ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 224 การเลื่อนขั้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยกระแสน้ำเชี่ยว
บทที่ 224 การเลื่อนขั้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยกระแสน้ำเชี่ยว
ภายในห้องลับของร้านค้า
หลิวเป้าชายร่างใหญ่นั่งบนเก้าอี้ตัวใหญ่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยและเอ่ยขึ้นว่า “ข้ารู้เรื่องนี้ดี พวกเจ้ากังวลอะไรกัน ข้าไม่ใจร้ายถึงขนาดส่งพวกเจ้าไปตายหรอก”
อวี๋ลี่หัวเราะอย่างเก้อเขิน “ข้าคิดว่าจะต้องทำให้ภารกิจนี้สำเร็จให้ได้ จึงอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือให้ดีที่สุด”
พูดตามจริงแล้วผู้บำเพ็ญมนุษย์คนอื่น ๆ ก็คิดเช่นเดียวกัน ดังนั้นคำถามของอวี๋ลี่จึงดูไม่แปลก
ในไม่ช้า ผู้บำเพ็ญมนุษย์อีกสี่คนก็รีบซักถาม
หลิวเป้าโบกมือแล้วบอกเล่าโดยไม่ปิดบัง “เมื่อถึงเวลาก็จะมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานและมีผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเข้าร่วมด้วย”
ทุกคนต่างตื่นเต้นจนสีหน้าเปลี่ยน
“ส่วนพวกเจ้าจะรับผิดชอบเช่นไรนั้น จากที่ข้ารู้เมื่อถึงเวลาก็จะมอบยันต์ทะลวงค่ายกลและยันต์ค่ายกลจู่โจมแก่พวกเจ้า ภารกิจของพวกเจ้าคือทำลายค่ายกลที่นั่นเพื่อก่อความวุ่นวายให้มากที่สุด! และลงมือสังหารเหล่าผู้พิทักษ์”
หลิวเป้าเล่าอย่างละเอียด
สวี่หยางได้ยินคำพูดเหล่านั้นชัดเจนทุกถ้อยคำ
“เป็นเช่นนี้ ยันต์ทะลวงค่ายกล แผ่นค่ายกลจู่โจม…แล้วยังมีผู้บำเพ็ญซึ่งเป็นวิญญาณแรกกำเนิดเข้าร่วมด้วยหรือ”
สวี่หยางประหลาดใจอย่างยิ่ง
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดชิงหนิวเจินเหรินจึงไม่ปกป้องด้วยตนเอง
เพราะว่าแม้เขาจะปกป้อง แต่เมื่อถึงคราวที่ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดบุกเข้ามา การต่อสู้ครั้งใหญ่ก็จะปะทุขึ้น
ผลของการต่อสู้นั้นจะต้องส่งผลกระทบไปถึงเหอซีเสวี่ยแน่
ฉะนั้นชิงหนิวเจินเหรินจึงต้องสร้างสถานที่สำหรับหลอมรวมแก่นจินตานขึ้นมาปลอม ๆ
โดยให้ผู้คนโจมตีเทือกกว่างอวี้หย่วน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสถานที่หลอมรวมแก่นจินตาน นั่นก็คือ ภูเขาซานชิง!
