ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 175 เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้หญิงของสวี่หยาง
บทที่ 175 เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้หญิงของสวี่หยาง
“อพยพ!”
หลินอีหลุนเร่งความเร็วขณะนำสมาชิกกลุ่มออกไป
ตระกูลอื่นก็ใช้พลังวิเศษของตัวเองเช่นกัน
ผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลหลี่ที่ทรงพลังติดตามอยู่ข้างกายเยี่ยฉิง
ฝั่งนั้นมียอดฝีมือขอบเขตจินตานสองคน ส่วนยอดฝีมือขอบเขตจินตานขั้นกลางในหอสังคีตสวรรค์มีหนึ่งคน กลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตจินตานทั้งสามรวมตัวกันก่อนจะจากไป
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่ปฏิบัติตามคำสั่งของเยี่ยฉิง
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้
เห็นได้ชัดว่าพลังของฝั่งเยี่ยฉิงแข็งแกร่งที่สุด หากติดตามพวกเขาก็จะมีโอกาสการรอดชีวิตมากกว่า
“ไป!!”
…
“ฮ่า ๆ หอสังคีตสวรรค์ คิดว่าข้าจะถูกหลอกงั้นหรือ?”
ทันใดนั้น เสิ่นวั่นเชียนก็หัวเราะ “ท่านประมุขคาดเดาเอาไว้นานแล้ว ให้ข้าจัดการเอง”
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นปลายที่กำลังก่อกวน เสิ่นวั่นเชียนก็ขมวดคิ้วก่อนจะมีแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นมา
จากนั้น แผ่นป้ายสีน้ำเงินเข้มก็ลอยออกมา
พลังยุทธ์บนแผ่นป้ายนั้นบริสุทธิ์ ทันทีที่ถ่ายทอดพลังยุทธ์เข้าไป พลังที่ทำลายฟ้าดินก็ปรากฏขึ้น
“อะไรกัน ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม”
สีหน้าของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นปลายเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดวงตาของเขาเผยให้เห็นความหวาดกลัว
สิ่งที่สามารถทำให้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานหวาดกลัวได้ย่อมไม่ใช่ของธรรมดา
เสิ่นวั่นเชียนเย้ยหยัน “ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับมาเต็มไปด้วยพลังโจมตีสูงสุดของท่านประมุข!”
พลังโจมตีสูงสุดของท่านประมุขย่อมหมายความว่าเป็นการโจมตีสุดกำลังของผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด แล้วขอบเขตจินตานจะไปขัดขืนได้อย่างไร??
“ไม่…”
ตูม!!
ผู้บำเพ็ญคนนั้นกรีดร้องอย่างน่าเวทนาขณะถูกพลังมหาศาลถาโถมเข้าใส่ ผ่านไปสักพัก เขาก็ล้มลงกับพื้น
หากมองให้ดี ครึ่งหนึ่งแตกสลาย ปราณของเขาคล้ายกับมลายหายไปสิ้น
“สังหารขอบเขตจินตานขั้นปลายได้ในทันที!!”
เยี่ยฉิงผู้กำลังหลบหนีตกตะลึง “จางเต๋อไห่ เร่งความเร็วค่ายกล”
“ตามบัญชา!!”
จางเต๋อไห่ตะโกนไปทางศิษย์ที่อยู่รอบข้าง “เร็ว ๆ เร่งมือเข้า”
ค่ายกลที่เขาเพิ่งติดตั้งเอาไว้เชื่อมต่อกันอย่างน่าประหลาด
ในเวลาเดียวกัน ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นกลางต่างทำกันติดตั้งค่ายกลในทันที
“ปรมาจารย์หม่า รบกวนท่านด้วย”
เยี่ยฉิงเอ่ยคำกับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานขั้นกลางด้วยความเคารพ
หม่าหลันซานมองไกลออกไปด้วยสีหน้าน่าเกลียด “ศิษย์พี่ถูกฆ่าในทันที หากเสิ่นวั่นเชียนมาเพื่อฆ่าพวกข้าอีก คราวนี้คงได้เดือดร้อนแน่”
เขาพลันมองผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานขั้นต้นสองคนซึ่งอยู่ข้างกาย “มันยังไม่สายเกินแก้ พวกเจ้าออกไปป้องกันไว้ ค่ายกลเคลื่อนย้ายของข้าจะใช้งานได้ในไม่ช้า”
“แต่ว่า แบบนี้…”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นต้นทั้งสองลังเล
“หากพวกเจ้าไม่ไปตอนนี้ก็ต้องตาย รีบไปเสีย ที่พวกเจ้าต้องทำก็คือต้านเอาไว้เพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น!”
