ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 221 แสร้งทำได้เหมือนจริงเหลือเกิน
บทที่ 221 แสร้งทำได้เหมือนจริงเหลือเกิน
“สหายเต๋าสวี่ มีเรื่องอันใดหรือ?”
เมื่อนางสังเกตเห็นว่าสวี่หยางเหมือนจะมีเรื่องเร่งด่วน ลู่หยวนฮว่าจึงถามเสียงเบา
สวี่หยางโพล่งข้ออ้างขึ้นมา “กล่าวตามจริง ข้าเพิ่งจะไปมีเรื่องกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานคนหนึ่งมา กลัวว่าจะไม่เป็นผลดีต่อข้า ข้าจึงกังวลว่าหากพึ่งพาแต่ค่ายกลป้องกันภูเขาเพียงอย่างเดียวจะเสี่ยงเกินไป จึงอยากขอให้สหายหยาง ช่วยติดตั้งค่ายกลเพิ่มอีกหน่อย”
หยางโต้วโตวพึมพำ “เจ้าไปก่อเรื่องชั่วอะไรมาเนี่ย”
สวี่หยางหน้าตึง “ทำไมจะต้องเป็นข้าที่ไปรังแกผู้อื่น เขาทำข้าก่อนต่างหาก”
ลู่หยวนฮว่าพยักหน้า “แม่นางหยางโต้วโตว เจ้าไปติดตั้งค่ายกลให้กับสหายเต๋าสวี่ก่อนเถอะ”
“เจ้าไม่รีบหรือ” หยางโต้วโตวหันไปมองลู่หยวนฮว่าอย่างแปลกใจ
ลู่หยวนฮว่าหัวเราะ “ตระกูลลู่มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ไม่ได้ขัดแย้งกับใคร ไม่ต้องกังวลหรอก แล้วค่ายกลป้องกันภูเขาก็ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขาดแต่ค่ายกลเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ไม่รีบร้อนอะไร สหายเต๋าสวี่ต่างหากที่ดูมีเรื่องเร่งด่วนกว่าข้า ข้าย่อมช่วยเหลือสหายเต๋าก่อน”
สวี่หยางดีใจเป็นอย่างมาก
ยิ่งทำความรู้จักลู่หยวนฮว่าผู้นี้ ก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตากัน
จึงรีบประสานมือคารวะแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ข้าติดค้างสหายเต๋าลู่แล้ว”
การเป็นมนุษย์ มีรับก็ต้องมีให้
เมื่อลู่หยวนฮว่ามีไมตรีเช่นนี้ สวี่หยางจึงต้องแสดงน้ำใจตอบแทนบ้าง
ลู่หยวนฮว่ากล่าวยิ้ม ๆ “สหายเต๋าสวี่ เจ้าเกรงใจเกินไปแล้ว ตอนที่พวกเรานั่งเรือของตระกูลลู่มา หากไม่ได้สหายเต๋าสวี่คอยช่วย พวกเราคงต้องพบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงไปแล้ว”
ต้องยอมรับว่าลู่หยวนฮว่าเป็นคนอัธยาศัยดีจริง ๆ
ลู่เสี่ยวม่านที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้ารับด้วยเช่นกัน “สหายเต๋าสวี่ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานผู้นั้นชื่ออะไรหรือ ครอบครัวของข้าคือตระกูลเสิ่น ประกอบกิจการหลายอย่าง อาจช่วยสืบข้อมูลมาให้เจ้าได้ ถ้าหาคนกลางมาไกล่เกลี่ยให้พวกเจ้าเปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตรได้ เช่นนั้นย่อมดีที่สุด”
สวี่หยางใจกระตุก
สิ่งที่ลู่เสี่ยวม่านพูดว่า ประกอบกิจการหลายอย่างและช่วยสืบข่าวได้ คงมีเส้นสายอยู่มิใช่น้อย
“เขาคือไป๋เหมาเจินเหริน ชื่อจริง หลิวเป้า”
ลู่เสี่ยวม่านพยักหน้า “คนผู้นั้น ข้ารู้จักดี!”