“ฉลาดเกินไปแล้ว”
สวี่หยางถอนหายใจ
สิ่งที่ผู้บำเพ็ญมนุษย์คนหนึ่งต้องเผชิญไม่เพียงแต่เป็นปัญหาเรื่องทรัพยากรและปัญหาเรื่องรากฐานเท่านั้น แต่ยังมีตอนที่พวกเขาทะลวงขอบเขตเพื่อก้าวข้าม ในเวลานั้นอาจจะมีผู้คนจ้องจะทำร้ายได้อีกเช่นกัน
แต่ว่ากรณีนี้ค่อนข้างพิเศษ
หากเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั่วไป หากจะทะลวงขอบเขตและหลบอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ก็คงจะไม่มีผู้ใดให้ความสนใจสักเท่าไร
แต่ว่าเหอซีเสวี่ยนั้นไม่เหมือนกัน
นางคือผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตแปรเทวาของเมืองเซียนชิงหนิว แน่นอนว่าฝ่ายศัตรูต้องไม่อนุญาตให้นางเติบโตขึ้นเป็นอันขาด
เหมือนชีวิตในชาติก่อนของเขา มีประเทศมหาอำนาจต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนประเทศที่เป็นศัตรูย่อมไม่มีทางยินยอมและถึงขั้นส่งทหารเข้าแทรกแซง
เหตุผลก็เป็นเช่นเดียวกัน
สวี่หยางไม่ได้คิดอะไรต่ออีก เขาเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา
หลังจากเลื่อนเป็นขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง เขาก็ได้ของรางวัลมาทั้งหมดแล้ว
[เนื่องจากระดับที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง ทำให้หลิวอวี้ผู้เป็นภรรยารู้สึกมีความสุขและปลอดภัย ได้รับค่าคะแนนพิเศษ 100 แต้ม ระยะเวลาการบำเพ็ญห้าปี และได้รับหน้ากากไร้รูปหนึ่งชิ้น]
[เนื่องจากระดับที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง ทำให้เสิ่นม่านอวิ๋นผู้เป็นภรรยารู้สึกมีความสุขและปลอดภัย ได้รับค่าคะแนนพิเศษ 100 แต้ม ระยะเวลาการบำเพ็ญห้าปี และได้รับศัสตราศักดิ์สิทธิ์โล่เต่าดำระดับสาม]
[เนื่องจากระดับที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง ทำให้หลินหวั่นชิงผู้เป็นภรรยารู้สึกมีความสุขและปลอดภัย ได้รับค่าคะแนนพิเศษ 100 แต้ม ประสบการณ์การวาดยันต์ห้าปีห้าปี และได้รับศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยน]
[เนื่องจากระดับที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง ทำให้หลินไห่ถังผู้เป็นภรรยารู้สึกมีความสุขและปลอดภัย ได้รับค่าคะแนนพิเศษ 100 แต้ม ระยะเวลาการบำเพ็ญห้าปี และได้รับยันต์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงหนึ่งใบ]
…
สวี่หยางเบิกตาโพลง มองดูของรางวัล จากนั้นสีหน้าของเขาก็ค่อย ๆ แข็งค้าง
รางวัลครั้งนี้ก็น่าสะพรึงไม่แพ้ครั้งอื่น
ได้รับประสบการณ์การบ่มเพาะทีเดียวสิบห้าปี!!
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกราวกับก้าวข้ามขีดจำกัดอีกครั้ง
ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางแบ่งเป็นสามระดับ สี่ ห้า หก
ระดับสาม ยังคงก้าวข้ามได้ง่ายดายแทบไม่มีอะไรขวางกั้น ราวกับน้ำที่ไหลไปตามทาง
เขาสะกดความตื่นเต้นในใจเอาไว้ แล้วจึงตรวจดูรางวัลอื่น ๆ
ประสบการณ์การวาดยันต์ห้าปี
ในความคิดก็ปรากฏความทรงจำเกี่ยวกับการวาดยันต์มากมาย
ก่อนหน้านี้เขาวาดยันต์ระดับสองได้อยู่แล้ว สิ่งที่ขาดก็คือประสบการณ์ และตอนนี้ด้วยประสบการณ์มากมายกำลังไหลเข้ามาในความคิด ทำให้ความเข้าใจในการวาดยันต์ของเขาพัฒนาขึ้นอีกขั้น
“ตอนนี้ข้าวาดยันต์ขั้นสูงระดับสองได้แล้วกระมัง แต่คุณภาพอาจจะไม่ดีมากนัก”
สวี่หยางยิ้มอย่างพึงพอใจ
กล่าวคือทักษะในการวาดยันต์ของเขาในตอนนี้เหนือกว่าเสิ่นม่านอวิ๋นแล้ว
ของรางวัลที่เหลือ ได้แก่ หน้ากากไร้รูป ศัสตราศักดิ์สิทธิ์โล่เต่าดำระดับสาม ศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนและยันต์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง
เมื่อพิจารณาแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดคือยันต์ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเทียบกับยันต์ธรรมดาที่เขามีอยู่แล้วถือว่าดีกว่ามาก สิ่งนี้มีพลังการทำลายล้างสูงและสังหารผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นปลายได้
แน่นอนว่า ด้วยพลังการบ่มเพาะในปัจจุบันของเขา หากจะใช้พลังเช่นนี้ออกมา เขาก็อาจจะได้รับบาดเจ็บ
แต่โชคยังดีที่มีแหวนคู่โล่จื่อจินซึ่งน่าจะป้องกันได้อยู่
“ด้วยยันต์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงนี้ แม้จะมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานมาพร้อมกันสองคน ข้าก็ไม่กลัว”
นอกจากนี้ ศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนยังทำให้สวี่หยางถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น
เพราะนี่เป็นวิชายุทธ์บ่มเพาะจิตเทวะ!