สิ้นคำ เขาก็มองไปทางเยี่ยฉิง “จะว่าไป เจ้าบอกว่านักปรุงยาที่ชื่อหลินไห่ถังมียันต์ระเบิดอยู่กับตัวใช่หรือไม่ ให้นางประชิดตัวเสิ่นวั่นเชียนเดี๋ยวนี้เลย! ต่อให้มันฆ่าเขาไม่ได้ แต่ก็สามารถทำให้บาดเจ็บสาหัสได้”
เยี่ยฉิงพยักหน้า นางไม่กล้าประมาทขณะติดต่อผ่านยันต์ในภวังค์จิตทันที!!
“หลินไห่ถัง ประชิดตัวเสิ่นวั่นเชียนเดี๋ยวนี้เลย เร่งมือเข้า ยิ่งไวเท่าไหร่ยิ่งดี…”
หลังจากสิ้นคำ เยี่ยฉิงก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทางฝั่งของหลินไห่ถังกลับไม่มีการตอบสนอง
“หืม? เป็นไปไม่ได้”
เยี่ยฉิงอุทานขณะพยายามติดต่ออีกหลายครั้ง แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบ
ในตอนนี้ นางก็ตระหนักบางอย่างได้
“มีอะไรหรือ?”
หม่าหลันซานแย้มยิ้ม
เยี่ยฉิงกัดริมฝีปากขณะเอ่ย “ข้าไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ข้าไม่สามารถติดต่อหลินไห่ถังได้ ไม่มีการตอบสนองเลย”
“ขยะ” หม่าหลันซานแค่นเสียงเย็นขณะส่งยันต์ระเบิดให้นาง “เช่นนั้นเจ้าไปเสีย”
“ผู้อาวุโสหม่า ข้าพยายามสุดความสามารถเพื่อกลุ่มแล้ว ข้า…”
สีหน้าของเยี่ยฉิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ในตอนนี้ การต่อสู้อันดุเดือดก็อุบัติขึ้นที่เรือเหาะตรงหน้า
ผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานขั้นปลายที่อยู่ข้างในตะโกนก้องออกมา แต่ที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือเขาใช้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสามสังหารบำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นปลายฝั่งหอสังคีตสวรรค์ได้ในทันที
จากนั้น ผู้อาวุโสของสำนักชิงหยางกับเสิ่นวั่นเชียนก็ลงมือเล่นงานเยี่ยฉิงพร้อมกัน
“ฮึ่ม หอสังคีตสวรรค์ คิดว่าพวกข้าไม่รู้อะไรงั้นหรือ พวกข้าแค่รอให้พวกเจ้าติดกับในวันนี้ต่างหากเล่า” เสิ่นวั่นเชียนตะโกนมาจากระยะไกล
…
ตูม ตูม…
ตูม…
ทางฝั่งสำนักชิงหยาง ศิษย์ทั้งหลายต่อสู้กับผู้บำเพ็ญมนุษย์ทางฝั่งเยี่ยฉิงภายใต้การนำของเสิ่นวั่นเชียน
คนจากตระกูลขนาดเล็กอย่างสวี่หยางกับหลินอีหลุนต่างถอยออกมา
“ฝั่งของเยี่ยฉิงตกเป็นเป้าแล้ว ไปทางตรงกันข้ามกันเถอะ ตามข้ามา”
สิ้นคำของหลินอีหลุน เขาก็พบบว่าผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลหลี่ได้ทะยานออกไปก่อนแล้ว
อีกด้านหนึ่ง คนจากตระกูลลู่กำลังไล่ตามมา
ตระกูลลู่นำโดยผู้อาวุโสใหญ่ลู่หยวนฮว่า เขาเหลือบมองหลินอีหลุนผู้อยู่ไกลออกไปก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “หลินอีหลุน แม้ก่อนหน้านี้จะมีสงครามระหว่างตระกูลลู่กับตระกูลหลิน หลินอีหลุน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาลงไม้ลงมือ ข้าหวังว่าพวกเราจะปล่อยวางความขัดแย้งในอดีตและร่วมมือกันได้”
“ไม่จำเป็นต้องร่วมมือ แต่ข้ารับปากว่าจะไม่โจมตีเจ้าอีกในครั้งต่อไป” หลินอีหลุนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสงบ
“ดี!!”
