ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 213 ความลับของหนิงเฟย
บทที่ 213 ความลับของหนิงเฟย
เมื่อมองดูหนิงถูที่กำลังกัดฟันจนแทบแตกละเอียดด้วยความเจ็บปวด สวี่หยางอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างเวทนา
บางทีหนิงถูอาจจะเป็นคนชั่วช้าสามานย์ แต่ความรักที่มีต่อภรรยานั้นเป็นของจริง
สิ่งนี้ทำให้เขาคิดถึงภรรยาของตัวเอง
ด้วยความเห็นอกเห็นใจ สวี่หยางจึงพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าสัญญา”
“อย่าฝังไว้ที่ริมทะเล ภรรยาของข้าไม่ชอบน้ำทะเล นางเกือบจะจมน้ำตายในทะเลมาก่อน… เพื่อช่วยข้า”
สวี่หยางพยักหน้า “ทางเหนือของเมืองมีป่ารกร้างแห่งหนึ่ง ข้าสามารถฝังเจ้าไว้ที่นั่นได้ ตอนนี้เจ้าสามารถบอกความลับของหนิงเฟยได้แล้ว”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมหนิงเฟยถึงช่วยข้าแย่งชิงสถานที่สำหรับบำเพ็ญตนของเจ้า นั่นเป็นเพราะข้ารู้ความลับของเขาทำให้ข้าสามารถข่มขู่เขาได้ มิฉะนั้นข้าที่เป็นเพียงแค่ญาติผู้น้องของเขาและไม่มีใครต้องการในตระกูลหนิง เขาจะยอมช่วยข้าได้อย่างไร”
หนิงถูหัวเราะในลำคอ “ความลับของเขาคือ…”
ส่วนคำพูดที่เหลือเป็นการบอกผ่านกระแสจิต
ท้ายที่สุดหยางโต้วโตวก็ยังอยู่ข้าง ๆ
สิ่งนี้ทำให้หยางโต้วโตวตาเบิกกว้างและเป็นกังวลอย่างมาก
เหตุใดจึงต้องเล่าผ่านกระแสจิตเมื่อพูดถึงเรื่องความลับเล่า นี่มันน่ากังวลไม่ใช่หรือ
หลังจากที่หนิงถูพูดจบเขาก็เหลือบมองไปที่สวี่หยาง
ฉึก!
เขาถึงกับตัดเส้นลมปราณตัวเองจนสิ้นใจตามภรรยาของตนไป
“ข้านับถือเจ้าในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง!!”
สวี่หยางนำร่างของทั้งสองเข้าไปในถุงเก็บของ
เขาไม่ได้ตรวจดูศพของทั้งสอง แต่กลับเอ่ยกับหยางโต้วโตว “ถุงเก็บของของพวกเขาเอาให้เจ้า ส่วนศพก็นำฝังไว้ที่เกาะเซียน”
“อืม”
หยางโต้วโตวไม่ได้เก็บศพของกงเหล่ย แต่นางทะยานออกไปพร้อมกับสวี่หยางทันที
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป
ที่เกาะเซียน
สวี่หยางและหยางโต้วโตวเดินทางต่อไป
“สหายเต๋าสวี่ บุรุษผู้นั้นกล่าวความลับใดกับเจ้า เกี่ยวกับเรื่องหนิงเฟย เป็นเรื่องที่สำคัญมากใช่หรือไม่”
หยางโต้วโตวเอ่ยถามสวี่หยาง ขณะที่เดินตามด้านหลังด้วยสายตาแวววับ
“เจ้าจงตั้งใจติดตั้งค่ายกลของเจ้า ไยมาซักไซ้มากมายเช่นนี้”
สวี่หยางส่ายหน้าด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า
ตลอดทางที่ผ่านมา หยางโต้วโตวซักไซ้ไม่หยุด ทำให้เขาพูดไม่ออก
“หากถามซ้ำข้าจะส่งเจ้ากลับ แล้วอย่าได้ติดตามข้ามา” สวี่หยางเอ่ยได้เพียงเท่านั้น
“ไม่ถามแล้ว”
หยางโต้วโตวทำหน้าทะเล้นใส่สวี่หยางพลางบ่นในใจ ‘เจ้าคนขี้งก’
ขณะที่กำลังบินอยู่นั้น สวี่หยางก็ตรวจดูของที่ได้ในครั้งนี้
คู่สามีภรรยาหนิงถูเป็นนักวาดยันต์ แม้จะมีระดับไม่สูงนัก แต่พวกเขากลับสืบทอดวิชาการวาดยันต์ที่สมบูรณ์มา นับว่าคาดไม่ถึงจริง ๆ
