ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 174 คนดีมักรายล้อมต่อเมื่อมีความแข็งแกร่ง
บทที่ 174 คนดีมักรายล้อมต่อเมื่อมีความแข็งแกร่ง
เห็นสีหน้าหื่นกระหายของจางเต๋อไห่ ในใจของหลินไห่ถังก็เต็มไปด้วยความโกรธ!
ให้นางจู่โจมโดยการทำลายตนเองยังพอทำเนา ทว่าบัดนี้นางกลับต้องมาปรนนิบัติชายชราผู้นี้
หากไม่ใช่เพราะกังวลจะเปิดเผยว่าในภวังค์จิตของนางไม่ได้ถูกพันธนาการอีกต่อไป นางก็จากไปนานแล้ว
“หากต้องการให้ข้าไปกับเขา ก็ได้!”
หลินไห่ถังเอ่ยเน้นทีละคำ
“นี่ สหายเต๋าหลินไห่ถังคิดอะไรอยู่ ทำไมไม่พอใจขนาดนั้น ข้าก็เพียงตรวจสอบเล็กน้อย”
จางเต๋อไห่หัวเราะ ทันใดนั้นก็เอ่ยด้วยท่าทีมึนตึง “หากเจ้ากล้าปฏิเสธ อย่ามาโทษที่ข้ามัดเจ้า”
เยี่ยฉิงกล่าวขึ้น “หลินไห่ถัง อย่าบังคับให้ข้าใช้ข้อจำกัดในภวังค์จิตของเจ้า เจ้าจะเอาชีวิตไม่รอดและตายตกแน่นอน!”
“ต่อให้ข้าตาย มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว”
หลินไห่ถังลอบคิดในใจ นางส่งข้อความหาสวี่หยางแล้ว
สองคนร่วมมือกัน กระบี่คู่ยวนยางมีพลังจินตาน ข้าไม่กลัวพวกเจ้าสองคนแล้ว
“เหอะ หัวหน้าเยี่ยฉิง บัดนี้นางเหิมเกริมจนกล้าไม่เชื่อฟังคำสั่งท่านแล้ว!”
จางเต๋อไห่ว่าหยอก
“เอาเถิด บางคนไม่รู้ความก็ควรได้รับบทเรียนเสียบ้าง”
ฟึ่บ!!
ทันใดนั้นคลื่นหนึ่งก็พัดมาจากชั้นล่าง
“หัวหน้าเยี่ย ตระกูลหลินของเรามีผลประโยชน์มากมาย ท่านจะรังแกเพื่อนของข้าได้อย่างไร”
เสียงสวี่หยางดังขึ้น
จางเต๋อไห่มองไป เห็นประตูเปิดออก สวี่หยางปรากฏตัวหน้าประตู
ทันใดนั้นเขาก็ดึงหลินไห่ถังมาอยู่ด้านหลัง
“โอ้ พวกเจ้าสองคนมีสัมพันธ์กันจริง ๆ สินะ”
จางเต๋อไห่แค่นเสียงเย็น รู้สึกไม่พอใจที่เขาไม่ได้เป็นคนแรก
เยี่ยฉิงเอ่ยเสียงเข้ม “สวี่หยาง การจะครอบครองยอดบุปผาของหอสังคีตสวรรค์ไม่ง่ายดาย แปดแสนหินวิญญาณยังยาก”
“อยู่แค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น เจ้าเด็กนี่ช่างกล้านัก” จางเต๋อไห่ว่าเย้ย
“สวี่หยาง สิ่งที่ข้าได้รับคือผลประโยชน์จากผู้นำตระกูลของเจ้า ข้ายอมรับเขา ไม่ใช่เจ้า เจ้าออกไปเสียจะดีกว่า ข้าจะแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น หาไม่แล้ว…”
ตู้ม!!
ปราณขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายแผ่ซ่านไปทั้งบริเวณ
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่นี่หน้าเสียและพากันล่าถอย
น่าประหลาดที่สวี่หยางกับหลินไห่ถังยังคงไม่ไหวติง
จุดตันเถียนของเขามีกระบี่คู่ยวนยางคอยคุ้มกัน ความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพวกเขาร่วมมือกัน จะสามารถต่อกรกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายได้
“หืม?”
