ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 223 ผู้บงการเบื้องหลัง
บทที่ 223 ผู้บงการเบื้องหลัง
ร้านขายของชำฟู่หยวน
ภายในห้องที่ส่งกลิ่นประหลาด ผู้บำเพ็ญมนุษย์ห้าคนปิดประตูอย่างระมัดระวังหลังจากที่หลิวเป้าออกไปตรวจสอบค่ายกล
“ข้าว่าเจ้าระมัดระวังเกินไปแล้วอวี๋ปิง พวกเราไม่ได้ก่อเรื่องอะไรสักหน่อย ใครจะมาจัดการพวกเราได้เล่า”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ผอมแห้งผิวดำ สวมเสื้อคลุมสีขาว พูดอย่างไม่ใส่ใจ
ผู้บำเพ็ญมนุษย์นามอวี๋ปิงผู้นี้มีอายุน้อยที่สุด ผิวพรรณขาวเนียน กล่าวเตือนสติ “อย่างไรก็ต้องระวังไว้ก่อน หากถูกพบเข้า เรื่องนี้อาจถึงตายได้”
“ฮึ่ม เมื่อลงมือแล้วก็ไม่ต้องกลัว!”
ชายร่างสูงกำยำที่อยู่ข้าง ๆ พูดเสียงเย็น “คราวนี้ ตราบใดที่พวกเราทำสำเร็จ สำนักหมัดไท่อี้จะมีของดีมากมายให้พวกเรา ไม่ใช่เพียงได้เข้าเป็นศิษย์สายใน แต่ยังมีรางวัลอีกมากมายด้วย!!”
อวี๋ปิงพยักหน้า “ดังนั้นยิ่งต้องระมัดระวัง อย่ามองแค่ผลประโยชน์ เราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรับมันด้วย”
“ที่อวี๋ปิงพูดมานั้นถูกต้องที่สุด”
หญิงสาวหนึ่งเดียวในที่แห่งนี้กล่าวเสียงหนักแน่น “แล้วเจ้าหลิวเป้าก็ไม่ใช่คนดีอะไร ปล่อยพวกเราไว้ที่นี่ แล้วตัวมันกลับไปเอง สุดท้ายจะให้เราทำอะไรก็ยังไม่บอกอีกต่างหาก”
“เฮ้อ อดทนเอาไว้เถอะ พวกเราทั้งห้าร่วมมือกันมานานแล้ว ร่วมมือกันทำให้สำเร็จก็แล้วกัน”
อวี๋ลี่กล่าว “ขัดขวางการเข้าสู่ขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ยในคราวนี้ ไม่รู้ว่าจะมีผู้ใดอีกบ้าง จะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเราห้าคนซึ่งอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานจะทำสำเร็จได้เพียงลำพัง”
ในห้าคนนี้ มีสองคนที่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง ส่วนที่เหลือล้วนเป็นขั้นต้น ความแข็งแกร่งเพียงเท่านี้จะเอาอะไรไปสู้
แกรก แกรก…
อวี๋ลี่พูดได้เพียงครึ่งประโยค…
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังที่หน้าประตู
“หืม?”
เขาเดินเข้าไป ส่งจิตสัมผัสไปที่หน้าประตู
“เหอะ ก็แค่อสูรจิ้งจอก คงถูกพวกค้าสัตว์อสูรบนถนนทิ้งมาสินะ”
ทว่าเมื่อเขาเปิดประตู ร่างกายกลับสั่นสะท้าน
ราวกับว่ามีบางสิ่งพุ่งเข้าใส่ศีรษะของเขา ทำให้สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ภวังค์จิตปรากฏอักขระประหลาดส่องประกายลึกลับออกมา
“ข้าคือเซียนผู้ยิ่งใหญ่ จงเชื่อฟังข้าแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า มิฉะนั้นจะข้าจะระเบิดสมองเจ้า!”
เสียงประหลาดดังขึ้น ทำให้อวี๋ลี่สะดุ้งตัวโหยง
“ผู้อาวุโส โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!!”
