ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 222 การต่อรองราคา
บทที่ 222 การต่อรองราคา
การคาดเดาของสวี่หยางไม่ผิดนัก หยางโต้วโตวมีวิชาจริง สามารถมองเห็นพลังปราณของผู้อื่นได้อย่างชัดเจน
นางพยักหน้าโดยไม่ลังเล “ข้ามีวิชานี้อยู่แล้ว อย่าลืมว่าข้าเป็นปรมาจารย์ค่ายกล ข้าได้ติดตั้งค่ายกลขนาดเล็กไว้ชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบจุดตันเถียนที่แท้จริงของผู้อื่น!”
หัวใจของสวี่หยางเต้นแรง!
“โอ้? ใช้หินวิญญาณเท่าใด”
“เจ้าจะซื้อหรือ พี่สวี่หยาง”
“ไม่ได้หรือ? ขอเพียงราคาเหมาะสม จะมีสิ่งใดที่ซื้อไม่ได้?”
“เจ้าพูดถูก!” นางหยิบม้วนหยกออกมา
ม้วนหยกนี้ไม่เล็กเลย มีขนาดเท่าฝ่ามือ
“ภายในนี้สลักวิชาตรวจจับปราณชนิดหนึ่งไว้ ซึ่งสามารถตรวจจับจุดตันเถียนของผู้อื่นได้อย่างแม่นยำ! แน่นอนว่าเฉพาะผู้ที่อยู่ขอบเขตเจี่ยตานและต่ำกว่าเท่านั้น หากเจ้าต้องการ… อืม ต่อไปนี้ก็จะเป็นเพื่อนบ้านกัน เจ้าก็เป็นเจ้าของบ้านของข้าด้วย ราคาคุยกันได้ ข้าจะคิดให้เจ้าสามหมื่นหินวิญญาณก็แล้วกัน”
สวี่หยางยิ้มฝืน ๆ “เจ้าคิดปล้นข้าใช่หรือไม่?”
“พี่สวี่หยาง ข้าใช้เวลานานมากในการสร้างมัน!”
สวี่หยางมองม้วนหยกที่ไม่มีต้นทุนด้านวัสดุใด ๆ และพูดตรง ๆ ว่า “ข้าเห็นว่าการค้าครั้งนี้ล้มเหลวแล้ว”
เมื่อพูดจบก็หันหลังแล้วจากไป
“เฮ้อ ตกลงไม่ได้หรือ การค้าขายก็ต้องต่อรองเป็นธรรมดาใช่หรือไม่ หากเจ้าต่อรองราคา เราอาจจะตกลงกันได้”
เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของหยางโต้วโตว สวี่หยางก็ไม่อยากทำให้หญิงสาวคนนี้ลำบากใจ จึงพยักหน้า “เอาเถอะ สามพัน”
กล่าวจบ สวี่หยางคาดเดาเอาเองว่าตนคงต่อรองมากไปหน่อย หากทำให้หยางโต้วโตวโกรธขึ้นมาแล้วนางไม่ขายจะทำอย่างไร
ว่าตามจริงแล้ว สิ่งนี้สวี่หยางสนใจอยู่ไม่น้อย
อย่างเช่นซื้อให้ภรรยาทุกคนคนละชุด
เช่นนั้น ต่อไปภายหน้าเมื่อต้องออกไปข้างนอก จะสามารถตรวจดูพลังปราณที่แท้จริงของผู้อื่นได้อย่างแม่นยำ ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ดีมาก
เพราะในโลกนี้ คนเจ้าเล่ห์เพทุบายมีมากมาย เหล่าผู้แข็งแกร่งชอบแสร้งทำเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์อันไม่เป็นพิษเป็นภัย ซึ่งช่างน่ารังเกียจแท้
“ตกลง!!”
