ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 211 หญิงสาวผู้ประหยัดเช่นนี้
บทที่ 211 หญิงสาวผู้ประหยัดเช่นนี้
เมื่อเดินมาจนสุดซอย
สวี่หยางถูกลากตัวไปแล้วห้าครั้ง ทำให้หงุดหงิดไม่น้อย
ที่สำคัญทุกห้าครั้งที่เขาโดนลากเข้าไปต่างล้วนตะโกนว่า เขากลับมาอีกแล้ว
ในที่สุดเขาก็เดินมาถึงด้านในสุดและได้ดูแผ่นป้ายหน้าประตู
แปดสิบสาม!
“ที่นี่แหละ”
ก๊อก ๆ
“หาสาว ๆ ห้องข้าง ๆ ข้าไม่ขาย!”
จากด้านในมีเสียงตะโกนออกมาด้วยความโกรธ
สวี่หยาง “…”
ในที่สุดก็เจอคนที่พูดจาปกติสักที แค่น้ำเสียงไม่ค่อยปกติเท่าไร
ก็คงจะคาดเดาได้
ผู้บำเพ็ญหญิงผู้นี้คงจะเคยเจอการรังควานมาไม่น้อย
“เอ่อ สหาย ข้าเป็นผู้บำเพ็ญจากถ้ำบนเขาซานชิง เถ้าแก่หลี่ลี่จือแนะนำให้ข้ามาที่นี่เพื่อมาสอบถามราคาในการวางค่ายกล”
“หืม?”
ปึง!
ประตูเปิดออกโดยพลัน
หญิงสาวงดงามเปิดประตู พร้อมกับยิ้มหวานด้วยความเกรงใจ
“ข้าขอโทษ ข้าคิดว่าเจ้าจะมา…”
นางชี้ไปทางหอนางโลมที่อยู่ด้านข้าง
เมื่อได้เห็นใบหน้าอันอ่อนเยาว์และร่างเล็กของสตรีผู้นี้ สวี่หยางแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าคำด่าหยาบคายเมื่อครู่จะหลุดออกมาจากปากของนาง
ในใจลอบว่านางแต่ก็ยังคงสีหน้าจริงจัง “แม่นางน้อยคือหยางโต้วโตวหรือไม่? เป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับสองหรือ?”
หยางโต้วโตว เมื่อได้เห็นสวี่หยางที่มีรูปร่างสูงกว่าตนครึ่งศีรษะก็พยักหน้า “ใช่แล้ว ยินดีที่ได้รู้จัก พวกเราไปดูที่พักของเจ้าเลยดีหรือไม่ เมื่อครู่ข้าได้ยินไม่ชัด ที่พักของเจ้าคือที่ใดนะ?”
“ถ้ำบนเขาซานชิง!”
หยางโต้วโตวถึงกับแข็งค้างอยู่กับที่
จากนั้นมุมปากก็เริ่มสั่น เศร้าโศกขึ้นมา
สวี่หยาง “…”
หญิงผู้นี้ทำไมจู่ ๆ ถึงร้องไห้กัน
สวี่หยางเห็นสตรีร้องไห้แล้วรู้สึกไม่ดี จึงรีบถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่ทันแล้ว ข้าตั้งใจเก็บหินวิญญาณอย่างยากลำบาก เพราะอยากจะเช่าที่นั่น แต่ไม่คิดว่าจะโดนเจ้าแย่งไปก่อนซะแล้ว!”