พลังที่จะสามารถสลักอักขระประหลาดนี้เข้าไปในสมองเขาได้เช่นนี้ จะต้องเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานเท่านั้น!!
เพราะจิตเทวะของเขามีความแข็งแกร่งระดับเดียวกับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน
“เจ้าฉลาดนัก ตราบใดที่เจ้าฟังข้า ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า และมอบสมบัติศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้า”
“ผู้อาวุโส ต้องการให้ข้าทำสิ่งใด ข้าจะเชื่อฟังอย่างแน่นอน”
เขาก้มหน้าลง แววตาวูบวาบ
เขาโกรธตัวเองที่ประมาทเลินเล่อ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่จะได้รู้จักผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน
ใช่แล้ว! มันคือโอกาส
ผู้อาวุโสพูดแล้วไม่ใช่หรือ ถ้าเชื่อฟังจะมอบสมบัติศักดิ์สิทธิ์ให้
“ต่อจากนี้ เจ้าจงทำราวกับว่ามิได้เกิดสิ่งใดขึ้น ไปพักผ่อนเถอะ”
“ได้ ขอรับ…” อวี๋ลี่พยักหน้ารับคำ
“อวี๋ลี่ มีอะไรหรือ?”
สหายด้านหลังร้องถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไร แค่อสูรจิ้งจอก แต่มันวิ่งหนีไปแล้ว ข้าจะไปพักผ่อนก่อน ข้าต้องเก็บแรงไว้ทำเรื่องใหญ่ต่อจากนี้”
เมื่อเห็นว่าอวี๋ลี่มุ่งหน้ากลับเข้าห้องไป คนอื่น ๆ ล้วนพึมพำด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะแยกย้ายไปพักผ่อนเช่นกัน
…
เมื่อกลับถึงที่พัก สวี่หยางจึงไล่ถามอวี๋ลี่ถึงจุดประสงค์ที่พวกเขามายังที่แห่งนี้ รวมถึงแผนของหลิวเป้า
เมื่อรับฟังคำบอกเล่าของอวี๋ลี่แล้ว สวี่หยางจึงเข้าใจทุกอย่าง
แท้จริงแล้ว คนพวกนี้คือศิษย์จากสำนักหมัดไท่อี้
พวกเขาแฝงกายเป็นโจร ทว่ากลับถูกสำนักหมัดไท่อี้จับกุมตัวได้และขังไว้ในคุกใต้ดิน!!
เดิมทีพวกเขาต่างก็ต้องโทษประหาร
แต่ก่อนหน้านี้ เหล่าผู้อาวุโสในสำนักหมัดไท่อี้ได้สั่งให้พวกเขามาติดตามหลิวเป้า เพื่อขัดขวางการบรรลุขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ย
พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าหากพวกเขาทำเช่นนี้ พวกเขาจะต้องตาย
แต่พวกเขาจะปฏิเสธได้อย่างไร?
มิหนำซ้ำสำนักหมัดไท่อียังสัญญาว่าจะให้ของตอบแทนด้วย!