เมื่อเห็นสีหน้าสวี่หยางไม่แปรเปลี่ยน เยี่ยฉิงก็เลิกคิ้วเอ่ย “เจ้ามีฝีมืออยู่บ้าง แม้จะอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น แต่แข็งแกร่งต่างจากข้านัก มั่นใจหรือว่าต้องการเป็นศัตรูกับข้า”
หากไม่เห็นว่าตระกูลหลินยังมีประโยชน์ เยี่ยฉิงคงไม่ไว้หน้าสวี่หยางแล้ว
“สวี่หยาง ไม่ได้ยินหรือ” จางเต๋อไห่แค่นเสียงบอกขณะมองจากด้านข้าง
“หลินไห่ถัง!”
สิ้นคำ ยันต์ก็ถูกหยิบออกมา
จางเต๋อไห่สั่นสะท้าน สีหน้ากระอักกระอ่วน ในขณะเดียวกัน เขาก็เผยสีหน้าพึงพอใจ “สหายเต๋าน้อยสวี่หยาง ผู้แซ่จางเพียงหยอกเย้าและล้อเล่นเท่านั้น เจ้าไม่ต้องกังวล”
“ล้อเล่นหรือ” สวี่หยางหัวเราะ สะบัดยันต์แสงทองในมือ “แน่ใจหรือ”
“แน่นอน ข้าก็เพียงเป็นห่วง หากหลบหนีจากที่นี่ในอีกสามวัน อาจเกิดปัญหากับหลินไห่ถัง บัดนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีปัญหา เอ่อ ข้ารับประกันว่าไม่มีปัญหาแล้วกัน”
จางเต๋อไห่ไม่หน้าหนาเหมือนอย่างเคย เขาปัดมือพัลวัน
“ยันต์แสงทองน่าทึ่งนัก”
เยี่ยฉิงจ้องยันต์แสงทองในมือสวี่หยาง สีหน้าเคร่งเครียดมากทีเดียว
นางชั่งใจ แม้มั่นใจว่าตนเองสามารถเตรียมการเพื่อต้านทานยันต์แสงทองได้ ทว่ามันก็ต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า
และต่อให้ต้านทานไหว ก็ไม่พ้นต้องเจ็บตัว ซึ่งมันไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยฉิงก็ยิ้มบอก “สหายเต๋าสวี่ ข้านึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมียันต์แสงทองด้วย น่าแปลกใจมาก เหตุการณ์เมื่อครู่เป็นแค่การเข้าใจผิด ได้โปรดเก็บยันต์แสงทองเพื่อเลี่ยงการทำลายน้ำใจกัน”
น้ำใจอย่างนั้นหรือ
สวี่หยางแค่นเสียง เป็นไปดังคำที่บอกว่าคนดีมักรายล้อมต่อเมื่อมีความแข็งแกร่ง
สวี่หยางเล่นกับยันต์แสงทองในมือพลางบอก “ข้ารู้ว่าสหายเต๋าหลินมีบางอย่างในภวังค์จิต ข้าขอยืนหยัดเป็นคนแรกที่ไม่ยอมให้ใครมารังแกนาง”
จางเต๋อไห่ยิ้มบอก “เข้าใจแล้ว ๆ ผู้แซ่จางมีธุระอื่น ขอตัวก่อน”
พรึ่บ!!
เขาไม่ได้ออกไปทางประตูด้วยซ้ำ แต่พุ่งทะลุหน้าต่างไป
“หัวหน้าเยี่ย เช่นนั้นเราเองก็ขอตัวด้วย!!”