“เอ่อ…” สวี่หยางเกาจมูก ตอบอึกอัก “แท้จริงแล้ว แม้ไม่มีข้า เจ้าก็ไม่มีทางเช่าได้หรอก ที่นั่นมีเพื่อนบ้านที่ชื่อหนิงเฟย เขาเองก็เป็นปรมาจารย์ค่ายกลเช่นกัน จะให้เจ้าซึ่งเป็นเพื่อนร่วมอาชีพไปแย่งงานก็คงเป็นไปไม่ได้”
“ก็จริง”
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ หยางโต้วโตวก็พยักหน้าเห็นด้วย
สวี่หยางหัวเราะ เขารู้สึกว่าปรมาจารย์ค่ายกลหญิงผู้นี้น่ารักและดูใสซื่อดี
แม้นางจะดูน่ารักแต่เขาก็ยังไม่วางใจให้นางวางค่ายกล
อย่างที่รู้กัน การวางค่ายกลเป็นวิชายุทธ์ที่ยากกว่ากลั่นโอสถและการวาดยันต์ เพราะการวางค่ายกลต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการคำนวณ สภาพแวดล้อม และองค์ประกอบที่เข้ากันอย่างมาก
นอกจากนี้ยังต้องอาศัยเครื่องมือที่ใช้ในการวางค่ายกล เครื่องมือเหล่านี้แม้ราคาจะไม่แพงเท่าการกลั่นโอสถ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามารถหาซื้อได้
“อย่างนั้นเราก็ไปกันเถอะ เรื่องราคาเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าคิดราคาไม่แพงหรอก”
หยางโต้วโตวตบหน้าอกของตนเอง แสดงให้เห็นว่านางต้องการรับงานของสวี่หยางอย่างมาก
ยิ่งนางเป็นเช่นนี้สวี่หยางก็ยิ่งไม่มั่นใจ
จึงอดถามไม่ได้ “เจ้าเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับสองจริงหรือ”
พร้อมกับปรายตามองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า
ดูจากลักษณะที่เป็นเด็กสาวเยาว์วัยเช่นนี้ ดูไม่น่าจะใช่
หยางโต้วโตวโกรธขึ้นมา “ข้ายังไม่แสดงฝีมือ เจ้าก็ดูแคลนข้าแล้ว ข้าจะบอกให้รู้ไว้นะ ข้าผู้บำเพ็ญตระกูลหยาง นับเป็นอัจฉริยะค่ายกลที่เกิดขึ้นในรอบร้อยปี… ไม่สิ พันปี! ข้าได้รับการถ่ายทอดวิชาค่ายกลจากบรรพบุรุษตั้งแต่เด็ก”
สวี่หยางเข้าใจแล้ว
กล้าหาญตั้งแต่เด็ก อยู่กับคนใหญ่โต เอาแต่ใจจนเคยชิน เพราะฉะนั้นดู ๆ แล้วจึงดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจ
“แล้วเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
“แน่นอนว่ามาเพื่อฝึกฝน หาสมุนไพรสำหรับการเข้าขอบเขตจินตาน”
กล่าวจบนางก็หยิบกล่องขนาดเล็กสีสันสวยงามออกมา
“ดูสิ นี่คือกล่องระดับสองที่ข้าออกแบบ ข้าเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับสองจริง ๆ ข้าไม่ได้โกหกเจ้า”
หยางโต้วโตวกะพริบตาพลางกล่าว
“อืม”
สวี่หยางตรวจสอบกล่อง จะว่าไปก็ดูดีทีเดียว
โดยเฉพาะกลไกเล็ก ๆ ภายในกล่องนั้นแยบยลกว่าที่เขาซื้อก่อนหน้านี้มากนัก
พอเห็นเช่นนี้แล้วจึงรู้ได้ว่าแม้หญิงสาวผู้นี้จะดูอ่อนเยาว์ แต่วิชาด้านค่ายกลนั้นถือว่าเก่งกาจทีเดียว
“เจ้าลองคำนวณดูสิ หากจะให้เจ้าวางค่ายกลป้องกันบนภูเขาสักชุดหนึ่ง ต้องจ่ายเท่าใด”
เรื่องเช่นนี้ต้องถามให้กระจ่าง หากหยางโต้วโตวเรียกราคาสูงเกินอาจจะลำบากเล็กน้อย
“เช่นนั้นเจ้าเข้ามาในบ้านก่อนเถิด ดื่มชาก่อน ข้าจะคำนวณให้”
หยางโต้วโตวคว้ามือสวี่หยางลากเข้าไปในบ้าน
ภายในบ้านนั้นกลับสะอาดสะอ้าน
มุมหนึ่งมีการวางค่ายกลโดยเอาวัสดุมากองรวมไว้ ซึ่งล้วนเป็นเศษวัสดุทั้งสิ้น
“น่าอายจริง กองเศษวัสดุนี้ดูไม่ค่อยสวยงาม แต่เดิมข้าเพิ่งจะจัดการไปกะว่าจะนำไปขายเป็นเศษเหล็ก” หยางโต้วโตวกล่าวขอโทษอย่างเขินอาย
สวี่หยาง “…”
ครั้งแรกที่เห็นผู้บำเพ็ญหญิงขอบเขตสร้างรากฐานขายเศษเหล็ก
“เจ้าขาดแคลนเงินทองมากหรือ” สวี่หยางถาม
หยางโต้วโตวกล่าวอย่างจริงจัง “ข้าต้องฝึกตนเพื่อบรรลุขอบเขตจินตาน แต่ยามนี้กิจการไม่ค่อยดีนัก ข้ามีรายจ่ายแต่ละเดือนมากทั้งค่าเช่าที่นี่ ทั้งกินดื่ม ไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วนต้องใช้เงิน”
กล่าวจบนางก็นั่งลงที่โต๊ะหิน
“ฟึ่บ!”
