ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 225 ท่าทางเซียนเหอจะชอบเจ้ามาก
บทที่ 225 ท่าทางเซียนเหอจะชอบเจ้ามาก
เมื่อเผชิญหน้ากับสหายของหลิวเป้าเช่นนี้ สวี่หยางก็เข้าใจจุดประสงค์ในการมาของนางได้ทันที
เนื่องจากก่อนนางจะมาถึง อวี๋ลี่ก็ได้แจ้งเขาแล้วว่าหลิวเป้าส่งนางมาสืบเสาะความจริงของพวกเขา
เมื่อสถานการณ์เกิดความโกลาหล หลิวเป้าจะฆ่าเพื่อล้างแค้นพร้อมฉวยโอกาสลักพาตัวภรรยาของอวี๋ลี่ไป
สรุปแล้วก็คือหลังหลิวเป้าจากไปวันนั้น เขาก็ยังคงคิดถึงภรรยาของอีกฝ่ายเสมอ ช่างเป็นความคิดที่น่ารังเกียจนัก!
“แม่นาง ข้ามีความชำนาญในการวาดยันต์ธรรมดา แม้จะเป็นขั้นสูงระดับหนึ่ง โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ริบหรี่ …โดยเฉพาะอย่างยิ่งยันต์ทะลวงค่ายกลซึ่งยากต่อการวาดยิ่งนัก โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ยิ่งต่ำลงไปอีก” สวี่หยางตอบ
“เจ้ามีเท่าใด”
“มียันต์ทะลวงค่ายกลขั้นกลางระดับหนึ่งเพียงหนึ่งใบ”
จ้าวเหยาเหยาขมวดคิ้ว “น้อยเพียงนี้ แล้วเจ้าจะทำการค้าเช่นไร”
“แม่นาง ช่วงนี้มีผู้คนมากมายที่แสวงหาเครื่องรางประเภทนี้ ข้าก็มิอาจทำสิ่งใดได้”
“ได้! เช่นนั้นข้าจะสั่งซื้อเครื่องรางอื่น ๆ!”
จ้าวเหยาเหยาจ้องมองสวี่หยางด้วยสายตาดูถูก
นางไม่เข้าใจเลยว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ไร้ค่าเช่นนี้ หลิวเป้ากลับส่งนางที่อยู่ในขอบเขตเจี่ยตานให้มาสืบเสาะความจริงจากคนผู้นี้น่ะหรือ
‘ช่างเถิด ความสามารถของเจ้านั่นถดถอยลงทุกวัน!’
จ้าวเหยาเหยาพูดถึงเครื่องรางที่ต้องการซื้อและโอสถวิญญาณอื่น ๆ
เมื่อสวี่หยางกำลังจะออกไปเตรียมสิ่งของ จ้าวเหยาเหยาจึงสังเกตเห็นทันทีว่าสัญญาณของค่ายกลป้องกันที่นี่ถูกเปิดใช้งาน
“เอ๊ะ?”
จ้าวเหยาเหยาเผลอลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว มองไปข้างนอก
ราวกับจะนึกบางสิ่งขึ้นได้ จ้าวเหยาเหยาฮึดฮัดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกเจ้ารนหาที่ตาย!”
ค่ายกลป้องกันแห่งนี้เปิดใช้งานอย่างกะทันหัน แสดงให้เห็นว่าพวกมันหมายจะจัดการกับนาง นางจึงพุ่งตัวออกนอกเรือนทันที
เป็นอย่างนั้นจริง ๆ
นางมองเห็นสวี่หยาง หลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังยืนอยู่ไกลออกไป
ข้าง ๆ พวกเขายังมีหุ่นเชิดตัวหนึ่งกำลังจ้องมองมาที่นาง
“แม่นางจ้าว สถานที่แห่งนี้ถูกปิดกั้นเสียง และเครื่องรางส่งสารของเจ้าถูกค่ายกลของข้าแยกออกแล้ว ตอนนี้แม้เจ้าจะตะโกนจนเสียงแหบแห้งก็หนีไม่รอดหรอก”
หลังจากสวี่หยางพูดจบ เขากับหลินไห่ถังก็ดึงกระบี่คู่ยวนยางออกมา ส่วนหลินหวั่นชิงนำผ้าหลากสีหลงเฟิ่งออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ วิชายุทธ์โจมตีร่วมกันที่กระจอกงอกง่อยของพวกเจ้า ยังจะคิดมาสู้กับข้าอีก!!”