หลังจากนั้นพวกเขาจึงติดตามหลิวเป้ามาที่นี่
ส่วนแผนการที่แน่ชัดนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด
แต่จากการคาดเดาของเขา พวกเขาน่าจะรอให้เหอซีเสวี่ยใกล้เข้าสู่ขอบเขตจินตาน เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะต้องลงมือ
สวี่หยางรู้สึกทึ่งในความรอบคอบของหลิวเป้านัก
“ถ้าหลิวเป้าไม่อยู่ที่นี่แล้ว พวกเจ้าทำไมไม่คิดหนี?” สวี่หยางถาม
“ท่านไม่รู้หรอกว่าพวกเราแต่ละคนถูกฝังข้อจำกัดไว้แล้ว หากหนีไป อย่างไรก็ถูกจับได้แน่นอน จุดจบของพวกข้าคงไม่พ้นความตาย”
อวี๋ลี่อธิบายอย่างสิ้นหวัง
สวี่หยางไม่ได้สนใจเขาอีก เมื่อรู้แผนการแล้วก็พูดเพียงว่าให้ฟังคำหลิวเป้าให้ดี มีเรื่องอะไรให้รีบแจ้งตน
หลังจากนั้นก็หยิบยันต์ส่งสารของเหอซีเสวี่ยออกมา และส่งข่าวไปยังเหอซีเสวี่ย
“เหอซีเสวี่ย ได้เรื่องแล้ว…”
สวี่หยางเล่าเรื่องราวทั้งหมด
ในดินแดนลับแห่งหนึ่ง เหอซีเสวี่ยกำลังหลบซ่อนตัวเพื่อบำเพ็ญตนอยู่ นางหยิบยันต์ส่งสารขึ้นมา
หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของสวี่หยาง เหอซีเสวี่ยก็พึมพำเบา ๆ “สำนักหมัดไท่อี้…”
“สวี่หยาง จับตาดูต่อไป หากหลิวเป้ามีความเคลื่อนไหวใด ๆ ก็รีบรายงานข้าทันที”
หลังจากที่เก็บยันต์ส่งสารแล้ว สวี่หยางก็ถอนหายใจโล่งอก
ในที่สุดเรื่องแรกที่เขาทำให้เหอซีเสวี่ยก็สำเร็จลุล่วง
“สหายเต๋าสวี่ บัดนี้เจ้าก็นับว่าเป็นคนของเหอซีเสวี่ยแล้วกระมัง ข้าได้ยินมาว่าภายในเมืองเซียนชิงหนิวก็ไม่ได้มีหินเพียงก้อนเดียว ศิษย์หลายคนของชิงหนิวเจินเหรินไม่พอใจเหอซีเสวี่ย คิดว่านางได้รับทรัพยากรในการบ่มเพาะมากเกินไป”
เสิ่นม่านอวิ๋นนอนไม่หลับ นางพูดขณะนวดไหล่ให้สวี่หยาง
“โอ้ เจ้าได้ยินมาจากผู้ใด” สวี่หยางถาม
“หยางโต้วโตว นางอยู่ในเมืองเซียนมาหลายปี จึงได้รู้จักผู้คนมากมาย จากบรรดาลูกศิษย์ทั้งสิบของชิงหนิวเจินเหริน เหอซีเสวี่ยได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับหนึ่ง แต่คนที่สองและสามก็เคยมีความขัดแย้งกับนาง”
“คนที่สองชื่อว่า หยางไค เขามีพรสวรรค์สูงกว่าผู้อื่น กล่าวกันว่าได้บรรลุขอบเขตสร้างรากฐานก่อนเหอซีเสวี่ยเสียอีก เคยเป็นลูกศิษย์ที่ชิงหนิวเจินเหรินให้ความสำคัญที่สุด แต่หลังจากเหอซีเสวี่ยเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน ทรัพยากรจำนวนมากกลับตกไปอยู่ที่เหอซีเสวี่ย หยางไคประมือกับเหอซีเสวี่ยหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็เสมอกัน!”