นางจึงเล่าข้อมูลของหลิวเป้าให้ฟัง
ซึ่งไม่ต่างจากที่หลี่ลี่จือเคยเล่าให้ฟังนัก
“เมื่อไม่นานมานี้พฤติกรรมของหลิวเป้าค่อนข้างประหลาด เคยล่องเรือออกไปยังน่านน้ำของสำนักหมัดไท่อี้ จากนั้นก็กลับมาแล้วก็หายตัวไปเฉย ๆ ใครจะคิดว่าเขาจะมาปรากฏตัวที่เมืองซานชิงซานของเจ้า”
“สำนักหมัดไท่อี้…”
สวี่หยางนึกถึงบันทึกรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในเมืองเซียนขึ้นมา
ในนั้นระบุว่า สำนักหมัดไท่อี้และเมืองเซียนชิงหนิวเป็นศัตรูคู่แค้นกัน
หากหลิวเป้าเดินทางไปยังน่านน้ำของสำนักหมัดไท่อี้ ก็อาจเพื่อไปพบปะกับใครบางคนและวางแผนการบางอย่างก็เป็นได้
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว บุคคลที่หลิวเป้าติดต่อด้วยอาจจะเป็นสำนักหมัดไท่อี้
ทุกสิ่งดูกระจ่างชัด
“ขอให้ทุกท่านช่วยรักษาเรื่องของหลิวเป้าเป็นความลับด้วย!” สวี่หยางประสานมือคำนับ
“วางใจเถิด”
ลู่เสี่ยวม่านและลู่หยวนฮว่าพยักหน้าพร้อมเพรียงกัน
ส่วนหยางโต้วโตวกลับมองด้วยความสับสน ไม่รู้ว่าคนทั้งสองกำลังพูดอะไร
สวี่หยางไม่สนใจนางเช่นเคย
เมื่อออกจากที่นี่พร้อมกับหยางโต้วโตว นางก็แสดงอาการไม่เต็มใจนัก
“จะให้ข้าไปก็ไป จะให้ข้ามาก็มา เจ้าคิดว่าข้าเป็นอะไรกัน แม้ว่าข้าจะทำงานให้เจ้า แต่เจ้าก็ต้องถามความเต็มใจของข้าก่อน!”
หยางโต้วโตวแค่นเสียงเย็น “ตอนนั้นข้าจะขอเช่าที่ของเจ้า เจ้าก็ไม่ยอม ตอนนี้มาตื๊อข้าแล้วหรือ”
สวี่หยางพูดไม่ออก นางปากร้ายเหลือเกิน
“ไม่ใช่ข้าไม่จ่ายค่าแรงให้เจ้าเสียหน่อย”
สวี่หยางส่ายหัว
“มันไม่เหมือนกัน! ตอนนี้เจ้าไปมีเรื่องกับคนอื่น หากข้าเกิดอันตรายจะทำอย่างไร ต้องเพิ่มเงิน!”
“งั้นเอาเช่นนี้ ครั้งนี้เจ้าไปติดตั้งค่ายกล แล้วข้าจะให้เจ้าอยู่ที่นั่นโดยไม่คิดค่าเช่าหนึ่งปี เจ้าว่าดีหรือไม่”
สวี่หยางกล่าวแสดงความจริงใจ
“ไม่ สามปี! ไม่สิ ห้าปี ข้าว่าห้าปี!”