จ้าวเหยาเหยากล่าวอย่างขบขัน “พวกเจ้าไม่คำนึงถึงขอบเขตเจี่ยตานอย่างข้าเลยหรือ”
โดยปกติแล้ว การต่อสู้ร่วมกันบางประเภทสามารถใช้พลังได้อย่างแกร่งกล้ามาก
เช่น สวี่หยางกับหลินไห่ถังโจมตีร่วมกัน ตามทฤษฎีแล้วสามารถรับมือกับขอบเขตจินตานได้
แต่ต้องรู้ก่อนว่า นั่นเป็นเพียงทฤษฎี!!
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานไม่ใช้ท่าไม้ตาย พวกเขาอาจจะยืดเวลาต่อสู้ได้สักพัก
แต่ขอบเขตจินตานคนไหนไม่มีท่าไม้ตายบ้างเล่า?
แม้ขอบเขตเจี่ยตานจะไม่เทียบเท่าขอบเขตจินตาน แต่เมื่อจ้าวเหยาเหยามีความมั่นใจเช่นนี้ย่อมแสดงว่าต้องมีไม้ตายแน่นอน
เห็นนางหยิบกระบี่ยาวลักษณะคล้ายกับอสรพิษออกมา
กระบี่วิเศษขั้นสูงระดับสอง
“ฆ่ามันซะ!”
จ้าวเหยาเหยาตะโกนร้องเสียงลั่น
“ฆ่า!”
สวี่หยางกับหลินไห่ถังก็โจมตีพร้อมกัน
ในขณะนั้นเองสวี่หยางได้เตรียมยันต์ศักดิ์สิทธิ์ไว้แล้ว เขาโจมตีไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
จ้าวเหยาเหยาเห็นเพียงการโจมตีตรงหน้าทำให้นางไม่ทันสังเกตเห็นยันต์ศักดิ์สิทธิ์
ในขณะที่จ้าวเหยาเหยากำลังรับมือกับการโจมตีที่รุนแรงของสวี่หยางกับหลินไห่ถัง ทันใดนั้นก็พบว่ามีพลังที่แข็งแกร่งมากกำลังแผ่กระจายออกมา
“นี่มัน…”
สีหน้าของจ้าวเหยาเหยาเปลี่ยนไปทันที “ยันต์ศักดิ์สิทธิ์!”
“สหายเต๋า เข้าใจผิดแล้ว…”
จ้าวเหยาเหยารีบตะโกนว่า “พวกเราไม่ได้มีความแค้นต่อกัน ไยเจ้า…”
ไม่ทันได้กล่าวต่อพลังของยันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ปะทุออกมาอย่างรุนแรง
ยันต์ศักดิ์สิทธิ์นี้ได้โจมตีเป็นรูปเข็มจำนวนมากพุ่งตรงเข้าหาจ้าวเหยาเหยา แรงกดดันอันมหาศาลแทบจะทำให้จ้าวเหยาเหยาหายใจไม่ออก ผมของนางสยายรุงรัง พลังปราณป้องกันร่างกายค่อย ๆ ลดลง
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!…
จ้าวเหยาเหยาหยิบเครื่องรางป้องกันออกมาสองใบ หวังจะป้องกันตนเอง แต่เครื่องรางไม่ทันได้ใช้ก็ถูกแรงกดดันบดขยี้จนหมดสิ้น!
