเซี่ยเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
“ก็ดีเพคะ” เซี่ยเฉียวพูดอย่างไม่ใส่ใจ
องครักษ์โจวหนังตาเต้นกระตุกแล้ว คำพูดของแม่นางผู้นี้น้อยไปหน่อยหรือเปล่า
การพูดคุยกับนางช่างทำให้รู้สึกหนาวเหน็บจริงๆ!
“วันนี้ที่ข้าเชิญแม่นางเซี่ยมาพบ หลักๆ แล้วก็เพราะมีเรื่องหนึ่ง” จ้าวเสวียนจิ่งกลับพูดตรงๆ “ก่อนหน้านี้แม่นางเซี่ยเคยทำนายชะตาให้ลูกน้องของข้าคนหนึ่ง ดูเหมือนว่ารอบกายเขามีสิ่งสกปรกอะไรใช่หรือไม่ ไม่ทราบว่าแม่นางเซี่ยจะไปพบเขาสักครั้งได้หรือไม่”
เซี่ยเฉียวได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ “คนคนนั้นยังไม่ตายอีกหรือ”
องครักษ์โจวหนังตากระตุกทันที
จ้าวเสวียนจิ่งเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
มนุษย์บนโลกใบนี้แม้ไม่ใช่คนดีก็จะต้องแสดงความดีออกมาบ้าง
แต่เซี่ยเฉียวผู้นี้กลับบอกเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า ตอนนั้นนางรู้อยู่แล้วฉินจื้อจะต้องตาย แต่นางก็ไม่คิดจะยุ่ง?
“เขายังอยู่เพราะได้ยันต์ดีจากท่านอาจารย์ของแม่นางเซี่ยมา จึงรักษาชีวิตเอาไว้ได้จนทุกวันนี้ แต่ก็ป่วยอาการร่อแร่ใกล้ตาย หากยังหายามารักษาไม่ได้ ก็คงจะได้พบยมบาลเร็วๆ นี้” จ้าวเสวียนจิ่งอธิบาย
เซี่ยเฉียวพยักหน้า “ที่แท้ก็เป็นท่านอาจารย์ มิน่าล่ะ เขาคงจ่ายไปไม่น้อยสินะ?”
องครักษ์โจวเบิกตาโตจ้องมองนาง
แม่นางผู้นี้กล้าพูดไปหมดทุกอย่าง
“แม่นางเซี่ย ตอนนั้น…พวกเราจ่ายเงินไปมากจริงๆ” องครักษ์โจวพูดอย่างจนใจ
ล้วนเป็นเงินของเขาทั้งนั้น!
โม่หลิงจื่อนั่นคิดค่าตัวมากกว่าลูกศิษย์ตั้งเยอะ! เพื่อยันต์สิบกว่าแผ่นเขาต้องจ่ายไปมากกว่าร้อยตำลึง ตอนนั้นแม่นางเซี่ยครึ่งเซียนต้องการแค่เหรียญทองแดงไม่กี่อีแปะ[1] ต่อยันต์หนึ่งแผ่นเท่านั้น!