“ตอนนี้มีศาสตร์การวาดยันต์สองอย่างที่ยังไม่ได้เรียนรู้ เอาไว้ค่อยผสานในศาสตร์ทำยันต์เบื้องต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มทักษะการวาดยันต์ของข้าได้อย่างแน่นอน”
“ประการต่อมา ต้องฝึกเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดิน”
สวี่หยางได้คิดไว้แล้ว
หากทักษะการวาดยันต์พัฒนาขึ้น เขาจะสามารถวาดยันต์ขั้นสูงระดับสองได้อย่างมั่นคง นั่นเท่ากับว่าเขามีท่าไม้ตายที่แน่นอนจนไม่ต้องกังวลว่ามันจะหมด
ประการต่อมาภรรยาของเขาก็ต้องการไม้ตายพวกนี้เหมือนกัน
“แต่คาดไม่ถึงเลยว่าหนิงเฟยจะมีความลับอย่างนี้”
สวี่หยางหรี่ตาลง
ในมโนสำนึกระลึกถึงเสียงที่หนิงถูส่งมาก่อนตาย
เขามั่นใจว่าคำที่หนิงถูพูดก่อนตายน่าจะเป็นความจริง
เพราะว่าคนที่ใกล้ตายมักพูดด้วยความจริงใจ
และหากโกหกเขาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร
“หนิงเฟยผู้นี้ ต่อไปต้องระวังไว้บ้าง”
เมื่อนึกถึงถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ที่ยังไม่มีค่ายกลป้องกัน ภรรยาอาจไม่ปลอดภัย เขาจึงเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย
“อ้าว ไยถึงเร่งความเร็วล่ะ!”
หยางโต้วโตวที่กำลังตรวจดูถุงเก็บของอยู่ เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงเร่งความเร็วและตามออกไป
“คนผู้นี้เร็วได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ?”
ดูเหมือนความช้าก่อนหน้านี้เขาจงใจทำ เพื่อรอให้คนทั้งสามพุ่งเข้าสู่กับดัก
ดูเผิน ๆ หยางโต้วโตวอาจจะดูวุ่นวายไปบ้าง แต่นางไม่ใช่โง่ นางสังเกตเห็นอะไรบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว
“บุรุษผู้นี้ไม่ควรมองข้าม!!!” หยางโต้วโตวคิดในใจ และเร่งความเร็วขึ้น
“พี่สวี่…”
ว่ากันตามจริง หยางโต้วโตวอายุมากกว่าสวี่หยาง
อย่าได้มองที่ใบหน้าอันอ่อนเยาว์และร่างกายเล็ก ๆ ของนางที่ราวกับเด็กอายุสิบสี่สิบห้า
แท้จริงนางใกล้สี่สิบแล้ว
ในขณะที่สวี่หยางอายุราวสามสิบกว่า ๆ อายุห่างกว่าสิบปี
ได้ยินหยางโต้วโตวเรียกตนว่าพี่ สวี่หยางก็ได้แต่ถอนหายใจ
นางผู้นี้คงจะเห็นข้าเป็น ‘ท่านผู้ยิ่งใหญ่’ แล้วกระมัง
…
ภูเขาซานชิง ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่
เมื่อสวี่หยางมาถึงก็แผ่จิตเทวะออกไปรับรู้สถานการณ์ของหนิงเฟย
หลังจากรู้ความลับของหนิงเฟยแล้ว สวี่หยางจึงระมัดระวังคนผู้นี้อย่างมาก
ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ที่ที่พักของหนิงเฟย อีกฝ่ายคงจะยังไม่กลับบ้าน
“ผู้อาวุโสสวี่ เจ้ากลับมาแล้ว”
เสิ่นปิงผู้ดูแลภูเขาบินเข้ามาถาม
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
“ไม่มีอันใด” เสิ่นปิงคำนับตอบด้วยความเคารพ นางมองสวี่หยางด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