ขณะที่สวี่หยางกำลังคิดไปเรื่อยเปื่อย หยางโต้วโตวก็พยักหน้าตอบตกลงทันที ยื่นม้วนหยกขนาดใหญ่ในมือของนางให้โดยตรง
สวี่หยาง “…”
จู่ ๆ ก็รู้สึกราวกับถูกหลอก
ทว่าก็ช่างเถอะ
ต่างฝ่ายต่างส่งมอบของและรับหินวิญญาณ
หยางโต้วโตวบอกวิธีใช้ม้วนหยกจนสวี่หยางเข้าใจ “ใช่แล้ว เจ้ายังมีของเช่นนี้อีกหรือไม่ ข้าจะเตรียมให้ภรรยาของข้าอีกหลายชิ้น”
“โอ้โห เจ้าช่างดีกับภรรยาของเจ้าเสียจริง เห็นทีคงไม่แปลกใจนักที่ภรรยาเจ้าจะติดหนึบอยู่กับเจ้าไม่ว่ายามใด เวลาย่ำรุ่งหรือย่ำค่ำก็ตาม จุ๊ ๆ…”
หยางโต้วโตวหัวเราะร่วน กล่าวว่า “ข้ามีเพียงสองชิ้น หนึ่งชิ้นต้องใช้เอง รอข้าติดตั้งค่ายกลที่นี่เสร็จก่อน แล้วค่อยทำให้เจ้าใหม่อีกที!”
“ได้! เช่นนั้นเจ้าพักผ่อนให้สบายเถิด”
กลับถึงถ้ำ สวี่หยางจึงปล่อยกลิ่นอายของตนเองลงบนม้วนหยกแล้วเริ่มหลอมรวม
พอฟ้าสาง ม้วนหยกก็หลอมเสร็จพอดี
หลังจากนั้นก็ใส่ไว้ในถุงเก็บของ
“ระยะตรวจจับค่อนข้างดี สิบกว่ากงหลี่ แต่ว่า…”
สวี่หยางค้นพบว่า แม้มันจะตรวจจับได้ไกลสิบกว่ากงหลี่ แต่สั้นกว่าการตรวจจับของจิตเทวะของเขาเล็กน้อย
แต่ยิ่งไกลก็ยิ่งรับรู้จุดตันเถียนของผู้อื่นไม่ได้เลย
เว้นแต่ศัตรูจะอยู่ในระยะร้อยหมี่
หากเป็นอย่างนั้นจึงจะรับรู้จุดตันเถียนของผู้อื่นได้จริง
นั่นหมายความว่า สามารถตรวจจับได้เพียงพลังปราณการต่อสู้ของผู้อื่นในระยะร้อยหมี่เท่านั้น
“ช่างเถอะ ยังดีกว่าไม่มีเลย!!”
สวี่หยางไม่แยแส
เอาเถอะ หินวิญญาณสามพันก้อนเท่านั้น
เขาแค่ปลูกพืชวิญญาณนิดหน่อยก็เอาทุนคืนได้แล้ว
ไม่นานภรรยาของเขาก็ตื่นนอน หลินอวี้ตื่นขึ้นเป็นคนแรก นางค่อนข้างขยัน
หลังจากล้างหน้าล้างตาแล้ว นางก็เดินมาหาสวี่หยาง เพื่อดูว่าเขาเป็นอย่างไร
นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าเมื่อเพิ่งก้าวเข้ามาในถ้ำ สวี่หยางก็ใช้พลังปราณฉุดนางเข้ามา
“ว้าย!”
หลินอวี้ร้องอุทานด้วยความตกใจ เมื่อตั้งสติได้นางก็พบว่าสวี่หยางยิ้มอยู่ จึงทำตาเขียวใส่และพูดขึ้นว่า “น่าชังยิ่งนัก ทำข้าตกใจหมดแล้ว”
สวี่หยางสอดมือเข้ามาโดยตรง
“เมื่อคืนข้าเข้านอนดึก เห็นเจ้าหลับกันหมดแล้วเลยไม่อยากรบกวน ตอนนี้ไฟปรารถนากำลังพลุ่งพล่าน เจ้าว่าข้าควรทำอย่างไรดี”
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของหลินอวี้ก็แดงระเรื่อขึ้น
นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสวี่หยางกำลังคิดอะไรอยู่
“น่าเกลียด ยังเช้าอยู่เลย…”
“ภรรยา ข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางแล้ว เจ้าจะไม่ให้รางวัลข้าหรือ”
เขาหยิกจมูกของหลินอวี้
หลินอวี้ในตอนนี้เริ่มมีเสน่ห์ของหญิงสาวมากขึ้นแล้ว อาจเป็นเพราะนางได้กินยาจู้เหยียน ผิวของนางจึงเปล่งปลั่งและอ่อนนุ่มราวกับผิวทารก
เพียงแค่ลูบไล้สองสามครั้ง ร่างกายของหลินอวี้ก็ทนไม่ไหวแล้ว
“น่ารำคาญยิ่ง แต่ข้าจะให้รางวัลเจ้า!”