“ยันต์ที่จะพอคุ้มกันเขามาได้จนบัดนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ แต่เห็นพวกท่านซื้อหามาไม่น้อย ของของท่านอาจารย์ก็คงจะมีน้อยลง การเขียนยันต์ต้องใช้พลังมาก การที่เรียกร้องเงินจากท่านมากขนาดนั้น แท้จริงแล้ว…ก็ไม่ใช่ว่าจะหลอกลวงอะไร” เซี่ยเฉียวเอ่ยเนิบช้า
นางพยายามทำให้น้ำเสียงของตัวเองดูไม่เหมือนกินปูนร้อนท้องอย่างที่สุด
“มิกล้า” องครักษ์โจวรีบเอ่ยทันที “แม่นางเซี่ยและท่านปรมาจารย์ช่วยชีวิตฉินจื้อไว้ ข้ารู้สึกขอบคุณยิ่ง”
“ก่อนหน้านี้คนที่ส่งกระดาษน้อยให้ข้าก็คือพวกท่านหรือ ข้าจำได้ว่าเขียนเอาไว้ว่า…ไป่จิน[2] ขอให้ช่วยชีวิต?” เซี่ยเฉียวเงยหน้าขึ้นมององครักษ์โจวด้วยแววตาแจ่มใสและเอ่ยถาม
ตอนที่ 98 ท้าทายข้า
เซี่ยเฉียวคิดไปคิดมา คนที่จะตามหานางแล้วขอให้ช่วยชีวิตมีไม่มาก ในเมื่อฉินจื้อยังไม่ตาย ก็คงจะเป็นเขานี่ล่ะ
องครักษ์โจวพยักหน้า สุดท้ายก็เป็นอย่างที่นางคิดจริงๆ
“ผู้ปกครองของแม่นางเซี่ยเข้มงวด ข้าจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปรบกวน ก็เลยส่งจดหมายเข้าไป เพียงแต่รออย่างไรก็ไม่พบแม่นางเซี่ยออกมา” องครักษ์โจวเอ่ย
จ้าวเสวียนจิ่งเหลือบมองโจวเว่ยจง
ยังมีเรื่องที่เขาไม่รู้อีกสินะ
เซี่ยเฉียวยิ้มอ่อนๆ “เป็นพวกท่านก็ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้งานนี้ถือว่าข้ารับแล้ว ไม่ทราบว่าท่านจะวางมัดจำเมื่อไรล่ะ”
เซี่ยเฉียวปฏิบัติต่อแขกด้วยความอ่อนโยน
“รับ รับแล้ว?!” องครักษ์โจวตื่นเต้นด้วยความยินดี “ขอบคุณแม่นางเซี่ย! เงิน เงินมัดจำ…เท่าไรหรือ”
“ปกติแล้วต้องวางมัดจำครึ่งหนึ่ง หากระหว่างนั้นมีค่าใช้จ่ายอะไรอื่นอีกถือเป็นหน้าที่ของพวกท่าน เมื่องานเสร็จแล้วก็ค่อยจ่ายอีกครึ่งที่เหลือ” เซี่ยเฉียวเอ่ยยิ้มๆ
ค่าตอบแทนอย่างงาม…
นี่ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่แล้ว
เมื่อมีเงินทองจำนวนมาก นางก็สามารถซื้อยาบำรุงได้แล้ว
เมื่อคิดได้อย่างนี้ใบหน้าของเซี่ยเฉียวก็แดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อยทันที
โจวเว่ยจงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วน้อยๆ
เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของเขา เซี่ยเฉียวก็มองเขาด้วยความงุนงง “หรือที่พวกท่านบอกว่ามีค่าตอบแทนอย่างงามล้วนเป็นเรื่องโกหก?”