ทั้งสองตระกูลแยกกันเคลื่อนไหว
ในตอนนี้ ตระกูลถังกับสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางออกมาสังหารคนแล้วคนเล่า
ทางฝั่งตระกูลหลินเผชิญหน้ากับการโจมตีจากตระกูลถัง
หลินอีหลุนเปรียบเสมือนหัวหอกขณะมุ่งหน้าเข้าไปในค่ายของตระกูลถัง
“หลินอีหลุน เลิกขัดขืนเสียที!”
ผู้นำของผู้บำเพ็ญตระกูลถังอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายเช่นกัน
แต่ทางฝั่งพวกเขามีขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายถึงสามคน
ส่วนฝั่งตระกูลหลินมีเพียงคนเดียว ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเสียเปรียบค่อนข้างมาก
“ทุกคนอพยพก่อน” หลินอีหลุนถ่ายทอดคำสั่ง
“ฆ่า!!”
สวี่หยางทราบทันทีว่านี่ไม่ใช่จะมาประมาท
เขามองหลินไห่ถังก่อนจะลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
ฟ่าว!!
กระบี่คู่ยวนยางถูกนำออกมา
“นี่คือ… ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางระดับสอง”
แม้บางคนจะประหลาดใจ แต่ต่อให้เป็นศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางระดับสองก็ยังยากที่จะจัดการกับขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายได้
ทว่าต่อมา พวกเขาล้วนเข้าใจว่าเหตุใดสวี่หยางถึงเป็นฝ่ายลงมือ
กระบี่ในมือของทั้งสองเชื่อมโยงกันด้วยพลังบางอย่าง ซึ่งหลอมรวมกันจนก่อเกิดเป็นกระบี่ยักษ์ที่ส่องแสงสีเขียวเจิดจ้าออกมาอยู่กลางอากาศ
แสงเจิดจ้าของกระบี่ยักษ์กลายเป็นแสงหลากสีอย่างรวดเร็วก่อนจะทะยานไปทางค่ายของตระกูลถัง
ผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายสองคนซึ่งอยู่ที่นั่นคิดขัดขืน แต่แสงหลากสีนั้นรวดเร็วและทรงพลังเกินไป เมื่อกำลังจะลงมือ พวกเขาก็ต้องนึกเสียใจ
กลายเป็นว่า… การโจมตีนี้มีปราณของขอบเขตจินตาน
แล้วพวกเขาจะไปขัดขืนได้อย่างไร
“ไม่…”
ตูม ตูม!
ผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายสองคนถูกพลังดังกล่าวถาโถมเข้าใส่ ร่างแหลกไม่เหลือแม้แต่กระดูกหรือกระทั่งเศษถุงเก็บ
“นี่…”
หลินอีหลุนจับจ้องฉากนี้ด้วยความตกตะลึงจนไม่สามารถตอบสนองได้พักใหญ่
“ท่านประมุข ข้ามาแล้ว!”
สวี่หยางกับหลินไห่ถังสังหารศัตรูตรงหน้าพร้อมกัน
ผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายผู้นี้หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งหนี!
เขาไม่แม้แต่สนใจผู้คนในตระกูลด้วยซ้ำ
หลินอีหลุนมองออกว่าแม้ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ในมือของสวี่หยางกับหลินไห่ถังต่างอยู่ขั้นกลางระดับสอง แต่พลังที่เกิดจากการประสานกันของกระบี่ทั้งสองเล่มกลับไม่เรียบง่ายเหมือนหนึ่งเพิ่มหนึ่ง
“กระบี่คู่ยวนยาง ศัสตราศักดิ์สิทธิ์จากการประมูล คนที่ซื้อมันไปก็คือสวี่หยางนี่เอง”
หลินอีหลุนประหลาดใจยิ่ง ในใจของเขารู้สึกว่ามันซับซ้อนเล็กน้อย
เพราะเมื่อดูจากสถานการณ์แล้ว เห็นได้ชัดว่าหลินไห่ถังคือผู้หญิงของสวี่หยาง
หาไม่แล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสองจะใช้พลังของกระบี่คู่ยวนยางได้
สวี่หยางอายุเพียงยี่สิบปีใช่หรือไม่?