สีหน้าสวี่หยางดูกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก “ข้าว่ามันมากเกินไปนะ…”
แท้จริงแล้วในใจของเขากำลังเบิกบาน
เวลานี้ที่เมืองซานชิงซาน อาจจะมีสงครามใหญ่ปะทุขึ้น หากที่นั่นมีปรมาจารย์ค่ายกลสักคนมาอยู่ด้วย พวกเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้น
ต้องบอกว่า สวี่หยางเล่นละครตบตาได้แนบเนียนยิ่ง
หยางโต้วโตวรีบตีเหล็กขณะยังร้อน “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ค่ายกลที่ข้าจะติดตั้งให้ ข้าจะคิดราคาแค่ครึ่งเดียว ตกลงหรือไม่”
สวี่หยางทำหน้าราวกับว่าข้อเสนอของอีกฝ่ายช่างเป็นข้อเสนอที่แสนวิเศษ พลางพยักหน้ารับ “ได้สิ ข้าตกลง ต้องยอมรับเลยว่าเจ้าเจรจาเก่งที่สุดที่ข้าเคยพบมาเลยละ”
“ไม่เป็นไร ๆ ข้าช่วยประหยัดหินวิญญาณให้เจ้าไปตั้งเยอะ แล้วอีกอย่าง เรื่องดูแลค่ายกลต่อจากนี้ ข้าจะเป็นคนจัดการให้เอง”
“ได้ ตามใจเจ้า” สวี่หยางลอบดีใจ แต่กลับแสร้งทำเป็นครุ่นคิดค่อยพยักหน้า
“แต่ว่าหลังจากนี้ เจ้าต้องเลี้ยงข้าวข้าด้วยนะ”
เมื่อนึกถึงฝีมือการทำอาหารอันยอดเยี่ยมของหลินอวี้ และคิดว่าต้องกินแต่อาหารจำเจอย่างมันฝรั่งต่อไป นางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว หยางโต้วโตวรีบพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค
“ได้สิ ข้าวไม่ขาดแน่ ๆ”
สวี่หยางลอบมองหยางโต้วโตวที่ตอนนี้ทำสีหน้าราวกับว่าตัวเองได้เปรียบมาก ในใจของเขานั้นเบิกบานอย่างยิ่ง
หลังจากที่ได้หยางโต้วโตวมาร่วมด้วย ความปลอดภัยของถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่จึงเพิ่มขึ้นระดับหนึ่งแล้ว
แม้ว่าความแข็งแกร่งของหยางโต้วโตวจะไม่ได้สูงนัก เพียงแค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น แต่ปรมาจารย์ค่ายกลทั่วไปกลับไม่ได้มีพลังต่อสู้อ่อนแอแต่อย่างใด
ทั้งสองคนทะยานผ่านคลื่นลมมุ่งเข้าสู่เกาะซานชิง
…
เรือนพักในถ้ำ
สวี่หยางให้หยางโต้วโตวเสนอรูปแบบค่ายกลที่จะจัดวางต่อไป
ค่ายกลป้องกันหนึ่งชุดและค่ายกลโจมตีอีกหนึ่งชุด รวมทั้งกับดักขนาดเล็กอีกหลายรูปแบบ
นอกจากนี้ ใต้ดินก็จำเป็นต้องวางค่ายกลปกปิดสำหรับซ่อนตัว
จุดประสงค์ก็เพื่อหลบซ่อนยามค่ายกลป้องกันแตก และข้าศึกบุกเข้ามา
ภายในค่ายกล สวี่หยางยังขอให้สร้างชุดค่ายกลเคลื่อนย้ายด้วย
“เคลื่อนย้าย??”
พอได้ยินข้อเรียกร้องมากมายขนาดนี้ หยางโต้วโตวก็ตาค้าง
“ค่ายกลเคลื่อนย้ายยากเกินไป!” นางอุทานอย่างตกใจ
การเคลื่อนย้ายเกี่ยวข้องกับทฤษฎีอวกาศ เช่นเดียวกับการวาดยันต์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับระบบอวกาศล้วนยากทั้งนั้น
“ข้าก็คงทำได้แค่พยายามอย่างเต็มที่”
หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน หยางโต้วโตวก็คำนึงว่า ที่นี่จะเป็นที่พำนักของนางอีกห้าปีข้างหน้า การเพิ่มการป้องกันไว้หลาย ๆ ชั้นก็น่าจะไม่เลว
ด้วยเหตุนี้เองหยางโต้วโตวจึงไปติดตั้งค่ายกลให้
สวี่หยางพาหลินอวี้ เสิ่นม่านอวิ๋น หลินหวั่นชิง หลินไห่ถังนั่งรวมกัน และเล่าเรื่องทุกอย่างที่ไปเจอมา รวมทั้งเรื่องที่เหอซีเสวี่ยพูดกับเขา
สาว ๆ ต่างก็ตกใจ อัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก!