ลูกคิดสีทองปรากฏขึ้น พร้อมทั้งพู่กันและแผ่นหยก
“อืม สำหรับค่ายกลป้องกัน ก่อนอื่นฐานค่ายกลน่าสักสี่ร้อยห้าสิบหินวิญญาณ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสามวัน ค่าแรงข้าแต่ละวันสามร้อยหินวิญญาณ นี่คือราคาตลาดแล้ว”
“แล้วก็แกนค่ายกล…”
แต๊ก แต๊ก แต๊ก
แต๊ก แต๊ก แต๊ก
หยางโต้วโตวดีดลูกคิดอย่างรวดเร็ว
ลูกคิดสีทองส่งเสียงดังแต๊ก ๆ ไม่หยุด
ทุกครั้งที่คำนวณ นางก็ใช้พู่กันจดบันทึกลงบนแผ่นหยก
“เอ่อ เรียบร้อยแล้ว ข้าทำให้เจ้าเรียบร้อยแล้วเป็น ค่ายกลเพลิงตะวัน”
“นี่เป็นค่ายกลป้องกันภูเขาระดับสอง คำนวณแล้วจะเสร็จภายในหนึ่งเดือน รวมเป็นสี่หมื่นแปดพันหินวิญญาณ รับรองว่าข้าจะช่วยเจ้าวางค่ายกลป้องกันภูเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ!”
“หลังจากนี้หากเจ้าต้องการจะย้ายไปอยู่ที่ใด วัสดุอุปกรณ์ก็สามารถขนย้ายนำติดตัวไปได้ ไม่ว่าจะคิดคำนวณอย่างไรก็คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม”
“แน่นอนว่า วัสดุส่วนใหญ่เจ้าสามารถนำมาเอง แต่ต้องใช้หินวิญญาณมากกว่าหนึ่งหมื่น เจ้าจะซื้อจากที่นี่ก็ได้ ข้าจะลดราคาให้ และอีกอย่าง ระหว่างที่ข้าทำงาน ข้าต้องมีที่พัก แต่เรื่องอาหารข้าสามารถจัดการเองได้”
“มิเช่นนั้น หากข้าต้องเดินทางกลับไปกลับมามันยุ่งยาก เสียเวลาเปล่า”
เมื่อหยางโต้วโตวพูดจบ ความรู้สึกแรกสวี่หยางสัมผัสได้จากนางคือ นางมีความเฉลียวฉลาด แม้แต่เศษวัสดุที่เหลือใช้ นางยังนำไปขายเป็นเศษเหล็ก
“อย่าได้ดูถูกเศษวัสดุเชียวนะ ที่บ้านของข้า เศษวัสดุเหล่านี้ขายได้ถึงสามสี่หินวิญญาณเชียว” หยางโต้วโตวปัดเส้นผมที่ข้างแก้มพร้อมกับหัวเราะ
มุมปากของสวี่หยางกระตุก
เคยเห็นคนประหยัด แต่ไม่เคยเห็นคนประหยัดขนาดนี้
ประหยัดได้ถึงขีดสุดจริง ๆ
“เจ้าพอจะลดให้ข้าได้หรือไม่” สวี่หยางถาม
แท้จริงแล้ว ค่ายกลระดับสองไม่ได้มีราคาแพงจนเกินไป
แต่ดูท่าทีของหยางโต้วโตวที่เฉลียวฉลาดเช่นนี้ สวี่หยางจึงต้องลองต่อราคาสักหน่อย
“หากราคาถูกลง คุณภาพวัสดุก็จะแย่ลงตามนะ” หยางโต้วโตวกล่าวอย่างจริงจัง “เจ้าวางใจเถิด ข้าจะออกแบบให้เจ้าสุดฝีมือเลย”
พอเห็นหยางโต้วโตวเอาจริงเอาจังเช่นนี้ เมื่อนึกถึงเสิ่นม่านอวิ๋น นางก็พอรู้เรื่องค่ายกลอยู่บ้าง เมื่อถึงคราวนั้นให้เสิ่นม่านอวิ๋นตรวจสอบดูก็คงได้
หากนางทำไม่ได้ก็แค่เลิกจ้าง
ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงพยักหน้า “ได้ ราคาข้าจะไม่ต่อรองแล้ว แต่หากภายภาคหน้าเจ้าทำให้ข้าไม่พอใจ อย่ามาโทษที่ข้าไล่เจ้าออกแล้วกัน”
“ไล่ออก?? ไล่ออก คืออะไร” หยางโต้วโตวถามด้วยความสงสัย