ในเวลาเดียวกันหลินหวั่นชิงไม่รอช้า นางกระตุ้นยันต์ศักดิ์สิทธิ์ในมือโจมตีจ้าวเหยาเหยาทันที
ทว่านางกลับใช้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์โจมตีจ้าวเหยาเหยาเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น เพราะชั่วพริบตานางก็เคลื่อนกายหลบการโจมตีจ้าวเหยาเหยาและใช้พลังยันต์ศักดิ์สิทธิ์โจมตีจ้าวเหยาเหยาจากด้านหลัง
จ้าวเหยาเหยาที่ยังไม่ทันได้ตั้งรับก็รู้สึกถึงการโจมตีจากด้านหลัง
“ยันต์ศักดิ์สิทธิ์อีกแล้วหรือ!”
จ้าวเหยาเหยาเผยแววตาอย่างสิ้นหวัง
‘หลิวเป้า เจ้าไปเจอคนเช่นไรมากัน!’
จ้าวเหยาเหยาก่นด่าอยู่ในใจ พลางใช้ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ในมือป้องกันการโจมตีจากด้านหลังอย่างทุกลักทุเล
“สหายเต๋า เจ้าอย่าเพิ่งลงมือนะ พวกเรามีเรื่องต้องพูดกัน ข้ามีความลับจะบอก มีคนหมายหัวเจ้าอยู่!” นางรีบร้องบอก
“คนที่มาจัดการข้าก็คือหลิวเป้า เจ้าไม่ใช่คนของเขาหรือ”
“อะไรนะ เจ้า เจ้า…”
จ้าวเหยาเหยาอึ้งไปชั่วขณะ นางพลันถูกโจมตีใส่ร่างจนทำให้กระเด็นออกไป
“อึก!”
โลหิตสีดำพุ่งพรวดออกมา กลิ่นอายขอบเขตเจี่ยตานบนร่างกายของนางลดฮวบจนถึงขีดสุด พลังปราณเหลือไม่ถึงสามส่วนจากของเดิม
แม้ว่าจะไม่ใช้การโจมตีร่วมกัน พวกเขาก็สามารถจัดการนางได้
“เจ้ารู้ได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้…”
จ้าวเหยาเหยามองสวี่หยางด้วยความประหลาดใจ
สวี่หยางพยักหน้าพร้อมเอ่ยตอบ “งั้นข้าจะบอกเจ้าเอง!”
เมื่อพูดจบ เขาก็ลงมือพร้อมกับหลินไห่ถังในเวลาเดียวกัน
“พรึบ!”
กระบี่ทั้งสองเล่มพุ่งตรงไปที่จ้าวเหยาเหยา ร่างของนางถูกหั่นออกเป็นสามท่อน หัวและลำตัวขาดออกจากกัน
สวี่หยางจะให้คำอธิบายแก่นางทำไม ในเมื่อคนชั่วมักตายเพราะพูดมาก เขาย่อมไม่ทำแบบนั้นแน่
“หึ…ตายเสียแล้ว”
หลินหวั่นชิงเดินไปหยิบถุงเก็บของของจ้าวเหยาเหยามาเปิดดูแล้วก็ร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น “ข้างในมียันต์ทะลวงค่ายกลเป็นร้อยใบเลย ยังมียันต์ค่ายกลจู่โจมอีกสิบกว่าใบด้วย”
“พวกนี้น่าจะวางแผนการใหญ่กันไว้จริง ๆ” สวี่หยางยิ้ม “อย่างนี้ก็ถือเป็นความดีความชอบใหญ่เลยละ กลับไปคงได้ค่าตอบแทนเยอะทีเดียว”
หลินไห่ถังกล่าวว่า “แต่ตอนนี้จ้าวเหยาเหยาตายแล้ว พวกหลิวเป้าก็ต้องรู้แน่ แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?”
เมื่อครุ่นคิดเรื่องนี้ สวี่หยางก็รู้สึกจนปัญญา
ก่อนจะลงมือกับจ้าวเหยาเหยา เขาเองก็คิดว่าจะปล่อยให้จ้าวเหยาเหยาหนีไปดีหรือไม่!