หลินไห่ถังกับสวี่หยางจากไป
“สวี่หยางคนนี้ นึกไม่ถึงว่าจะมียันต์แสงทอง ไม่น่าจะเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ธรรมดา”
เยี่ยฉิงไม่เข้าใจ
นางส่ายศีรษะ ทว่ามันไม่สำคัญอีกต่อไป ไม่ว่าสวี่หยางจะแข็งแกร่งแค่ไหน เขาก็ไม่มีปัญญาถอนข้อจำกัดในภวังค์จิตของหลินไห่ถังได้
แม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานยังไม่สามารถทำได้
…
“จางเต๋อไห่มาจากไหน เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง แต่เยี่ยฉิงกลับเกรงใจนัก”
สวี่หยางรู้ว่าแม้แต่หลินอีหลุน ผู้นำตระกูลหลินยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
“จางเต๋อไห่เป็นปรมาจารย์ค่ายกล เขามีหน้าที่สำคัญในการหลบหนีครั้งนี้ เยี่ยฉิงขอความช่วยเหลือจากเขา”
หลินไห่ถังกุมมือเขา ในใจหวาดหวั่น “เมื่อครู่ขอบใจเจ้ามาก”
“เขาต้องตาย!” สวี่หยางเอ่ย
สามวันหลังจากนั้น ทั้งสองอยู่แต่ในที่พัก
กระทั่งเช้าวันที่สี่ เรือเหาะมหึมาของสำนักชิงหยางก็มาถึง
ผู้อาวุโสเสิ่นวั่นเชียนยืนมือไพล่หลังอยู่หัวเรือเหาะ เหลือบมองกลุ่มคนเบื้องล่างแล้วเอ่ยหน้านิ่ง “การต่อสู้ทางเขาเหิงต่วนดุเดือด เราต้องการกำลังคนไปที่นั่น ครั้งนี้เราต้องการแปดพันคน!”
ในจังหวะที่เขาสั่งให้คนไป บางกองกำลังขันอาสาขึ้นก่อน
หนึ่งในคนเหล่านั้นคือเยี่ยฉิง หลินอีหลุน ตระกูลหลี่และตระกูลลู่
เป็นจริงตามความคิดของสวี่หยาง
กองกำลังเหล่านี้ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับหอสังคีตสวรรค์ กำลังเตรียมการหลบหนีกัน
“หากเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งดี”
สวี่หยางลอบพยักหน้า
“ยอดเยี่ยม หากทุกกองกำลังเสนอตัวอย่างพวกเจ้า มันก็คงจะดีมาก”
เสิ่นวั่นเชียนพยักหน้ายิ้มแย้ม ปัดมือแล้วนับจำนวนคน
น่าทึ่งที่มีมากกว่าเก้าพันคน
เยี่ยม ได้มากขึ้นอีกหน่อย
ท่ามกลางคนเหล่านี้ มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานสองคนจากสองตระกูล
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายอีกมากกว่ายี่สิบคน
ส่วนใหญ่เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ในระดับแปดและเก้า
“เช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเลย ข้าจะรั้งท้ายให้ อย่าได้เอื่อยเฉื่อย ไม่เช่นนั้นหากทำให้เรื่องสำคัญล่าช้า อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
เสิ่นวั่นเชียนในฐานะผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นปลาย แข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นต้นสองคนมาก เขาย่อมมีกำลังจะข่มขู่
สิ้นคำเรือเหาะก็แล่นออกไปอย่างสง่างาม
กลุ่มผู้บำเพ็ญมนุษย์ติดตามไป
สวี่หยางอยู่กลางกลุ่มของหลินอีหลุน
ด้านข้างเขาคือเฉินหู่
เฉินหู่กวาดตามองรอบข้าง วิตกและไม่มั่นใจว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นอย่างไร
ทว่าสิ่งหนึ่งที่มั่นใจคือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาต้องติดตามสวี่หยางทุกฝีเก้า
ด้านหลังมีหญิงอัปลักษณ์ผู้หนึ่งตามมา
เป็นหลินไห่ถังที่ปลอมแปลงตัว
ตอนนี้นางกำลังสื่อสารกับเยี่ยฉิง
“หลินไห่ถัง เจ้าอยู่ไหน” เยี่ยฉิงสงสัย
“หัวหน้า ข้าแฝงตัวเข้ามาในกลุ่มของสำนักชิงหยาง สมทบกับเหล่าศิษย์แล้ว”
“ฮ่า ๆ ๆ เยี่ยมมาก หลินไห่ถัง เจ้าฉลาดและไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลย ไม่ต้องห่วง หากทุกอย่างเป็นไปได้ราบรื่น ข้าจะไม่ให้เจ้าต้องฆ่าตัวตาย เก็บเจ้าไว้ในสำนักชิงหยางมีประโยชน์กว่ามาก!”
