ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 99 แล้วแต่ศรัทธา / ตอนที่ 100 ไม่อยากแตะต้อง
ตอนที่ 99 แล้วแต่ศรัทธา / ตอนที่ 100 ไม่อยากแตะต้อง
ตอนที่ 99 แล้วแต่ศรัทธา
อันที่จริงแล้วไม่ว่าเรื่องอะไรเซี่ยเฉียวก็พอรู้มาบ้างนิดหน่อย นับประสาอะไรกับศาสนาพุทธ ก็แค่คำพูดขายตรงของศาสนาดอกบัว นางย่อมรู้บ้างอยู่แล้ว
“ข้ารู้เขารู้เรา แต่ท่านรู้ทั้งรู้ก็ยังละเมิด เจตนาต่างกัน” เซี่ยเฉียวเอ่ยพึมพำช้าๆ “หากท่านไม่รับรอง ข้าก็จะไม่ช่วยคนคนนี้แน่นอน พวกท่านนึกว่าการเปิดแท่นบูชาทำพิธีง่ายนักหรือ อันที่จริงมันเปลืองพลังมาก หากไม่ระวังนิดเดียวชีวิตน้อยๆ ของข้านี้ก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย”
จ้าวเสวียนจิ่งมีสีหน้าแข็งกระด้างขึ้นมาทันที “ร่างกายไม่ดียังทำมาหากินขนาดนี้ ข้ากลับรู้สึกว่าท่านรนหาที่ตาย”
เซี่ยเฉียวแค่นเสียงออกมาหนึ่งที
เมื่อคิดถึงตอนที่เขามา ‘ขอร้อง’ นางในตอนนั้น เขาไม่ได้มีท่าทีแบบนี้
ตอนนั้นปากก็เอาแต่เรียกแม่นางเซี่ยไม่หยุด แม้แต่ใบหน้าก็ก้มลงแทบจะฝังลงดินไปแล้ว!
“หากจะพูดเรื่องรนหาที่ตาย ข้าก็สู้ท่านไม่ได้หรอกฝ่าบาท” เซี่ยเฉียวก้มหน้า น้ำเสียงนางราวกับลอยลมผ่านไป
องครักษ์โจวร่างกายตึงเครียดขึ้นมาทันที
อย่านะ!
อย่าทะเลาะกันเชียวนะ?!
ที่บ้านยังมีคนที่กำลังรอให้ช่วยชีวิต หากพวกเขามาทะเลาะกันตอนนี้ คนที่เสียหายจะเป็นชีวิตเล็กๆ อีกชีวิตหนึ่ง!
“หมายความว่าอย่างไร” จ้าวเสวียนจิ่งท่าทางเย็นชากดดัน
เซี่ยเฉียวเองก็ไม่ได้ปิดบัง นางชี้ไปที่ป่าไผ่ด้านข้าง “ก็พวกนี้แหละ มันไม่เหมาะกับท่าน หากท่านอยู่ไปนานๆ จะไม่ดีต่อสุขภาพ”
เซี่ยเฉียวเงยหน้าขึ้นยิ้มหลังจากพูดจบ
รอยยิ้มอ่อนโยนแต่ก็ยั่วเย้าเล็กน้อยราวกับนางต้องการแสดงออกว่าตนเองจิตใจดีเพียงใด “ฝ่าบาทเป็นผู้ค้ำประกัน หากเขาหาทองมาให้มิได้ ฝ่าบาทจะต้องจ่ายแทน หากเป็นเช่นนั้นข้าก็จะวาดผังที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจท่านให้ แล้วท่านค่อยให้คนมาปลูกดอกไม้ปลูกต้นไม้ตามผังของข้า ข้ารับรองว่าฝ่าบาทจะต้องเปี่ยมไปด้วยพลังกระฉับกระเฉงดั่งเสือผงาดมังกรผยอง…”
เซี่ยเฉียวหยุดเมื่อพูดถึงตรงนี้
นางมักจะพูดช้าๆ เสมอมา น้อยครั้งนักที่จะพูดได้คล่องขนาดนี้ จึงพลั้งปากไปชั่วขณะและเผลอใช้คำผิดไปแล้ว
แต่ถึงอย่างไร…
นางก็มีเหตุผล
เซี่ยเฉียวแอบเหลือบมองเรือนร่างของจ้าวเสวียนจิ่ง
จ้าวเสวียนจิ่งจุกขึ้นมาทันที จู่ๆ ก็รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกเล็กน้อย อะไรคือ “เปี่ยมไปด้วยพลังกระฉับกระเฉงดั่งเสือผงาดมังกรผยอง” ราวกับว่าตอนนี้เขาไม่ได้เป็นอย่างนั้น!