“คนที่สามชื่อว่า โจวเจ๋อหลิน ในขณะที่เขากำลังจะเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน เขาก็ได้ประมือกับเหอซีเสวี่ย แต่ก็แพ้ไปอย่างน่าเสียดาย หลังจากบรรลุขอบเขตสร้างรากฐาน แม้ว่าจะไม่พูดอะไรกับเหอซีเสวี่ยอีก แต่ก็ยังคงใส่ร้ายเหอซีเสวี่ยลับหลัง! ทุกคนรู้ดีว่าทั้งคู่ไม่ถูกกัน”
“ส่วนศิษย์เจินเหรินทั้งสี่ ล้วนมีความระแวดระวังต่อเหอซีเสวี่ยที่ได้บรรลุขอบเขตจินตาน เมืองเซียนนั้นเต็มไปด้วยผลประโยชน์มหาศาล พวกเขาต่างมีผลประโยชน์ส่วนตัว เมื่อเหอซีเสวี่ยบรรลุขอบเขตจินตาน ย่อมส่งผลต่อพวกเขา”
สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อย
คิดไม่ถึงว่าภายในเมืองเซียนนั้นจะมีความสัมพันธ์ซับซ้อนขนาดนี้
ก็ยังคงเป็นไปตามคำพูดเดิม มีผู้คนย่อมมียุทธจักร
“เกรงว่าชิงหนิวเจินเหรินคงไม่ประสงค์ให้ศิษย์เจินเหรินทั้งสี่คนขัดขวางเหอซีเสวี่ยขณะเข้าสู่ขอบเขตจินตาน”
สวี่หยางคาดเดา
“อาจเป็นได้ แต่ข้าว่าเกินไปหน่อยกระมัง เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นพวกเดียวกัน”
เสิ่นม่านอวิ๋นกล่าวพลางนึกอะไรขึ้นมาได้ “อ๊ะ…”
เมื่อมองตามสายตาของเสิ่นม่านอวิ๋น สวี่หยางจึงเห็นเสี่ยวไป๋หูที่กำลังนอนพักผ่อนอยู่ริมเตียง
เมื่อครู่นี้เสี่ยวไป๋หูใช้ภาพลวงตา ทำให้เสิ่นม่านอวิ๋นติดอยู่ในห้วงมายา!
พอนางกลับมาก็พบว่าเสี่ยวไป๋หูดูเหนื่อยมาก
“กลิ่นอายไม่คงที่ ดูเหมือนจะกำลังจะเลื่อนขั้นใหม่”
สวี่หยางขมวดคิ้ว
พักนี้เสี่ยวไป๋หูกินอิ่มนอนหลับ พลังปราณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาก็พอจะเข้าใจได้
แต่เขาไม่ค่อยเข้าใจว่าเสี่ยวไป๋หูจะเข้าสู่ขั้นใหม่อย่างไร
ไม่เหมือนหนูสุ่ยหลิง เพราะตอนที่เขาพบมัน หนูสุ่ยหลิงถูกเลี้ยงมาสักระยะแล้ว
ตอนนั้นหนูสุ่ยหลิงโตเต็มวัยแล้ว ผ่านการเลื่อนขั้นมาแล้ว จึงไม่น่าเป็นห่วง
แต่เสี่ยวไป๋หูไม่เหมือนกัน
ตอนที่พบมันมันยังเด็กนัก และไม่มีพ่อแม่คอยเลี้ยงดู ทำให้มันไม่รู้ว่าตัวเองคืออะไรด้วยซ้ำ
“ทำเช่นไรดี หากสัตว์อสูรยามบรรลุปรากฏปัญหาคอขวดเช่นเดียวกับมนุษย์คงยุ่งยากยิ่งนัก”
เสิ่นม่านอวิ๋นวิตกกังวลไม่น้อย ลูบไล้หน้าจิ้งจอกน้อยเบา ๆ
“อย่าเพิ่งร้อนใจไป ข้าจะลองถามเหอซีเสวี่ยดู”
เขาจำได้ว่าเหอซีเสวี่ยมีนกกระเรียนตัวใหญ่ยักษ์!!