เมื่อเขาครุ่นคิดอยู่สักพักก็ตัดสินใจว่าไม่ควรปล่อยนางไป
จ้าวเหยาเหยาจากไป ย่อมทำให้หลิวเป้าคลายความระแวงลงได้จริง แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่สุดท้ายทั้งสองคนก็คงต้องจัดการเขาอยู่ดี
เช่นนั้นสู้เขาจัดการทีละคนไปเลยย่อมดีกว่า ความกดดันข้างหน้าก็จะน้อยลงด้วย
ยิ่งกว่านั้นหลิวเป้ายังมีภารกิจที่สำคัญอยู่ ถ้ากล้ามาหาเรื่องตอนนี้คนที่อยู่เบื้องหลังคงจะไม่ยอม!
“ไม่เป็นไร ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
สวี่หยางครุ่นคิด แล้วหยิบเครื่องรางสื่อสารขึ้นมาส่งข่าวให้เหอซีเสวี่ย บอกว่าจัดการผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานไปหนึ่งคน
……
ในถ้ำ
เหอซีเสวี่ยนั่งขัดสมาธิกับท่าท่างที่นิ่งสงบ เมื่อได้รับข่าวจากสวี่หยางใบหน้าอ่อนหวานก็ปรากฏรอยยิ้มออกมา
“สวี่หยาง เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจไม่น้อยเลย จัดการขอบเขตเจี่ยตานได้รวดเร็วเช่นนี้ช่างน่าทึ่ง”
นางกล่าวคำชื่นชมสองสามประโยค แล้วก็สอบถามสวี่หยางถึงอาการของเสี่ยวไป๋หู
ครั้นพูดถึงเสี่ยวไป๋หู สวี่หยางก็เดินไปที่เรือนรับรอง
นับตั้งแต่ที่ป้อนโอสถวิญญาณแล้ว อาการของเสี่ยวไป๋หูก็ดีขึ้นมาก
เหอซีเสวี่ย “สวี่หยาง ข้าจะให้คนนำยาวิญญาณสัตว์อสูรไปให้เจ้า เจ้าจงป้อนให้มันกินเพื่อช่วยให้มันก้าวเข้าสู่ขั้นต่อไป นอกจากนี้ข้ายังมีบันทึกการฝึกสัตว์อสูร เจ้านำไปศึกษาดูได้”
สวี่หยางตกใจมาก
เซียนเหอช่างดีกับเขายิ่งนัก เป็นเพราะเขาทำงานได้ดีเป็นแน่
สวี่หยางหัวเราะแล้วกล่าวขอบคุณ
ในระหว่างที่ต่อสู้ เสิ่นม่านอวิ๋นได้สั่งให้หยางโต้วโตวหลบไปก่อน ครู่เดียวทั้งสองก็กลับมา หยางโต้วโตวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อค่ายกลส่งสัญญาณบอกว่ามีการเคลื่อนไหว
อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้ซักถามมากนัก แล้วก็เริ่มจัดเตรียมค่ายกลอื่น ๆ ต่อไป
……
เวลาพลบค่ำ หญิงสาวคนหนึ่งก็มาถึง นางคือผู้ที่เหอซีเสวี่ยส่งมาเพื่อมอบของให้เขา
ยาวิญญาณสัตว์อสูรห้าขวด บันทึกฝึกสัตว์อสูรหนึ่งเล่ม
เมื่อได้รับแล้วสวี่หยางจึงมอบหินวิญญาณสองร้อยก้อนแก่สตรีผู้นี้เป็นค่ารถม้า
“โปรดกล่าวคำขอบคุณเซียนเหอแทนข้าด้วย รบกวนแม่นางด้วย!”