กล่าวจบนางก็คุกเข่าลงด้วยความเต็มใจ
…
ยามเช้าตรู่ หลังจากสบายตัวแล้ว หลินอวิ๋นก็ออกไปบ้วนปาก
สวี่หยางเดินไปที่ห้องถัดไป พบเพียงหลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังเท่านั้น
ส่วนเสิ่นม่านอวิ๋นพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา คอยสอดส่องทุกการเคลื่อนไหวของร้านขายของชำแห่งนั้น
สวี่หยางบอกกับเสิ่นม่านอวิ๋นว่า หากหลิวเป้าออกจากที่นั่น ให้รีบบอกเขาทันที
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าช่าง…ยิ่งนานวันยิ่งซุกซน ยามเช้าตรู่ก็ยังรังแกอวี้เอ๋อร์”
หลินหวั่นชิงส่ายหัวพลางพูดด้วยความรู้สึกทึ่งในความแข็งแกร่งของสวี่หยาง
หลินไห่ถังรู้สึกชาไปทั้งร่าง
“สหายเต๋าสวี่ เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้หมายความว่ากระไร?”
ยามนี้หลินไห่ถังเพิ่งตื่นนอน สวมเพียงชุดตัวในบาง ๆ เท่านั้น
ส่วนท่อนล่างเปลือยเปล่า
สวี่หยางรู้สึกคันยุบยิบไปทั้งหัวใจ
“สามีพวกเจ้าเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางแล้ว พวกเจ้าจะให้รางวัลแก่ข้าอย่างไรเล่า”
คำพูดของสวี่หยางทำให้ภรรยาของเขาทั้งสองตกตะลึง
“ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง?”
“เก่งมากสหายเต๋าสวี่ ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าพรสวรรค์ของเจ้านั้นหาตัวจับยากนัก”
หลินหวั่นชิงกล่าวสรรเสริญโดยไม่กะพริบตา จากนั้นก็ทำท่าจะออกไป
“สหายเต๋าสวี่ ข้าจะไปทำให้อาหารมื้อใหญ่เพื่อฉลองตอนนี้เลย”
“เจ้าจะทำอาหารให้ข้ากินหรือ”
สวี่หยางหัวเราะ ก่อนดึงหลินหวั่นชิงที่กำลังจะหนีกลับมา “หวั่นชิงเอ๋ย ฝีมือการทำอาหารของเจ้านั้นลืมไปเถอะ ยามนี้ข้าอยากกินอย่างอื่น”
เมื่อเห็นสายตาอันหื่นกระหายของสวี่หยาง หลินหวั่นชิงก็พูดไม่ออก”เมื่อครู่อวี้เอ๋อร์ก็เพิ่งทำให้เจ้าไป เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ”
หลินไห่ถังเอ่ยอย่างมีความสุข “ได้ สามี หากเจ้ามีความปรารถนา เช่นนั้นภรรยาก็จะสนองให้”
ในไม่ช้าถ้ำก็เต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจ
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป
สวี่หยางพาหลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังออกจากถ้ำ!
เขาคาดการณ์ว่าพรุ่งนี้เมื่อรางวัลมาถึง อาจจะได้ของดีมาอีกชุด
…
เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จ
สวี่หยางเริ่มศึกษา ‘เคล็ดวิชาควบคุม!’
นี่คือสิ่งที่ได้มาจากโจรผู้ฝึกตนที่ชื่อหลานเจี๋ย ซึ่งสามารถควบคุมผู้อื่นได้
เขาคิดอยู่ว่า หากต้องการจะหาตัวการใหญ่เบื้องหลังหลิวเป้า ก็ต้องหาทางควบคุมคนของหลิวเป้า
หลิวเป้าอยู่ขอบเขตเจี่ยตาน คำพูดของอีกฝ่ายเขาย่อมควบคุมไม่ได้
เช่นนั้นก็ต้องเริ่มจากลูกน้องของเขา!!