เท่ากับว่ามีภรรยาสี่คน
หลินอีหลุนถอนหายใจ แน่นอนว่าส่วนลึกในใจของเขาย่อมแสดงความยินดีกับสวี่หยาง
ถึงอย่างไร ตอนนี้สวี่หยางคือสมาชิกของตระกูลหลิน ด้วยพละกำลังในตอนนี้และการร่วมมือกับหลินไห่ถัง อย่างน้อยความแข็งแกร่งก็ทัดเทียมกับขอบเขตจินตานจนพอที่จะสามารถต่อสู้กับขอบเขตจินตานขั้นต้นได้
ขณะผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลถังกำลังหลบหนี สวี่หยางก็ติดตามหลินอีหลุนก่อนจะหลบลี้ออกมาอย่างรวดเร็ว
เขาเหลือบมองไปด้านหลังซึ่งมีกลุ่มคนมากกว่าสี่สิบชีวิต เพียงแค่ครู่เดียวก็สูญเสียไปแล้วยี่สิบแปดคน
เมื่อรวมกับผู้บาดเจ็บบางส่วนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตอนนี้ก็เหลือเพียงสิบหกคนเท่านั้น
เดิมทีผู้อาวุโสรองกับผู้อาวุโสสามอยากแยกตัวออกไปเช่นกัน แต่หลินอีหลุนปฏิเสธ
ถึงอย่างไรตอนนี้ก็มีคนไล่ตามพวกเขามาไม่มากแล้ว ประกอบกับรากฐานของตระกูลหลินก็ได้รับความเสียหายไปมาก การเก็บคนเอาไว้ย่อมเป็นการดีกว่า
ทุกคนยังคงก้าวต่อไปโดยไม่กล้าหยุดแม้แต่นิดเดียว
สำหรับสวี่หยาง จิตเทวะของเขายังคงเฝ้าสังเกตการณ์สมรภูมิ
ทางฝั่งเยี่ยฉิง การต่อสู้เข้าสู่ช่วงดุเดือดที่สุด
จางเต๋อไห่อาจจะรู้สึกว่าไม่มีความหวัง ดังนั้นเขาจึงเผ่นป่าราบ
เมื่อเห็นตระกูลถังกำลังถอยมาทางนี้ แน่นอนว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะหมายปลิดชีพ
“หืม? เขามาแล้ว”
สวี่หยางสังเกตเห็นจางเต๋อไห่กำลังเข้ามาใกล้ก่อนจะส่งกระแสจิตหาหลินไห่ถัง “ตาเฒ่าจางเต๋อไห่อยู่ที่นี่แล้ว ฆ่าเขาซะ!”
หลินไห่ถังเหลือบมองสวี่หยางพลางพยักหน้าเล็กน้อย
ธารอบอุ่นก่อตัวขึ้นในใจ เพราะนางเข้าใจว่าเหตุผลที่สวี่หยางอยากสังหารจางเต๋อไห่ล้วนเป็นเพราะตนเอง
จางเต๋อไห่ติดตามตระกูลหลินโดยอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้บำเพ็ญธรรมดา
ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นปราณขนาดใหญ่กำลังตรงเข้ามา จึงเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าหวาดกลัว
กลายเป็นว่าอีกฝ่ายคือสวี่หยางกับหลินไห่ถัง
“สหายเต๋าสวี่…” ปากของจางเต๋อไห่กระตุก เมื่อเห็นสายตาของสองคนนี้ เขาก็พอคาดเดาได้ว่าทั้งสองตั้งใจจะทำอะไร
เขารีบประสานมือแล้วเอ่ยคำ “เรื่องไม่กี่วันก่อนเป็นความผิดข้าเอง สถานการณ์สงครามในตอนนี้เร่งด่วนนัก ไว้ออกไปจากที่นี่ก่อน แล้วค่อยมา…”
ฟ่าว!
เวลาต่อมา จางเต๋อไห่ก็พ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชาขณะยันต์สีทองพุ่งออกไป
“คิดว่าเจ้ามียันต์แสงทองอยู่คนเดียวหรือ??”