“เหอซีเสวี่ยกำลังวางแผนใหญ่ และมีคนบางกลุ่มพยายามขัดขวาง แน่นอนว่าตอนนี้พวกนั้นต้องกำลังสืบข้อมูลกันอยู่แน่ เหอซีเสวี่ยเลือกก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตานที่นี่ พวกนั้นคาดไม่คิดแน่!”
หลินไห่ถังวิเคราะห์สถานการณ์ และพูดต่อ “ถึงยามนั้น เมื่อเหอซีเสวี่ยบรรลุขอบเขตจินตาน จะมาก่อกวนก็คงไม่ทันแล้ว”
หลินหวั่นชิงตาเป็นประกาย “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก แบบนี้โอกาสในการเข้าสู่ขอบเขตจินตานก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก!”
“ที่สำคัญคือจะไม่ได้รับผลกระทบ!” สวี่หยางกล่าว
“แล้วชิงหนิวเจินเหรินคงจะมาปกป้องด้วยตัวเองใช่หรือไม่”
“ถ้าเขามาปกป้องด้วยตัวเอง ข้าก็กลัวว่าศัตรูจะส่งผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดมาน่ะสิ ดังนั้นข้าจึงคาดการณ์ว่าชิงหนิวเจินเหรินคงจะไปที่อื่นเพื่อดึงดูดความสนใจของศัตรู…”
สวี่หยางคาดการณ์
สวี่หยางสะบัดหัวไล่ความคิดออกไป มองไปทางเหล่าภรรยา “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ต่อจากนี้ภารกิจของเราคือกำจัดหลิวเป้า แล้วก็หาตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังให้เจอ”
“ม่านอวิ๋น ต่อจากนี้หน้าที่ของเจ้าคือคอยสอดส่องร้านขายของนั่น หากมีข่าวคราวอะไรให้รีบบอกข้า”
“ได้”
เสิ่นม่านอวิ๋นสวมหน้ากาก แล้วก็ทะยานออกไปทันที
สวี่หยางหยิบเครื่องรางออกมาให้หลินไห่ถัง และหลินหวั่นชิงคนละอัน
“ตอนนี้ศัตรูที่แข็งแกร่งกำลังจะมาถึงแล้ว พวกเจ้าพกนี่ไว้ เมื่อเจอสถานการณ์คับขันจะมีไพ่ตายรับมือ! ส่วนข้าไม่ต้องห่วง ข้ายังมีอีกอัน”
“ขอบใจ สามี”
…
ยามค่ำคืน
ภายในถ้ำ
สวี่หยางฝึกฝนอย่างเงียบงัน
เขาปรารถนาที่จะก้าวไปสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางในไม่ช้า
ก่อนหน้านี้ หลังจากเลื่อนขอบเขต เขาได้รับรางวัลจากระบบเป็นการฝึกฝนสิบปี ทำให้เคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินแข็งแกร่งขึ้น
แต่เมื่อพิจารณาถึงความมั่นคงของรากฐาน เขาจึงไม่ได้เลื่อนขั้นในทันที
บัดนี้ด้วยการฝึกฝนมาหลายวัน เขารู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
สวี่หยางพึมพำ เขาสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณและร่างกายของตนราวกับว่ามีความกลมกลืนที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“หึ หึ…”
เขาหายใจออกสองครั้ง จากนั้นก็ไม่ลังเลอีกต่อไป โคจรพลังปราณ ทำให้พลังวิญญาณที่เกิดจากเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะจับต้องได้!