เมื่อคิดได้เช่นนี้จึงเริ่มลงมือศึกษา
เนื่องจากศาสตร์ทำยันต์เบื้องต้นได้บรรลุขั้นปรมาจารย์แล้ว จึงกระตุ้นคุณสมบัติรู้แจ้งวิถียันต์อักขระ
รู้แจ้งวิถียันต์อักขระของเขามีความก้าวหน้ามาก
เพียงแค่หนึ่งวันก็เข้าใจเคล็ดวิชาควบคุมได้กระจ่าง
“อ้อ… เป็นเช่นนี้หรือ เคล็ดวิชาควบคุมนี้ช่างลึกลับ แต่ว่า…”
เขาสังเกตว่า เนื่องจากเคล็ดวิชาควบคุมเป็นการมุ่งเป้าไปที่ภวังค์จิตของผู้อื่นเพื่อฝังข้อจำกัด
ดังนั้นผู้ที่ใช้ข้อจำกัดจึงต้องมีการควบคุมจิตเทวะที่แข็งแกร่ง
บังเอิญว่าสวี่หยางก็คือคนผู้นั้นพอดี
ด้วยเหตุนี้ เคล็ดวิชานี้จึงง่ายดายมากสำหรับเขา
…
ยามพลบค่ำ เสิ่นม่านอวิ๋นกลับมากินข้าว สวี่หยางจึงเล่าข่าวดีให้นางฟัง
“ขอแสดงความยินดีด้วย สหายเต๋าสวี่ เจ้าเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางได้อย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์” เสิ่นม่านอวิ๋นแสดงความยินดีอย่างจริงใจ พร้อมกับความรู้สึกปลอดภัยที่เต็มตื้นในใจ
“ม่านอวิ๋นเอ๋ย ช่วงนี้ลำบากเจ้าแล้ว”
สวี่หยางถอนหายใจ “วันนี้เราต้องกินมื้อใหญ่ฉลองสักหน่อย ค่ำนี้ข้าจะไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”
“ไม่เป็นไร”
ถูกผู้ชายของตัวเองแสดงความห่วงใย ทำให้หัวใจของเสิ่นม่านอวิ๋นราวกับมีน้ำหวานทะลักล้น
“ทำไมล่ะ เจ้าไม่ต้องการให้สามีอยู่เป็นเพื่อนหรือ” สวี่หยางหัวเราะพร้อมกับจับมืออันนุ่มนวลของเสิ่นม่านอวิ๋น
เสิ่นม่านอวิ๋นรีบพูดว่า “ข้าอยากให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนสิ หลายวันมานี้ข้าเฝ้ารออย่างเหงาหงอย สหายเต๋าสวี่ต้องอยู่เป็นเพื่อนข้าให้เต็มอิ่ม และทำให้ข้ามีความสุขด้วยนะ”
“แน่นอน!”
ไม่บ่อยนักที่เสิ่นม่านอวิ๋นจะรุกเร้ารุนแรงเช่นนี้ หากข้าไม่รีบสนองนางให้เต็มที่ ข้าจะยังเป็นคนอยู่หรือ
ยามโพล้เพล้
เมื่อทั้งคู่กินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็แต่งตัวแล้วขึ้นไปที่ชั้นบนของโรงเตี๊ยม
“ร้านนั้นแปลกจริง ๆ”
จากหน้าต่าง เสิ่นม่านอวิ๋นมองไปยังร้านขายของชำที่หลิวเป้าเข้าไปอย่างเงียบ ๆ แล้วพูดความคิดของนาง
“พวกเขาค้าขายไม่ดี มีแขกบางคนเข้าไป พวกเขาก็ไม่เต็มใจจะขายของให้ ทั้งยังไล่คนออกไปหลายครั้ง”
“ช่วงนี้หลิวเป้าไม่ได้ออกมาบ้างเลยหรือ”
“ไม่เลย มีแค่สองครั้งที่ไปกินอะไรแถวนี้แล้วก็กลับ ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”
สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อย
วันนี้เป็นวันที่ห้าแล้ว
เขาสัญญากับเหอซีเสวี่ยว่าภายในเจ็ดวันจะสืบหาข้อมูลของหลิวเป้าให้ได้
เขาตั้งใจจะรอจนถึงพรุ่งนี้
ถ้าหากว่าหลิวเป้ายังไม่มีความเคลื่อนไหว เขาก็จะบุกไปหาโดยอ้างว่าจะไปซื้อของ เพื่อสืบหาข้อมูลอย่างละเอียด
แน่นอนว่าการทำแบบนี้ย่อมมีความเสี่ยงมาก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
โชคดีที่ตอนนี้มีเคล็ดวิชามากมาย และพลังยุทธ์ก็อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางแล้ว ทำให้กระตุ้นเครื่องรางได้ถนัดมือมากขึ้น เขาจึงไม่กังวลนัก
“เอาละ ข้าจะคอยสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ เจ้าไปนอนที่เตียงก่อนเถอะ วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ามีความสุขสักสามครั้ง”
สวี่หยางเอ่ยอย่างเคร่งขรึม
เสิ่นม่านอวิ๋น “…”
ทันใดนั้นเสิ่นม่านอวิ๋นก็บิดตัวอย่างประหม่า “เช่นนั้น ข้าเกรงว่าจะรับมือไม่ไหว…”
ครู่ต่อมา เตียงภายในห้องพักก็สั่นไหว!