จางเต๋อไห่ตะโกนเสียงดัง
คราวนี้เยี่ยฉิงขอให้เขาช่วยติดตั้งค่ายกลโดยแลกกับผลตอบแทนราคางาม
ในหมู่พวกมัน มีบางอย่างที่คล้ายกับยันต์แสงทองอยู่ด้วย
เขาได้เห็นพลังต่อสู้ของสวี่หยางกับหลินไห่ถังเมื่อครู่แล้ว อาจกล่าวได้ว่าตนเองไม่มีโอกาสเอาชนะได้แม้แต่น้อย
ดังนั้น เขาจึงแสร้งทำเป็นอ่อนแอ จากนั้นก็ทำการโจมตีในจังหวะที่ทั้งสองไม่ให้ความสนใจ
แผนของเขาอาจกล่าวได้ว่าสมบูรณ์แบบ หากผู้บำเพ็ญธรรมดากับภรรยาของอีกฝ่ายเผชิญกับยันต์แสงทองแม้ว่าจะไม่ถูกสังหาร แต่ก็ต้องได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
แต่น่าเสียดายที่เขาดันมาพบกับสวี่หยาง
แทบจะในเวลาเดียวกัน แหวนโล่ม่วงทองที่นิ้วของพวกเขาก็ส่องแสงแวววาว แม้กลุ่มแสงสีเขียวนี้คล้ายกับไม่มีความสำคัญ แต่เมื่อมันปะทะกับยันต์แสงทองก็กลับปิดป้องได้ในทันที
ยันต์แสงทองสั่นไหวอย่างรุนแรงประหนึ่งหลอดไฟในความมืด แล้วผู้บำเพ็ญมนุษย์รอบข้างก็กระเด็นออกไป มีเพียงสวี่หยางกับหลินไห่ถังที่ยังคงไม่ขยับราวกับไม่ได้รับความเสียหายอะไร
ผู้อาวุโสรองกับผู้อาวุโสสามเห็นเช่นนี้ก็รีบรุดเข้ามา
“จางเต๋อไห่ เจ้าช่างอาจหาญนักที่กล้าใช้ยันต์แสงทองกับสมาชิกของตระกูลหลิน เจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอีกแล้วใช่หรือไม่”
ผู้อาวุโสรองหลินเสวี่ยตันชูกระบี่ขึ้นสูงขณะพุ่งเข้าหาจางเต๋อไห่
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ทำไมยันต์แสงทองของข้าถึงไม่ได้ผล”
ดวงตาของจางเต๋อไห่เบิกกว้าง ก่อนจะปัดป้องการโจมตีของหลินเสวี่ยตันอย่างรวดเร็ว
“ผู้อาวุโสรอง ขอบคุณที่ให้การช่วยเหลือ แต่ข้ายังอยากที่จะจัดการด้วยตัวเอง”
สวี่หยางมีสีหน้าสงบ เมื่อเห็นเช่นนี้ หลินเสวี่ยตันก็เรียกกระบี่กลับมาก่อนจะเอ่ยเตือน “รีบจัดการเสีย”
สิ้นคำ เขาไม่จากไปไหน แต่ยังคงยืนกับที่ขณะตรวจสอบค่ายกลให้สวี่หยาง
“ตาย!”
สวี่หยางกับหลินไห่ถังควบคุมกระบี่คู่ยวนยางกวัดแกว่งใส่อีกฝ่าย จางเต๋อไห่เผยสีหน้าสิ้นหวัง เพราะพลังดังกล่าวร้ายกาจยิ่งกว่ายันต์แสงทองด้วยซ้ำ
“กลายเป็นว่าไพ่ตายของสวี่หยางไม่ใช่ยันต์แสงทอง เขาถึงกับมีไพ่ตายที่แข็งแกร่งขนาดนี้!”
นี่คือความคิดสุดท้ายของจางเต๋อไห่
“ไป!”
สวี่หยางเหลือบมองเยี่ยฉิงกับหม่าหลันซาน
…
ด้วยความจวนตัว หม่าหลันซานตัดสินใจใช้งานกระดานค่ายกลป้องกันระดับสาม
หลังจากขัดขืนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ติดตั้งค่ายกลเคลื่อนย้าย
ระหว่างนั้นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นต้นสองคนต่างตกตายอย่างน่าเวทนา
“วิ่ง!!”
หม่าหลันซานเข้าไปในค่ายกลเคลื่อนย้าย
เยี่ยฉิงตามเข้าไป
ตอนนี้นางโชคดีมาก เพราะเดิมทีหม่าหลันซานขอให้นางไประเบิดตัวเอง แต่ภายหลัง ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นปลายสองคนก็ถูกสังหาร
หม่าหลันซานเพียงเปิดใช้งานกระดานค่ายกลป้องกันระดับสาม
นางมองออกว่าค่ายกลดังกล่าวมีความสำคัญสำหรับเขามาก เพราะงั้นจึงแทบไม่ได้ใช้งาน
“ในที่สุดก็รอดตายแล้ว!!”