แล้วส่งพลังทั้งหมดไปยังจุดตันเถียนของตนเอง
“ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง ด้วยพื้นฐานปัจจุบันของข้าก็เหมือนสำเร็จไปแล้วเก้าส่วน”
สวี่หยางดวงตาทอประกาย เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างแรงกล้า
เหตุผลที่เขาไม่พูดว่าเขาสำเร็จเต็มสิบส่วน เพราะหากมีฟ้าผ่าลงมาเขาก็จะล้มเหลว
ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางสำคัญมากสำหรับผู้บำเพ็ญมนุษย์
เนื่องจากมันจะส่งผลโดยตรงต่อการเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย และส่งผลต่อคุณภาพของแกนจินตาน
โชคดีที่เมื่อเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน เขาก็ได้สร้างรากฐานที่ดีเอาไว้แล้ว
ดังนั้นเมื่อปราณวิญญาณฟ้าดินหล่อเลี้ยงร่าง เขาแทบจะไม่ต้องออกแรงก็สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางได้อย่างง่ายดาย
และเพราะบริเวณนี้มีการติดตั้งค่ายกลปกปิดเอาไว้ ทำให้สถานการณ์ภายในไม่ได้แพร่งพรายสู่ภายนอก
จนกระทั่งหลังเที่ยงคืน
สวี่หยางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
เมื่อสัมผัสได้ถึงปราณเหลวเข้มข้นซึ่งเปล่งประกายระยิบระยับในจุดตันเถียน สวี่หยางพยักหน้าด้วยความพอใจ
“ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง ขั้นต่อไปคือการทำให้มั่นคง ค่อย ๆ ก้าวไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานระดับหก…”
สวี่หยางรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเดินออกจากถ้ำ ต้องการแบ่งปันความสุขนี้กับภรรยาของตน
ทว่าเวลานี้ดึกมากแล้ว เมื่อรับรู้ว่าภรรยาของตนหลับสนิทไปแล้ว เขาจึงไม่คิดรบกวน
“อ้าว เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ”
สวี่หยางรู้สึกได้ว่าหยางโต้วโตวยังอยู่ที่ลานข้างนอก กำลังจัดเตรียมค่ายกล
ร่างพลันเปลี่ยนเป็นสายลม พุ่งออกไปข้างนอก
“สาวน้อย ยังไม่เสร็จอีกหรือ”
สวี่หยางทัก
หยางโต้วโตวไม่แม้แต่จะหันกลับมา “ไอ้หยา! ข้าอายุมากกว่าเจ้าแท้ ๆ กลับมาเรียกข้าว่าสาวน้อย”
สวี่หยางหัวเราะ เขาได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางแล้ว จึงไม่ได้สนใจคำพูดของหยางโต้วโตว “ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดเจ้ายังไม่นอนอีก”
“ทำงานอีกสักหน่อย หาหินวิญญาณอีกนิดหนึ่ง เอ๊ะ ปราณของเจ้า…”
หยางโต้วโตวรับรู้ได้ทันทีว่าสวี่หยางอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับสี่แล้ว
“ไม่แปลกใจเลยที่ดึกดื่นป่านนี้เจ้าถึงยังไม่นอน เจ้าเลื่อนขั้นแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย”
สีหน้าของสวี่หยางเผยความแปลกใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าปราณของข้า…”
เมื่อครู่เขาเพิ่งจะใช้การอำพรางกลิ่นอาย
แต่หยางโต้วโตวกลับมองออก
เมื่อนึกถึงตอนที่ต่อสู้กับสามีภรรยาตระกูลหนิง หยางโต้วโตวก็มีความรู้สึกต่อปราณไวมาก สวี่หยางคาดเดาว่าหญิงสาวผู้นี้มีวิชาแปลกประหลาด จึงสามารถรู้สึกถึงปราณของผู้อื่นได้