นึกไม่ถึงจริง ๆ ในตอนแรกผู้อาวุโสสวี่ผู้นี้เป็นเพียงผู้บำเพ็ญอิสระที่นางไม่ให้ความสำคัญที่สุด แต่ในตอนท้ายกลับกลายมาเป็นผู้ชนะและได้กลายเป็นเจ้าของที่นี่
เสิ่นปิงเปิดค่ายกลพาสวี่หยางและหยางโต้วโตวบินเข้าไป
“สามี เจ้ากลับมาแล้ว”
หลินอวี้ที่กำลังปลูกผักอยู่หน้าถ้ำมองเห็นพวกเขาแล้วก็คลี่ยิ้มพลางออกมาต้อนรับ
เสิ่นม่านอวิ๋นที่สวมชุดกระโปรงรัดรูป เผยความอวบอั๋นที่แทบทะลักล้นเดินออกมาพร้อมกับตะกร้าผักใบหนึ่ง
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
“หงิง หงิง…”
ในทุ่ง
เสี่ยวไป๋หูกับหนูสุ่ยหลิงที่กำลังไล่จับกันอยู่ก็วิ่งมาด้วย
“ข้าเจอปรมาจารย์ค่ายกล แม่นางหยางคนนี้เป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับสอง”
สวี่หยางแนะนำให้ภรรยาของตนเอง
“สวัสดีแม่นางหยาง”
หลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังมีใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ในใจกลับแอบประเมินอย่างลับ ๆ
คิดในใจว่าหญิงสาวบางคนช่างมีรูปโฉมงดงามราวกับสวรรค์สร้าง แล้วไยจึงเหมือนเด็กเช่นนี้
ส่วนแม่นางหยาง ภายในใจนั้นกลับพลิกผันราวกับคลื่นลม
ในใจมีคำสองคำผุดขึ้นมา ‘ชายชั่ว!’
ถูกต้องแล้ว นางรู้สึกว่าสวี่หยางเป็นชายชั่ว
ภรรยาถึงสี่คน
ถามหน่อยเถอะ คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
แต่ด้วยฐานะ ‘ปรมาจารย์’ นางจึงกลั้นความสงสัยไว้และยิ้มทักทาย
จากนั้นสวี่หยางให้เสิ่นม่านอวิ๋นไปสังเกตการณ์รอบ ๆ หยางโต้วโตว ดูว่าค่ายกลที่นางจัดเตรียมไว้นั้นเป็นเช่นไร
หากมิได้เรื่องก็เชิญนางออกไปเสีย
บ่ายวันหนึ่งล่วงเลยไป
ยามเย็นเสิ่นม่านอวิ๋นได้มาแจ้งข่าวแก่สวี่หยาง
ฝีมือการจัดวางค่ายกลของหยางโต้วโตวนั้นล้ำเลิศนัก มิใช่ของปลอม หากแต่เป็นของแท้ที่มีคุณภาพ
แม้แต่เสิ่นม่านอวิ๋นก็ยังกล่าวเช่นนี้ สวี่หยางจึงวางใจลงได้
ยามค่ำคืน
สวี่หยางได้จัดเตรียมห้องพักไว้ให้ หยางโต้วโตวพักที่ห้องรับรองชั้นสามของโถงหลัก
ส่วนตัวเขาและเหล่าภรรยาอยู่ด้วยกันในห้องฝึกฝน
สวี่หยางได้วางฉนวนกั้นเสียงระดับสองไว้
“สามี เจ้าเรียกพวกข้ามานอนเร็วเช่นนี้เชียวหรือ”
หลินอวี้เขินอายจนหน้าแดง
“อ๊ะ มาสิ มาเลย ” หลินหวั่นชิงเอนตัวนอนลง พลางพึมพำ “กลางวันเหน็ดเหนื่อยมากอยู่แล้ว ถ้าเจ้ายังคึกขนาดนั้น ข้าขอยกย่องให้เป็นยอดฝีมือเลย”
สวี่หยาง “…”
สวี่หยางพูดไม่ออก แล้วนี่มันอะไรกันนะ
“เอ่อ พวกเจ้าทั้งหลายมองสามีของตัวเองกันแบบนี้หรือ มันช่าง…”
เขาส่ายหัว ก่อนเล่าให้ฟังว่า “ระหว่างทางที่ข้ากลับมาที่นี่ พวกเราถูกลอบโจมตี! คนที่ลอบโจมตีพวกเราคือหนิงถู!!”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ภรรยาทั้งสี่ของเขาต่างก็ร่างกายสั่นเทา
หลินอวี้ยิ่งแล้วใหญ่ นางจับมือสวี่หยางไว้แน่น “สามี แล้วเจ้าไม่เป็นอะไรหรือไม่?”