“เอ่อ… ก็คือเลิกจ้างนั่นแล”
“ไม่มีทาง ไม่มีทาง”
หลังจากนั้น หยางโต้วโตวก็รวบรวมของใช้ต่าง ๆ ภายในบ้าน
แม้แต่เศษวัสดุก็กวาดลงถุงเก็บของด้วย
พอออกจากบ้านก็ไปที่ห้องของเจ้าของบ้านก่อนเพื่อบอกยกเลิกสัญญาเช่า
ปรากฏว่าเจ้าของบ้านนางก็ทำกิจการหอนางโลมเช่นกัน นางถามขึ้น “โอ้ โต้วโตว เจ้าได้ชายหนุ่มมาเลี้ยงดูแล้วหรือ ข้าบอกแล้วว่าหญิงสาวไม่ควรทำตัวขยันเช่นนี้”
“พี่สวี อย่าพูดจาเหลวไหล”
หยางโต้วโตวส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย
พูดจาอธิบายอยู่นาน จนกระทั่งออกจากที่นี่ นางก็หันมากล่าวกับสวี่หยาง “ขออภัยด้วย หญิงสาวเหล่านั้นชอบพูดจาไปเรื่อย อย่าถือสาเลย”
“ข้าไม่เป็นไร เจ้าต่างหาก จากไปแค่เดือนหนึ่ง ไยต้องยกเลิกสัญญาเช่าด้วย เจ้าไม่ต้องการพักที่นี่แล้วหรือ”
“เดือนนี้ข้ามิได้พักที่นี่แล้ว ไปพักกับเจ้า หากไม่ยกเลิกสัญญาที่นี่ จะสิ้นเปลืองเสียเปล่า ๆ”
“เอ่อ… เจ้าก็ช่างประหยัดเหลือเกิน”
“ทำอย่างไรได้เล่า ข้าก็ต้องใช้เงินนะ”
สองคนเดินออกจากตรอก แล้วเข้าไปในมุมอับแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่รับซื้อของเก่า
กองของเก่าพะเนินก็นำไปขายได้หินวิญญาณห้าก้อน ทำให้หยางโต้วโตวร่าเริงไปพักใหญ่
เสร็จแล้วจึงเดินออกจากร้านของเก่า
สวี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีคนตามมางั้นหรือ…”
หลังออกมาจากบ้านหยางโต้วโตว เขาก็พบว่ายังมีคนตามเขาอยู่
กลิ่นอายคุ้นเคย อาจเคยเจอมาก่อน
เขามองดูหยางโต้วโตวขายของเก่า ภายในใจก็นึกถึงแผนคร่าว ๆ ไว้แล้ว
เขาจำเป็นต้องจัดการเจ้าพวกที่ติดตามเขาตอนนี้ มิเช่นนั้นช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่เหลือประตูถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ไม่มีสิ่งใดปกป้อง ความปลอดภัยไม่อาจรับรองได้
ฉะนั้นเขาจึงพาหยางโต้วโตวไปยังชายฝั่งและทะยานออกไป
…
ในเวลาไม่นานหลังพวกเขาจากไปก็ปรากฏชายหญิงสองคนสวมหน้ากาก มองตามด้วยสายตาเย็นเยียบ ไร้อารมณ์
สวี่หยางรับรู้ได้ถึงพวกเขามานานแล้ว ทั้งคู่ก็คือคู่แข่งของเขา นั่นคือหนิงถูและคู่บำเพ็ญ
เห็นได้ชัดว่าหนิงถูยังไม่ยอมจบ
เขาแอบส่งสารถึงหนิงเฟยไม่ให้เขาตั้งค่ายกลให้สวี่หยาง
ด้วยเหตุนี้สวี่หยางจึงต้องมาที่ตัวเมืองเพื่อหาปรมาจารย์ค่ายกล เขาคอยเฝ้ารอที่ริมฝั่งมาตลอด และในที่สุดวันนี้ก็ได้เห็นสวี่หยางตามหาปรมาจารย์ค่ายกลหลายคน สุดท้ายก็พบกับหญิงสาวนามว่าหยางโต้วโตว
ข้าง ๆ ทั้งคู่นั้นมีชายร่างใหญ่ยืนอยู่ ซึ่งแท้จริงแล้วคือคนที่ตามสวี่หยางมา