ขณะนี้ จิตเทวะของเขาได้พัฒนาเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานแล้ว การฝึกฝนวิชายุทธ์นี้จะยิ่งไม่ทำให้เขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกหรือ
ศัสตราศักดิ์สิทธิ์โล่เต่าดำระดับสามเป็นศัสตราศักดิ์สิทธิ์ประเภทป้องกัน พลังป้องกันนี้เทียบเท่ากับแหวนคู่โล่จื่อจิน สวี่หยางจึงเตรียมมอบให้หลินหวั่นชิงใช้
อย่างไรก็ตาม หลินไห่ถังได้รับแหวนคู่โล่จื่อจินไปแล้วและทั้งคู่ก็สวมแหวนยวนยางคู่กันอยู่
สุดท้ายก็หันไปมองหน้ากากไร้รูป
หน้ากากนี้เป็นสีขาวทั้งอัน แสดงให้เห็นถึงความละเอียดประณีต ลวดลายธรรมดาทอดตัวยาวไปจนถึงเบ้าตา
ด้านบนส่งผ่านพลังสองส่วนที่แข็งแกร่งอย่างมาก อย่างจิตเทวะและพลังวิญญาณ พลังสองส่วนสำแดงให้เห็นความแตกต่างในยามปกติ
หน้ากากที่สวี่หยางเคยใช้ไม่เหมือนกับหน้ากากชิ้นนี้ เขาจึงประหลาดใจอย่างมาก
เมื่อสัมผัสกับหน้ากากไร้รูป สวี่หยางก็เข้าใจถึงคุณสมบัติของหน้ากากชิ้นนี้แล้ว
หน้ากากนี้มีรูปแบบใบหน้าถึงสามแบบ
หน้ากากสามารถปรับรูปแบบเองได้ หรือจะดูดซับกลิ่นอายของผู้อื่น และเลียนแบบผู้อื่นก็ได้
จุดที่สำคัญที่สุดของหน้ากากไร้รูปนี้คือสามารถเลียนแบบกลิ่นอายของผู้อื่น
แม้แต่ระดับก็สามารถเลียนแบบได้
แต่ข้อเสียคือเลียนแบบได้เฉพาะผู้ที่เคยพบเห็นเท่านั้น และกลิ่นอายที่เลียนแบบได้ต้องไม่สูงเกินขอบเขตเจี่ยตาน
สำหรับสวี่หยาง เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
“แม้แต่กลิ่นอายของผู้อื่นก็เลียนแบบได้ สิ่งนี้ดีจริง ๆ”
สวี่หยางตาเป็นประกาย เมื่อครุ่นคิดดูเขาก็ยังไม่รู้ว่าจะเลียนแบบใคร เพราะทันทีที่เลียนแบบกลิ่นอายของผู้อื่นแล้ว ตำแหน่งรูปแบบใบหน้าทั้งสามก็จะถูกแทนที่และไม่สามารถแก้ไขได้
“ไว้ลองทีหลังแล้วกัน”
ห้องพัก
สวี่หยางมอบโล่ไม้ศิลาและยันต์หลบหนีให้เสิ่นม่านอวิ๋น
เสิ่นม่านอวิ๋นเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน นางจึงใช้ศัสตรศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองชิ้นนี้ได้แล้ว
ในกรณีที่พวกเขาถูกหลิวเป้าค้นพบ นางอาจตกอยู่ในอันตราย โล่ไม้ศิลาสามารถต้านทานวิกฤต และยันต์หลบหนีจะทำให้นางหลบหนีได้ทันที
“โอ๊ะ สหายเต๋าสวี่ เจ้า…เจ้าเลื่อนขั้นแล้วหรือ”
เสิ่นม่านอวิ๋นรับรู้ทันทีถึงกลิ่นอายความไม่ธรรมดาที่แผ่มาจากตัวสวี่หยาง
สวี่หยางยิ้ม “ดวงตาเจ้าช่างเฉียบคมนัก! ถูกต้อง เมื่อคืนนี้ข้าเพิ่งจะก้าวหน้าอีกขั้น!”