“หากเป็นวิญญาณแค้นธรรมดา ข้าก็อาจจะรับโดยไม่คิดเงิน แต่พี่น้องของพวกท่านเป็นคนทำตัวเองทั้งนั้น เขาติดค้างผู้อื่น หากโดนวิญญาณแค้นเอาชีวิตย่อมเป็นเรื่องสมควรแล้ว” เซี่ยเฉียวนิ่วหน้า “ฝ่าบาทคงไม่บังคับให้ข้าไปจับวิญญาณหรอกกระมัง”
จ้าวเสวียนจิ่งแผ่รังสีที่ชวนให้คนไม่กล้าเข้าใกล้
พูดกันตามตรง องค์ชายท่านนี้หน้าตาไม่เลว
สีผิวของเขาไม่ได้ขาวจัด แต่เป็นสีของข้าวสาลีที่ดูสุขภาพดี รูปร่างเพรียว เปี่ยมพลัง ในสายตานางคือโหงวเฮ้งที่ดีมาก
ก่อนหน้านี้ที่เมืองสือฝั่งเขายังมีเคราะห์ จึงมีโหงวเฮ้งที่หม่นหมองไม่สดใส แต่ตอนนี้กลับดูแจ่มใสขึ้นมากทีเดียว
กิริยาสูงส่งราวกับหยกโบราณพันปี เมื่อได้เห็นย่อมไม่มีทางลืมเลือน
แม้จะไม่คำนึงถึงโหงวเฮ้ง รัชทายาทที่มีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ก็เหมือนก้อนเงินก้อนทองที่ดึงดูดใจผู้คน หากเป็นไปได้ก็ควรจะกอดไว้แนบอกจึงจะสบายใจ
แน่นอนว่าเซี่ยเฉียวก็ไม่กล้าคิดอะไรเหลวไหล
เขาเป็นรัชทายาท ไม่ใช่คนที่จะหลอกพากลับไปบ้านเพื่อให้กำเนิดลูกได้
เซี่ยเฉียวลอบถอนหายใจ
“คนที่ขอร้องให้ช่วยมิใช่ข้า ดังนั้นเงินนี่ข้าก็ไม่ใช่คนที่ต้องจ่าย หากพวกเขาจ่ายไม่ไหว แม่นางเซี่ยก็คิดเอาเองแล้วกันว่าจะจัดการอย่างไร” น้ำเสียงจ้าวเสวียนจิ่งแปลกแยก เขายืนอยู่ตรงไหนก็เหมือนต้นสนที่เขียวชอุ่มตลอดปี สูงส่งไปด้วยคุณธรรมตั้งมั่นไม่แปรเปลี่ยน
เซี่ยเฉียวได้ยินมาว่ารัชทายาทเป็นที่โปรดปรานมาก
หากนางเป็นฮ่องเต้ก็คงจะโปรดปรานเขา ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก เพราะเขาหน้าตาดีน่ะ
“มี ข้ามีทองอยู่ เพียงแต่ต้องรวบรวมเท่านั้น ขอให้แม่นางเซี่ยเฉียวช่วยรักษาคนก่อนได้หรือไม่ แล้วข้าค่อยจ่ายเงิน รับประกันว่าจะจ่ายให้ครบได้ไม่เกินสามวัน” โจวเว่ยจงรีบเอ่ย
“องครักษ์ติดตามรัชทายาทก็น่าจะมาจากตระกูลชนชั้นสูงใช่หรือไม่” เซี่ยเฉียวถามขึ้นช้าๆ
โจวเหวยจงยิ้มอย่างจนปัญญา “ใช่ แต่พวกเราอายุตั้งขนาดนี้แล้วคงไม่ดีหากจะขอเงินจากทางบ้าน”
ก็ถูก
เซี่ยเฉียวพยักหน้า
“หากฝ่าบาทรับประกันให้ อย่างนั้นก็กำหนดจ่ายในสามวัน” เซี่ยเฉียวชูสามนิ้ว
“ถ้าหากว่าข้าไม่รับรองให้ ท่านก็จะไม่ช่วยอย่างนั้นหรือ ช่วยชีวิตคนดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นอีกนะแม่นางเซี่ย” จ้าวเสวียนจิ่งเลิกคิ้วสูง กล่าวอย่างวางตัว
“ฝ่าบาท ข้าคิดว่า…” เซี่ยเฉียวเคร่งขรึมจริงจังอย่างยิ่ง “ท่านไปอ่านหนังสือให้มากๆ หน่อยเสียดีกว่า”
“…” จ้าวเสวียนจิ่งนิ่งงันไปแล้ว
“ท่านพูดภาษาทางพุทธต่อหน้าผู้เผยแพร่ลัทธิเต๋า มิใช่ว่าท่านกำลังท้าทายข้า…อาจารย์อยู่หรือ” เซี่ยเฉียวช้อนสายตามองเขา “ประโยคนั้นของท่านมาจากพระมหาปิฎกไทโช”
————-
[1] อีแปะ เหรียญตะกั่วโบราณมีตราจีน ใช้คล้ายเหรียญสตางค์
[2] ไป่จิน หนึ่งร้อยทองคำ