เยี่ยฉิงเข้าไปในค่ายกลเคลื่อนย้าย นางคล้ายกับคิดอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะหันมองกลับไป
“สวี่หยาง หลินไห่ถัง…”
นางส่ายหน้าด้วยความรู้สึกเดือดดาล!
นางไม่ทราบว่าหลินไห่ถังคลายข้อจำกัดในภวังค์จิตได้อย่างไร
แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจ
นั่นก็คือมันต้องข้องเกี่ยวกับสวี่หยางอย่างแน่นอน
เพราะในอดีตที่ผ่านมา หลินไห่ถังไม่เคยติดต่อกับคนนอก
“จะต้องมีความลับในตัวสวี่หยางเป็นแน่ หากข้ารายงานให้กลุ่มทราบจะต้องเป็นการสร้างผลงานอันใหญ่หลวงอย่างแน่นอน”
…
ครึ่งชั่วยามต่อมา ทุกคนในตระกูลหลินต้องประหลาดใจเมื่อมาถึงเทือกเขาร้าง
อุณหภูมิที่นี่ต่ำมาก อย่าว่าแต่ผู้คนรอบข้างเลย แม้แต่สัตว์อสุรกายบางตัวก็ไม่อาจอยู่ได้ ปราณแปดเปื้อนค่อนข้างสูง ทำให้ไม่ใช่พื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัยได้
“ปลอดภัยแล้ว”
หลินอีหลุนมองสมาชิกตระกูลสิบหกคนที่เหลือก่อนจะถอนหายใจ
เขาไม่มีความสุขนัก
เพราะทุกคนทราบดีว่าการหลบหนีจากเมืองเซียนไม่ได้หมายถึงจุดจบ!!
สำนักชิงหยาง ตระกูลถังและสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางจะต้องล่าพวกเขาอย่างแน่นอน
“บางที พวกเราคงต้องย้ายตระกูลแล้วละ”
หลินอีหลุนพึมพำ
“ไป!”
ทุกคนเร่งรุดไปหาตระกูลโดยไม่หยุดพัก
…
หลายวันต่อมา
ขณะเข้าใกล้ที่พักของตระกูล สวี่หยางก็รู้สึกบางอย่างอยู่ในใจ
ใครบางคนกำลังมาทางด้านขวา
“พวกเขากำลังมา”
สวี่หยางเอ่ยคำด้วยความตื่นเต้น
เพราะเขาสัมผัสได้ว่ากลุ่มคนที่เข้ามาใกล้คือหลินหวั่นชิง เสิ่นม่านอวิ๋นและคนอื่น ๆ
หลินอีหลุนยิ้ม “แค่ร่วมมือกัน แค่ร่วมมือกัน”
สิ้นคำ เขาคล้ายกับคิดอะไรบางอย่างได้ก่อนจะมองไปทางหลินไห่ถัง
“สวี่หยาง… แม่นางหลินไห่ถังกับเจ้า…”
“ท่านประมุข อย่างที่ท่านเดานั่นแหละ หลินไห่ถังกับข้าอยู่ด้วยกันแล้ว”
“อย่างที่คิดเลย”
หลินอีหลุนยิ้มแล้วพยักหน้า “ข้าไม่คัดค้านหรอก แต่เจ้ากับหวั่นชิงต้องคุยกันให้ดี บางครั้งอารมณ์ของนางก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก”
เมื่อนึกถึงตอนที่หลินหวั่นชิงแยกตัวออกจากตระกูลเพื่อน้องสาว หลินอีหลุนก็ปวดหัวกับสมาชิกตระกูลคนนี้ยิ่ง
เมื่อสมาชิกตระกูลคนอื่นเห็นอีกฝ่าย พวกเขาก็เปลี่ยนท่าที
ราวกับติดหนี้หลินหวั่นชิงก็ไม่ปาน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินไห่ถังก็กังวลเช่นกัน นางอดมองสวี่หยางไม่ได้
“วางใจได้!!”
สวี่หยางส่งสายตามองหลินไห่ถังเพื่อบอกว่าเขาสามารถรับมือทุกอย่างได้!
ปัญหาที่บ้านก็ส่วนหนึ่ง
อีกด้านหนึ่ง สวี่หยางมีความกังวลในใจอยู่สองอย่าง!!
ประการแรกก็คือการแก้แค้นของสำนักชิงหยาง
ประการที่สองก็คือหอสังคีตสวรรค์!