“คำพูดนี้ของแม่นางเซี่ยช่างใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ” จ้าวเสวียนจิ่งคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ทำให้ท่านขบขันแล้ว พอดีข้าโตมาในวัด ไม่ค่อยรู้เรื่องราวโลกภายนอกมากนัก…” เซี่ยเฉียวยิ้มกระอักกระอ่วน
ในวัดมีผู้ชายแค่ไม่กี่คน
ท่านอาจารย์ของนางก็เป็นชายชราขี้เมาทั้งยังประพฤติผิดทางวาจา นอกจากการสอนประจำวันก็ไม่พูดอะไรอื่นแล้ว อีกอย่างนางมีสายตาแหลมคม ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ก้มหน้าก้มตาได้นางก็ทำ แล้วเวลานางทำสมาธิสิ่งที่นางได้เห็นก็มีแต่ชายกระโปรงเท่านั้น
สิบหกปีแล้ว!
ราวกับนางเป็นนักบวชแล้วจริงๆ นางไม่เคยมีความปรารถนาทางโลกเลยแม้แต่น้อย นางรู้ตัวดีว่านางคู่ควรกับชายชราแล้ว และตอนนี้นางก็แค่มองดูอะไรสวยๆ งามๆ หน่อยเท่านั้น ช่างน่าน้อยใจนัก
ทั้งที่นางถ่อมตน แต่จ้าวเสวียนจิ่งมักรู้สึกว่าคำพูดของนางมีความหมายอย่างอื่น
เขาหันหน้าไปด้านข้างมองป่าไผ่ที่มืดครึ้มรำไร “แม่นางเซี่ยช่วยข้าปรับปรุงป่าไผ่นี่ ยังต้องการค่าตอบแทนหรือไม่”
“เรื่องนี้…แล้วแต่ศรัทธาก็แล้วกัน ข้าไม่บังคับ” เซี่ยเฉียวสีหน้าจริงจัง “แต่ว่าการทำนายชะตาเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล มิฉะนั้นหากท่านติดค้างมากเกินไปก็อาจจะเกิดปัญหาได้ ดังนั้นข้าแนะนำให้..จ่ายมาสักนิด”
จ่ายสักนิดหรือ
จ้าวเสวียนจิ่งมุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “ตกลง”
เซี่ยเฉียวพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
นางสามารถขยายกิจการได้ ถือเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว
แต่ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้อยากได้เงินของรัชทายาท ที่สำคัญคืออยากให้เขาค้ำประกันให้เท่านั้น
ชั้นเรียนในตอนบ่ายยังมีวิชาขี่ม้า แต่เซี่ยเฉียวเป็นลม ดังนั้นวิชานี้นางย่อมไม่ได้เข้าเรียน ตอนนี้นางจึงนั่งอยู่ในรถม้าเตรียมตัวเดินทางไปยังสถานที่ที่องครักษ์โจวให้ที่อยู่ไว้
สถานที่นั้นอยู่ถัดจากถนนที่ตั้งบ้านของตระกูลเซี่ยออกไปสองสาย เป็นเรือนหลังไม่เล็กไม่ใหญ่
องครักษ์โจวเดินทางมาถึงก่อนแล้ว เขารออยู่ที่ประตูพร้อมกับพี่น้องอีกหลายคน
เมื่อเห็นเซี่ยเฉียวพวกเขาทั้งหมดก็ยิ้มอย่างประจบสอพลอ ถึงกับทำให้นางรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที
ตอนที่ 100 ไม่อยากแตะต้อง
คนอื่นทำประจบสอพลอต่างก็ดูเป็นธรรมชาติ แต่องรักษ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวกตรงไปตรงมาและมีสีหน้าเย็นชาแข็งกระด้าง
เมื่อพวกเขายิ้มขึ้นมาในเวลานี้จึงน่าเกลียดเสียยิ่งกว่าร้องไห้ ทั้งหน้าดูบูดเบี้ยวไปหมด
ในสายตาของเซี่ยเฉียว เหมือนเป็นการจงใจสร้างภาพ ราวกับถูกผีสิงอย่างกะทันหัน อาการป่วยกำเริบขึ้นมา รู้สึกป่วยในชั่วพริบตาเดียว
“พวกเจ้าห้ามยิ้ม” เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วเล็กน้อย
พวกโจวเว่ยจงหุบยิ้มในพริบตา “หรือว่าแม่นางครึ่งเซียนมองอะไรออก หรือวิญญาณที่ตายอย่างอยุติธรรมนี้ยังมีความชอบแปลกๆ ด้วย”
เมื่อคิดเช่นนี้ ในหมู่พวกเขาฉินจื้อนับว่าเป็นคนที่แข็งแรงสดใสที่สุดแล้ว…
“ไม่ใช่หรอก เวลาพวกเจ้ายิ้มแล้วน่าเกลียดน่ะ ไม่เข้ากับโครงหน้า ยิ้มนานๆ ก็จะมีริ้วรอย เมื่อมีริ้วรอยแล้วโหงวเฮ้งก็เปลี่ยน” เซี่ยเฉียวถอนหายใจอย่างจริงจัง
โจวเว่ยจงหนังตาเต้นกระตุกทันที
ถ้าหากนางไม่ใช่คนที่เขาเชิญมาเอง เขาก็สงสัยว่าตัวเองจะเจอคนหลอกหลวงเข้าให้แล้ว
พล่ามเก่งจริงๆ
“แม่นางเซี่ยครึ่งเซียน มีอะไรตามตอแยฉินจื้ออยู่จริงหรือ” โจวเว่ยจงเอ่ยถาม
คนอื่นๆ ก็มองนางอย่างสงสัยใคร่รู้
ก่อนหน้านี้ที่วัดสุ่ยเย่ว์โม่หลิงจื่อก็พูดว่ามีบางอย่างสกปรกอยู่ข้างกายฉินจื้อ พวกเขามองไม่เห็น ดังนั้นเรื่องนี้พวกเขาจึงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
แต่นี่มันก็นานมากแล้ว พวกหมอที่ไปหาก็บอกอะไรไม่ได้ มีแต่งุนงงที่รักษาอย่างไรก็ไม่หาย พวกเขาจึงเริ่มสนใจคำพูดของโม่หลิงจื่อขึ้นมาแล้ว
เวลานี้เซี่ยเฉียวจึงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “ใช่แล้ว มีวิญญาณน้ำตนหนึ่ง”
“แต่ฉินจื้อก็เป็นคนดี เขาไปได้ของพวกนี้มาได้อย่างไร อีกอย่างเมื่อครู่นี้แม่นางเซี่ยก็พูดว่าหากเขาตายไปก็สมควรแล้ว คำพูดนี้ข้าก็ไม่อาจคล้อยตามท่านได้ง่ายๆ เพราะฉินจื้อไม่เคยทำเรื่องน่าละอายอะไร” โจวเว่ยจงรีบเอ่ย
เซี่ยเฉียวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “เขาเคยทำอะไรหรือไม่เคยทำอะไรมาก่อน เจ้าจะรู้ได้อย่างไร เจ้าเป็นแมลงในท้องเขาหรือ”
“…” มุมปากโจวเว่ยจงกระตุกทันที
เขาเป็นพี่น้องของข้านะ?