แท้จริงแล้ว นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้รับประสบการณ์การบ่มเพาะสิบห้าปี
โดยที่ไม่รู้ตัว เขาก็ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับห้า
“เจ้ายอดเยี่ยมนัก!” ดวงตาของเสิ่นม่านอวิ๋นเปล่งประกาย ความรู้สึกปลอดภัยแผ่ออกมา
เมื่อกลับมา สวี่หยางก็มอบโล่เต่าดำให้หลินหวั่นชิง
ในเวลานี้หลินหวั่นชิง หลินไห่ถัง และเสิ่นม่านอวิ๋นล้วนอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว
พวกนางทั้งสามล้วนมีโล่และสุดยอดศัสตราศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นด้านการป้องกันและเคล็ดวิชาของพวกนางจึงเพิ่มระดับขึ้นมาก!
โดยเฉพาะหลินไห่ถังและหลินหวั่นชิง ทั้งคู่ต่างมียันต์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือ
ส่วนสวี่หยางมียันต์ศักดิ์สิทธิ์สองชิ้นอยู่กับตัว ชิ้นแรกเป็นยันต์ขั้นกลาง ชิ้นที่สองเป็นยันต์ขั้นสูง
ส่วนเสิ่นม่านอวิ๋น เขาไม่ได้ให้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์แก่นาง
มิใช่ว่าไม่อยากให้ แต่เพราะนางเพิ่งอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน ยันต์ศักดิ์สิทธิ์มีพลังมากเกินไป หากคนที่ไม่ชำนาญใช้งานอาจเป็นอันตรายต่อตนเองได้
……
วันที่สอง
สวี่หยางเฝ้ารอของรางวัลด้วยความคาดหวัง
แล้วก็ต้องผิดหวังอย่างมาก
เมื่อวานเพิ่งเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตสร้างรากฐานระดับห้า แต่กลับไม่มีรางวัลดี ๆ มาให้เลย
มีเพียงแต้มพิเศษให้คนละ100 แต้ม รวมถึงค่าประสบการณ์ในการฝึกฝนและการวาดยันต์
แค่นั้นเอง
สวี่หยางคาดการณ์ว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะการเลื่อนขั้นติดต่อกัน ทำให้ภรรยาของเขาชินชาเสียแล้ว
“โธ่ น่าเสียดาย คราวหน้าหากจะเลื่อนขั้น ข้าจะต้องทำให้พวกนางแปลกใจ ความรู้สึกแปลกใจจะทำให้ได้รางวัลสูงขึ้น!”
……
ชั่วพริบตา หลายสิบวันก็ผ่านพ้นไป
ตอนนี้ข่าวลือเกี่ยวกับสถานที่ที่เหอซีเสวี่ยกำลังฝึกตนเข้าสู่ขอบเขตจินตานกำลังแพร่กระจายไปทั่ว
สวี่หยางแสดงออกว่าเขาไม่ได้สนใจ แต่ในใจกลับเตรียมการรับมือไว้ถึงสองวิธี
วิธีแรก สวี่หยางเป็นคนของเหอซีเสวี่ย ถึงนางจะทำอะไร สวี่หยางก็ทำหน้าที่ตัวเองไปตามปกติ เพื่อคลายความกังวลของเหอซีเสวี่ย
วิธีที่สอง เตรียมพร้อมที่จะหนีทุกเมื่อ!
เนื่องจากเขาสังเกตแล้วว่าศัตรูของเหอซีเสวี่ยว่ามีมากแค่ไหน เพราะแม้แต่ในเมืองเซียนก็ยังมีคนคิดจะเล่นงานนาง
หากการเลื่อนขั้นเข้าสู่ขอบเขตจินตานมีปัญหาละก็ อำนาจอาจตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น ศัตรูของนางอาจถือโอกาสเล่นงานนางเมื่อโอกาสมาถึง
สวี่หยางเองก็อาจตกเป็นเป้าหมาย เมื่อถึงเวลานั้น สวี่หยางได้แต่จากที่แห่งนี้ไปเท่านั้น
ดังนั้นลึก ๆ แล้ว สวี่หยางก็หวังว่าเหอซีเสวี่ยจะเลื่อนขั้นสำเร็จ เพราะถ้าเหอซีเสวี่ยประสบความสำเร็จ เขาก็จะมีส่วนในความสำเร็จนั้นด้วย เปรียบเสมือน ‘ขุนนางที่ร่วมก่อตั้งราชวงศ์!’