“บาดเจ็บตรงไหนหรือ?”
“เหตุใดไม่รีบบอก?”
หลินหวั่นชิงได้ฟังก็ถึงกับโกรธจัด “เจ้าสารเลวหนิงเฟย นั่นเป็นญาติของหนิงถู หนิงถูลอบโจมตีเจ้าเช่นนี้ เขาย่อมต้องรู้เรื่องแน่ ๆ!!”
“เจ้าพูดถูก”
หลินไห่ถังพยักหน้า “ข้าจะไปถล่มถ้ำของมันซะ”
สวี่หยางอดหัวเราะไม่ได้ เขาโบกมือปฏิเสธ “หนิงถูตายไปแล้ว พวกเจ้าจะไปจัดการเขาโดยไม่มีหลักฐานเช่นนี้ ไม่กลับกลายเป็นว่าเขาจะใส่ร้ายพวกเราหรือ ถึงตอนนั้นเมืองเซียนคงไล่พวกเราออกเพราะไปก่อเรื่องเข้า”
“แล้วเจ้าจะปล่อยให้เรื่องนี้จบแบบนี้หรือ?”
หลินอวี้ขมวดคิ้วถาม
“หนิงเฟยน่าจะรู้เรื่องที่หนิงถูลอบสังหารข้า แต่เขาไม่ได้ร่วมมือ! สิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้เป็นเรื่องลับของหนิงเฟย! ก่อนหนิงถูตาย เขาได้ขอร้องให้ข้าฝังเขาและภรรยารวมกัน และได้บอกความลับเกี่ยวกับหนิงเฟยแก่ข้า”
“บุคคลผู้นี้อาจมีความร่วมมือกับโจรผู้ฝึกตนมาก่อน! เขาร่วมกันวางแผนสังหารศิษย์ของชิงหนิวเจินเหริน แต่ไม่รู้ว่าหนิงถูไปรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จึงได้ใช้เรื่องนี้ข่มขู่หนิงเฟยมาโดยตลอด”
“เป็นอย่างนี้เอง”
“ถึงกับฆ่าศิษย์ของชิงหนิวเจินเหรินได้ นับว่าหนิงเฟยอาจหาญยิ่งนัก”
สวี่หยางกล่าวต่อ “น่าเสียดายที่เราไม่มีหลักฐานเรื่องนี้ กล่าวได้เพียงว่าหลังจากนี้เราต้องระวังบุคคลผู้นี้เอาไว้”
จบคำ สวี่หยางก็หยิบตำราการวาดยันต์ที่พึ่งได้มาใหม่ออกมา
“ม่านอวิ๋น เล่มนี้เป็นตำราการวาดยันต์ที่ข้าลอกมา ว่าง ๆ เจ้าก็ลองอ่านดู”
“ขอบคุณ สามี” เสิ่นม่านอวิ๋นหอมแก้มสวี่หยางฟอดใหญ่
สวี่หยางเองก็หยิบเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินออกมา
“ตำรานี้คือเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดิน เป็นตำราชั้นยอดของเมียงเซียนชิงหนิวเชียวนะ!! ช่วยชำระล้างสิ่งเจือปนได้ดีเยี่ยม! สามารถใช้ในการฝึกฝนจนถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้เลย!”
“สามารถฝึกตนถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเลยหรือ ดีจริง!” หลินหวั่นชิงตาเป็นประกาย
“สามีเก่งกาจยิ่งนัก มาที่นี่ได้ไม่นานกลับหาของดีมาได้ตั้งหลายอย่าง”
หลินไห่ถังดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ทำไมเจ้าถึงมีความสุขเพียงนี้ล่ะ”
สวี่หยางยื่นมือออกไปหยิกคางหลินไห่ถัง
“น่ารำคาญ” หลินไห่ถังเหลือบมองสวี่หยาง
“ข้าจะไปพักผ่อนก่อน”
หลินอวี้ตัวสั่นด้วยความหนาวเย็น ในตอนกลางวันนางเหนื่อยแทบแย่อยู่แล้ว ยังจะให้ไถนาต่ออีกหรือ
เสิ่นม่านอวิ๋นก็วิ่งหนีไปทันทีเช่นกัน
เนื่องจากยังไม่ได้ตกแต่งห้องโถงใหญ่ พวกเขาทั้งสองจึงพักอยู่ในมุมหนึ่งของถ้ำ
หลินหวั่นชิงหาวออกมา บอกว่าจะไปพักผ่อน
เหลือเพียงแค่สวี่หยางกับหลินไห่ถังเท่านั้น
ไม่รู้เป็นอย่างไร
ในวันนี้หลินไห่ถังอารมณ์ดีไม่น้อย
นางแอบสื่อสารด้วยการส่งเสียงว่า “เบา ๆ หน่อย”
พลางคลุมผ้าห่มให้กับสวี่หยาง แล้วมุดตามเข้ามาในผ้าห่ม
ลิ้นเล็กของหลินไห่ถังช่างคล่องแคล่วเสียจริง
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป หลินไห่ถังผล็อยหลับไป
ส่วนสวี่หยางเดินเข้าไปยังห้องฝึกฝนเพื่อเพิ่มแต้มให้วิชายุทธ์
เขาเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา
[ชื่อ : สวี่หยาง]
[คะแนนพิเศษ : 56500 แต้ม ]
[ขอบเขตพลัง : สร้างรากฐานขั้นต้น]
…
“เพิ่มแต้มในเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินก่อน”
สวี่หยางพยักหน้า
จากตำราหยก มีเนื้อหาของเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินปรากฏในจิตสำนึก
ตำราหยกนี้มีจำนวนครั้งในการใช้งานจำกัด
เมื่อมีผู้อ่านถึงจำนวนครั้งที่กำหนด ตำราหยกจะชำรุดไปเอง
ด้วยวิธีนี้จึงทำให้มั่นใจได้ว่า วิชายุทธ์ของสำนักใหญ่ต่าง ๆ จะไม่หลุดออกไปสู่ภายนอก
นอกจากนี้ ผู้ที่อ่านก็ไม่สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ง่าย ๆ อย่างน้อย ๆ ต้องอยู่ขั้นสมบูรณ์จึงจะมีสิทธิ์ถ่ายทอดวิชายุทธ์ลงบนตำราหยกเพื่อให้ผู้อื่นอ่านต่อได้
ครั้งนี้เขาฝึกฝนทั้งคืน
น่าเสียดายที่เคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินนี้ค่อนข้างล้ำลึก
การศึกษาเพียงหนึ่งคืนยังไม่สามารถรู้แจ้งในวิชา ‘เคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดิน’ ได้
รุ่งเช้า
ทันทีที่สวี่หยางออกมา เขาก็เห็นหยางโต้วโตวกำลังง่วนอยู่กับอะไรบางอย่าง
นางดูเหมือนจะคุ้นเคยกับหนูสุ่ยหลิง และขอให้หนูสุ่ยหลิงช่วยขุดโพรงให้
ทุกครั้งที่หนูสุ่ยหลิงขุดโพรงเสร็จ หยางโต้วโตวจะยกนิ้วโป้งขึ้น ซึ่งช่วยลดภาระงานของนางลงไปได้มาก
หลายวันต่อมา
หนิงเฟยกลับมาจากภายนอก
สวี่หยางรู้สึกแปลกใจ เมื่อสังเกตเห็นว่าเบื้องหลังหนิงเฟยมีบุคคลที่คุ้นเคยคนหนึ่งตามมาด้วย
เป็นผู้อาวุโสใหญ่ลู่หยวนฮว่าแห่งตระกูลลู่
ก่อนหน้านี้ หนิงเฟยบอกว่ารับงานชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นการวางค่ายกลให้กับผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลลู่
เมื่อนั้นเขาเดาไว้ว่าน่าจะเป็นตระกูลของลู่หยวนฮว่า
เพราะลู่หยวนฮว่าเคยบอกชัดเจนกับเขาว่าตระกูลได้ย้ายไปอยู่ชานเมืองเซียนชิงหนิว ซึ่งเป็นสถานที่ที่เรียกว่า ทะเลสาบเซียนวารีชิงหนิว
บัดนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเดาไม่ผิด