เยี่ยฉิงเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ
ฟึ่บ ๆ ๆ!!!
ลำแสงทะยานขึ้นฟ้า แต่ละครั้งแทนตัวผู้บำเพ็ญมนุษย์แต่ละคน
สวี่หยางกับหลินไห่ถังอยู่ข้างกัน มองเมืองเซียนที่เล็กลงเรื่อย ๆ เบื้องล่าง สีหน้าค่อย ๆ ตึงเครียดขึ้น
เนื่องจากตามที่จิตเทวะสัมผัสได้
เสิ่นวั่นเชียนอาจกังวลว่าจะมีคนหลบหนี จึงติดตามปิดท้าย
บนเรือเหาะ มีปราณขอบเขตจินตานจาง ๆ
ครั้งนี้สำนักชิงหยางให้ยอดฝีมือขอบเขตจินตานขั้นปลายสองคนมาด้วย
ส่วนผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานนั้นมีอยู่มากกว่าสี่สิบคน แปดคนอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
ส่วนใหญ่นอกจากที่เป็นสมาชิกสำนักชิงหยาง ยังมีผู้บำเพ็ญมนุษย์จากตระกูลถังและสำนักฮ่าวเทียนชุนหยาง
“น่าแปลกใจที่พวกเขาตกอยู่ในการควบคุม”
เรือเหาะเร่งความเร็ว
ไม่ทันรู้ตัวก็ไม่เห็นเมืองเซียนแล้ว
แนวทิวเขาสำนักชิงหยางเริ่มปรากฏสู่สายตา
“หืม? ปราณขอบเขตจินตานสามร่างกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้”
สวี่หยางลิงโลดในใจ ปราณขอบเขตจินตานสามร่างนี้แข็งแกร่ง สองในสามอยู่ในขอบเขตจินตานขั้นปลาย อีกหนึ่งเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นกลาง
รวมกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นต้นอีกสองคนในกลุ่ม เสิ่นวั่นเชียนตกเป็นรองในแง่ความแข็งแกร่งในขอบเขตจินตานเสียแล้ว
ฟึ่บ ๆ…
การมาถึงของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานไม่อาจปิดบังปราณได้ ทันทีที่มาถึงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานทั้งสองก็ลงมือสังหาร คนหนึ่งมุ่งหน้าไปหาเสิ่นวั่นเชียน อีกคนพุ่งเป้าไปยังผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นปลายบนเรือเหาะ
ส่วนผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นกลางมาสมทบกับกลุ่ม สร้างความโกลาหลเพื่อให้เยี่ยฉิงกับคนอื่น ๆ หลบหนีไปได้
“กล้าดีนักที่มาปล้นคนระหว่างทางไปสำนักชิงหยาง”
แววตาของเสิ่นวั่นเชียนข่มโทสะเอาไว้ เขาคว้าหอกยาวซึ่งเป็นศัสตราศักดิ์สิทธิ์ออกมา จ้วงแทงศัตรูที่ทะยานมาเข่นฆ่าตน
“สหายเต๋า คนจากหอสังคีตสวรรค์มาถึงแล้ว แยกย้ายและขอให้พวกท่านมีชีวิตยืนยาวในวิถีเซียน”
เยี่ยฉิงเอ่ยคำสวยหรู รีบหนีไปทางตะวันออกพร้อมพรรคพวกของตนหลายสิบคน
ระหว่างทางจางเต๋อไห่คอยสร้างค่ายกลโจมตีออกไปเรื่อย ๆ