ครั้งนี้สวี่หยางเอ็นดูเสิ่นม่านอวิ๋นเพียงผู้เดียว โดยธรรมชาติแล้วก็ทำให้เสิ่นม่านอวิ๋นชื่นใจไม่น้อย นางเองก็ปรนนิบัติรับใช้ด้วยความเต็มใจ เพื่อให้สวี่หยางสัมผัสได้ถึงความเร่าร้อนและความกระตือรือร้นของนาง
หลังเที่ยงคืน
ภายในห้องจึงสงบลง
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าเก่งขึ้นทุกที ข้ารักเจ้ามากขึ้นทุกวัน”
ความร้อนแรงเพิ่งจะผ่านพ้นไป
เสิ่นม่านอวิ๋นได้รับความพึงพอใจที่หายไปนาน นั่นทำให้คะแนนความความชอบของนางพุ่งขึ้นถึง 100 แต้ม
‘นับว่าไม่เลว’
สวี่หยางยิ้ม เพราะคะแนนความชอบแตะหลักร้อยแล้ว รางวัลในอนาคตก็จะยิ่งมากขึ้น
“เข้านอนเถอะ”
“อืม”
เสิ่นม่านอวิ๋นหลับตาลงอย่างว่าง่าย
สวี่หยางกำลังจะนอนลง ทว่าทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นแล้วจ้องมองไปทางหน้าต่าง
เพิ่งจะรู้สึกเมื่อครู่เองว่า เมื่อยามดึกดื่น ประตูร้านขายของชำก็เปิดออก
หลิวเป้าเดินออกมา ตรงไปยังปลายถนน ใช้เท้าเหยียบบนกระบี่บินแล้วบินออกไป
สวี่หยางลูบคาง ในใจสั่นไหว ก่อนรีบลุกจากเตียง
“ม่านอวิ๋น เจ้าพักผ่อนเถอะ ข้าจะไปที่ร้าน”
“ได้”
สวี่หยางสวมเสื้อผ้า แล้วกระโดดออกทางหน้าต่าง
ชั่วครู่ต่อมาเขาก็เรีกยเสี่ยวไป๋หูออกมา
“เจ้าจิ้งจอกน้อยเอ๋ย ว่ากันว่าเลี้ยงดูมาพันวันได้ใช้เพียงวันเดียว ตอนนี้ถึงเวลาที่พี่สวี่จะใช้เจ้าแล้ว”
สวี่หยางลูบหัวเสี่ยวไป๋หูพร้อมเล่าแผนการ
“หากทำสำเร็จ ข้าจะให้ยาสัตว์อสูรขั้นสูงระดับหนึ่ง!”
“แต่หากทำไม่สำเร็จ ข้าจะจับเจ้าไปทำเป็นยาสัตว์อสูรแทน”
สวี่หยางยิ้มเย็น
แม้จะรู้ว่าสวี่หยางพูดขู่ แต่เสี่ยวไป๋หูก็ยังตกใจอยู่ดี มันกระโจนตัวออกไปทันที!