ขณะที่พูด ทั้งกลุ่มก็เดินมาถึงห้องนอน
ก่อนจะมาที่นี่เซี่ยเฉียวได้กลับไปที่บ้านตระกูลเซี่ยเพื่อนำตะกร้าไม้ไผ่และต้าสยงมาด้วยแล้ว
หลังจากที่ไก่โต้งตัวนี้เข้าไปในห้อง ขนของมันก็พองตัวขึ้นทันที มันกวาดมองพวกเขาจนรู้สึกเย็นกระดูกสันหลังไปหมด
“แม่นางเซี่ย…” น้ำเสียงโจวเว่ยจงแข็งทื่อไปแล้วเล็กน้อย
พวกเขาเป็นผู้ชายตัวโตๆ เดิมทีพวกเขาจึงไม่ควรกลัวอะไรทั้งนั้น
แต่พวกวิญญาณต่างจากคนชั่ว ของพวกนี้เขามองไม่เห็น ดังนั้นจึงรู้สึกกลัว!
สายตาเซี่ยเฉียวมองอยู่ทางด้านบนม่านคลุมเตียง
ที่ตรงนั้นมีผู้ชายตัวใหญ่บึกบึนดูทรงพลังอยู่
อยู่ข้างบนคอยดูดกินปราณมนุษย์ จากนั้นก็ลอยลงมากะทันหัน ลอยไปมาข้างหูคนอื่นๆ ราวกับลมเย็นๆ ที่แฝงความชั่วร้าย
พึ่บพั่บ…
จู่ๆ ต้าสยงก็กระพือปีกขึ้นมาสองครั้ง
วิญญาณน้ำกำลังจะผ่านข้างกายเซี่ยเฉียวไป จึงถูกพัดกลับไปทันที
จากนั้นทุกคนก็เห็นว่าม่านแกว่งไปมาสองครั้ง พวกเขาต่างก็พากันกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
เซี่ยเฉียวย่อตัวลงเพื่อค้นหาของในตะกร้าไม้ไผ่
นางค้นอยู่สักพักก็พบกระดาษยันต์ปึกหนึ่ง จากนั้นก็พลิกดูกระดาษยันต์ จนในที่สุดก็เลือกออกมาหนึ่งแผ่น แล้วส่งให้โจวเว่ยจง “เจ้าเอาไปติดไว้บนหน้าอกของฉินจื้อ”
“ทำไมท่านไม่ไปติดเองเล่า” โจวเว่ยจงเอ่ยตามสัญชาตญาณ
“องครักษ์โจว…เจ้าคงยังไม่ได้แต่งภรรยาสินะ” เซี่ยเฉียวมองเขาด้วยสายตาซับซ้อน “ฉินจื้อเป็นผู้ชาย ข้าไม่อยากแตะต้องเขา”
นี่เป็นข้ออ้าง
วิญญาณแค้นที่ขี่อยู่บนคอฉินจื้อนั้นมีพลังหยินแรงเกินไป นางต้องการอยู่ห่างๆ ไว้
โจวเว่ยจงพลังหยางแรงกล้า หากให้เขาไปทำแล้วสูญเสียพลังหยางนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก แค่กลับไปกินอะไรที่มีพลังหยางแรงๆ หรือออกไปรับแดดให้มากขึ้นหน่อยก็ชดเชยได้แล้ว
โจวเว่ยจงกล่าวอย่างรู้สึกผิดทันที “ข้าลืม…สถานะของท่าน ขออภัยด้วย”
หลังจากที่พูดจบเขาก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
พูดไปก็แปลก บนกระดาษยันต์นี่ก็ไม่ได้มีข้าวหนียวติดอยู่เสียหน่อย แต่กลับสามารถติดอยู่บนตัวฉินจื้อได้
“ข้ากำลังตรึงมิ่งหุน[1]ของเขาไว้ให้สงบ เพื่อไม่ให้เขาตกใจหนีไป หากเป็นอย่างนั้นงานนี้ก็ถือว่าเปล่าประโยชน์”
——————-
[1] มิ่งหุน วิญญาณที่ประกอบกันเป็นมนุษย์ มิ่งหุนนี้จะอยู่ในร่างกาย มีคำอธิบายเบื้องต้นในบทที่ 77