คาดเดาว่านางน่าจะเลี้ยงสัตว์อสูรเช่นกัน
เช่นนั้นข้าจะถามนางได้หรือไม่
ตอนนี้ข้านับเป็นคนของนางแล้วกระมัง ทำภารกิจอันตรายให้เช่นนี้ ถามสักเรื่องสองเรื่องคงไม่เป็นไร
ครั้นนึกได้ดังนี้ สวี่หยางจึงส่งข้อความทันที “ท่านเซียนเหอ ข้ารบกวนท่านแล้ว ข้ามีปัญหาอยากถามท่าน ข้าเลี้ยงจิ้งจอกน้อยไว้ตัวหนึ่ง เพิ่งมีอาการผิดปกติ…”
สวี่หยางเล่าเรื่องราวโดยย่อ
ในถ้ำ
เหอซีเสวี่ยเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสนใจใคร่รู้
นางสนใจในการฝึกสัตว์อสูรอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์อสูรรูปร่างงดงามน่ารัก
นางอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีอะไรทำ จึงถามอาการของจิ้งจอกน้อยเพิ่มเติม ก่อนจะสรุปในที่สุด
“ขอแสดงความยินดีด้วย จิ้งจอกน้อยของเจ้าน่าจะกำลังจะกำลังทะลวงขั้นน่ะ”
สวี่หยางประหลาดใจ
ทะลวงขั้นจริง ๆ สินะ
“เจ้าจิ้งจอกน้อยนี่ตอนนี้ขั้นใดแล้ว”
“ขั้นกลาง ระดับหนึ่ง”
“อ่อนแอเช่นนี้เชียว ถ้ามันไม่รู้วิธีจะต้องใช้ยาช่วย มียาทะลวงขั้นของสัตว์อสูรซึ่งจะเพิ่มพลังปราณให้กับมันได้ ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ นอกจากนี้เจ้ายังสามารถให้มันกินสมุนไพรบางชนิด เช่น…”
เหอซีเสวี่ยมีความรู้ในด้านการควบคุมสัตว์อสูรพอสมควร
เพียงครู่เดียว นางก็ได้ถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้แก่สวี่หยางมากมาย
สวี่หยางรู้สึกเหมือนได้รับน้ำทิพย์ เขาประหลาดใจมาก
“ขอบคุณท่านเซียนเหอที่ชี้แนะ”
“โอสถวิญญาณเหล่านี้สามารถซื้อได้ที่ร้านขายยา เจ้าจงดูแลเจ้าตัวน้อยให้ดีเถิด!”
หลังจากเก็บยันต์ส่งสาร สวี่หยางก็หยิบโอสถวิญญาณบางส่วนออกมาจากถุงเก็บของ
โอสถวิญญาณที่เหอซีเสวี่ยกล่าวถึงมิใช่ของล้ำค่าแต่อย่างใด
บังเอิญเขามีของเหล่านี้เก็บไว้อยู่พอดี
เนื่องจากเมื่อยามว่าง เขามักจะใช้คะแนนพิเศษในการเร่งการเจริญเติบโตของสมุนไพรต่าง ๆ เก็บไว้ในถุงเก็บของ เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อยามจำเป็น
“หงิง หงิง หงิง…”
กลิ่นสมุนไพรหอม ๆ อบอวลไปทั่ว
เสี่ยวไป๋หูกินอย่างอดใจไม่ไหว
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ในขณะที่สวี่หยางกำลังดูแลเสี่ยวไป๋หูอยู่นั้นยันต์ส่งสารก็สั่นไหว
หลิวเป้ากลับมาแล้ว
เขาเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย สวมหน้ากากหนังมนุษย์ผิวเหลืองซีด
หลังจากเดินเข้าร้าน เขาก็เล่าข่าวสำคัญให้คนที่เหลือฟัง
เขาพบสถานที่สำหรับบรรลุขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ยแล้ว
อยู่แถว ๆ เทือกเขากว่างอวี้หย่วน
เล่าลือกันว่า ชิงหนิวเจินเหรินเดินทางไปพร้อมกับลูกศิษย์ขอบเขตจินตานสี่คนเพื่อไปติดตั้งค่ายกลที่นั่น
อวี๋ลี่ลอบแจ้งข่าวให้สวี่หยาง
สวี่หยางยิ้มบาง ๆ
ชิงหนิวเจินเหรินหลอกคนทั้งหมดสำเร็จ ข่าวตรงกับการคาดเดาของสวี่หยาง
“ไป๋เหมาเจินเหริน ต่อไปเราต้องทำอย่างไร ที่นั่นมีผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดและศิษย์ของชิงหนิวเจินเหรินคอยคุ้มกันอยู่ หากพวกเราไปที่นั่น เราจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรไหว?”
นี่เป็นคำถามที่อวี๋ลี่ถามตามคำสั่งของสวี่หยาง