เมื่อถึงเวลานั้นผลงานของเขาคงได้แต้มสะสมไม่น้อยจากเมืองเซียน ร่วมถึงสิทธิ์ในการเข้าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เหอซีเสวี่ยก็คงจะเก็บไว้ให้สวี่หยางด้วยเช่นกัน
ขณะที่เตรียมพร้อมอยู่นั้น สวี่หยางก็ใช้ช่องทางหาข่าวของลู่เสี่ยวม่าน เพื่อสืบหาข่าวคราวในเมืองเซียน
มีข่าวเล่าลือเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า พวกสำนักใหญ่หลายสำนัก เช่น ไท่อี้และพันธมิตรหลิวอู๋ รวมทั้งสำนักอื่นอีกมากมายต่างก็มีผู้บำเพ็ญมนุษย์อิสระมารวมตัวกัน
หากไม่โง่ทุกคนล้วนมองออกว่า พวกเขาไม่ได้มาดีแน่
สิบวันที่แล้ว
ในเมืองเซียนก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง
ยันต์ทะลวงค่ายกลหลายร้านถูกคนแย่งชิงไป และช่างทำยันต์หลายคนก็หายตัวไปอย่างลึกลับ บางคนสงสัยว่า พวกเขาเหล่านี้ถูกจับตัวไปเพื่อลักลอบผลิตยันต์ทะลวงค่ายกล
เรื่องราวเช่นนี้ ย่อมทำให้ชิงหนิวเจินเหรินโกรธเกรี้ยว เหล่าลูกศิษย์ขอบเขตจินตานทั้งสี่ของเขาจึงได้ลงมือจับกุมคนร้าย ในที่สุดก็จบลงด้วยการฆ่าผู้บำเพ็ญมนุษย์สองคนนั้น
น่าเสียดายที่ไม่มีใครพบช่างทำยันต์ที่หายไป
เมื่อทราบเรื่องนี้ สวี่หยางก็รู้สึกหนักใจ
สถานการณ์ในขณะนี้ย่ำแย่ยิ่งนัก
ดูเหมือนว่า ชิงหนิวเจินเหรินจะฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเขา ผู้คนจากภูเขาซานชิงแห่งนี้ โดยให้เหอซีเสวี่ยฝึกตนที่นี่
แต่หากข่าวนี้รั่วไหลออกไปแม้เพียงน้อยนิด ภัยที่ต้องเผชิญคงมหาศาล
ช่วงนี้ในร้านค้าของหลิวเป้าได้มีผู้บำเพ็ญมนุษย์มาเยี่ยมเยือนเพิ่มอีกหลายคน ไม่น่าเชื่อว่าจะปรากฏสตรีผู้หนึ่งอยู่ในขอบเขตเจี่ยตานเช่นกัน
ตอนนี้โชคดีที่มีอวี๋ลี่เป็นสายคอยช่วยสืบหาข้อมูล ทำให้ไม่เป็นกังวลกับสถานการณ์ที่นั่นเท่าไรนัก
………
ระยะหลังมานี้
ผู้คนที่มาขอซื้อเครื่องรางเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่ธุรกิจค่ายกลหยางโต้วโตวก็เริ่มคึกคักเช่นกัน
ปัจจุบันชื่อเสียงของถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ของเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จัก ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าเขาขายสินค้าอยู่สามอย่าง คือเครื่องราง โอสถวิญญาณและค่ายกล
เพียงแต่ว่าเครื่องรางที่เขาขายออกไปนั้นมีคุณภาพเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น
โอสถวิญญาณอยู่ในขั้นต่ำระดับสอง
สำหรับธุรกิจค่ายกลนั้น เขาประกาศออกไปว่าเป็นของหยางโต้วโตวที่มาเช่าพื้นที่จากเขาไปใช้
วันหนึ่งมีผู้บำเพ็ญมนุษย์เดินทางจากแดนไกลเพื่อมาซื้อเครื่องราง
“ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์เร่ร่อน สามีได้สั่งให้ข้ามาจัดหายันต์ทะลวงค่ายกลจำนวนหนึ่ง เป็นขั้นสูงระดับหนึ่ง แต่หากได้ระดับสองก็ยินดีซื้อในราคาสูงกว่าท้องตลาดอยู่สามส่วน”
หญิงสาวเอ่ยออกมาอย่างคล่องแคล่วราวกับไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง แม้หญิงสาวจะไม่รู้จักสวี่หยางแต่สวี่หยางกลับรู้จักนาง เพราะนางผู้นี้คือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานคนที่สองจากร้านหลิวเป้า นามว่าจ้าวเหยาเหยา