เพราะไม่เคยเจอ สวี่หยางจึงไม่คุ้นกลิ่นอายของคนผู้นี้ ทำให้ไม่ทันสังเกตเห็น
จนกระทั่งพวกเขาได้มาเจอกับคู่สามีภรรยาหนิงถู
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ร่างใหญ่กล่าวเสียงขรึม “หนิงถู พวกเจ้าทั้งคู่ทำอะไรรอบคอบเสียจริง จะจัดการกับผู้บำเพ็ญมุนษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นยังต้องจ้างข้ามาช่วย ทั้งยอมจ่ายด้วยราคาสูงอีก”
“กงเหล่ย ไม่มีทางอื่นหรอก สวี่หยางมีภรรยาขอบเขตสร้างรากฐานสองคน และอีกคนก็อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า ไม่เกินสองปีนางก็บรรลุขอบเขตสร้างรากฐานแน่ ๆ คนคนหนึ่งมีภรรยาที่งดงามมากมาย ข้าคิดว่าเขาอาจมีอะไรดีบางอย่าง” หนิงถูวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
“น่าสนใจไม่น้อย มีภรรยาเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานถึงสองคน”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ร่างใหญ่ยิ้ม “คงปากหวาน ไม่รู้ไปหลอกมาจากไหน ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นก็ยังคงเป็นขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นอยู่ดี เมื่อเทียบกับข้าที่เป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางยังห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว”
“นั่นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว พี่กงเหล่ยแม้จะเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงก็ยังสามารถรับมือได้อย่างสบาย ๆ”
ภรรยาของหนิงถูกล่าวประจบอยู่ข้าง ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
กงเหล่ยหัวเราะดังลั่น “เช่นนั้นก็ลงมือกันเถิด”
ภรรยาหนิงถูมีความกังวลใจ “แต่ว่าปรมาจารย์ค่ายกลร่วมทางมาด้วย นี่มัน…”
“ข้าได้ยินมาว่าคนผู้นั้นเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ชอบตั้งค่ายกล แล้วก็ขึ้นราคามั่ว ๆ ทำให้ธุรกิจไม่ดี เช่นนี้ไม่ใช่ปัญหา” กงเหล่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ฟังจากกงเหล่ย สามีภรรยาคู่นี้ก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ
อย่างไรก็ตาม ปรมาจารย์ค่ายกลผู้นั้นก็เพิ่งอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นเท่านั้น
ส่วนพวกเขา กงเหล่ยและหนิงถูล้วนอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง
ทั้งยังมีภรรยาของหนิงถูที่มีพลังปราณไม่ธรรมดา
ที่สำคัญหนิงถูและภรรยามีไพ่ตายอีกหนึ่งอย่าง ถึงแม้จะเป็นกงเหล่ยพวกเขาก็มีความมั่นใจว่าจะสังหารได้ในทันที