หญิงสาวยิ้มบาง ๆ ด้วยท่าทางสุภาพ “มิได้เห็นเซียนเหอดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาเช่นนี้มานานแล้ว ดูเหมือนว่าเซียนเหอจะให้ความสำคัญแก่เจ้ามิใช่น้อย”
สวี่หยางยิ้มโดยมิได้กล่าววาจาใด
นึกในใจว่าเหอซีเสวี่ยที่กำลังหลอมรวมแก่นจินตาน ณ ที่แห่งนี้ และเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ เหอซีเสวี่ยจำเป็นต้องหาวิธีดึงตัวเขาไว้เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของนาง
เมื่อสตรีผู้นั้นจากไป
สวี่หยางจึงหยิบบันทึกฝึกสัตว์อสูรขึ้นมาอ่าน
เมื่ออ่านไปแล้วสวี่หยางก็รู้สึกประทับใจยิ่ง
มิอาจปฏิเสธได้ว่า ลายมือของเหอซีเสวี่ยงดงามยิ่งนัก ทุกตัวอักษรล้วนเหมือนกับที่นักประดิษฐ์อักษรระดับปรมาจารย์จารึกไว้
บนหนังสือยังมีกลิ่นหอมของดอกซุนอีเฉ่าอ่อน ๆ โชยออกมา ชวนให้ชื่นใจ
“สมกับเป็นของเซียนเหอ”
สวี่หยางค่อย ๆ อ่านอย่างใจเย็น ใช้เวลากว่าสองก้านธูปถึงได้อ่านจบครึ่งแรก
ในขณะนี้ด้านของเสี่ยวไป๋หูก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวแล้ว
“เลื่อนขั้นแล้ว”
สวี่หยางรู้สึกถึงพลังลัตว์อสูรที่รุนแรง เขาเผยรอยยิ้มออกมาอย่างดีใจแล้วรีบออกไปข้างนอกทันที
เห็นได้ชัดเจนว่าร่างกายของเสี่ยวไป๋หูมีขนาดใหญ่ขึ้น ตอนนี้มันมีขนาดเท่าสุนัขบ้านทั่วไป
ขนสีขาวปลิวไสวไปตามลม งดงามยิ่งนัก
“อืม พลังปราณถึงขั้นสูงระดับหนึ่ง ถือว่าดีเยี่ยม”
สวี่หยางยิ้มแย้มออกมา ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งความสุขจริง ๆ ไม่เพียงเสิ่นม่านอวิ๋นจะเลื่อนขั้น แม้แต่เขายังเลื่อนขั้นไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานระดับห้า และตอนนี้เสี่ยวไป๋หูก็เลื่อนขั้นแล้วเช่นกัน
“หงิง!”
เสี่ยวไป๋หูเห็นสวี่หยาง มันจึงกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงพลางวิ่งตรงเข้าไปหาเขา
แต่จู่ ๆ มันก็รู้สึกว่าตัวเองดีใจออกนอกหน้าไปหน่อย มันรู้สึกอายขึ้นมาทันที จากนั้นจึงหยุดเดินแล้วเงยหน้ามองสวี่หยาง รอให้สวี่หยางอุ้มมันก่อน
สวี่หยางหัวเราะ เสี่ยวไป๋หูก็ยังคงเย็นชาเช่นเคย
เขาก้มลงไปอุ้มเสี่ยวไป๋หูพร้อมกับลูบหัวมันแล้วพูดว่า “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากเลื่อนขั้นแล้ว รู้สึกว่าเก่งขึ้นมากหรือไม่”
“หงิง หงิง หงิง”
เสี่ยวไป๋หูพยักหน้าอย่างตื่นเต้น
หนูสุ่ยหลิงกระโดดโลดเต้นมายืนบนไหล่สวี่หยาง ตอนนี้มันก็อยู่ขั้นสูงระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน
แต่มันรู้สึกเซ็งเล็กน้อยที่เสี่ยวไป๋หูมาทีหลังแต่พลังปราณกลับเทียบเท่ามันแล้ว
สวี่หยางป้อนยาวิญญาณสัตว์อสูรให้แก่หนูสุ่ยหลิงบ้าง แล้วปล่อยให้พวกมันออกไปเล่นเอง
จากนั้นส่งสารถึงเหอซีเสวี่ย แสดงความขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือเพราะทำให้เสี่ยวไป๋หูสามารถเลื่อนขั้นได้สำเร็จ
เขาเก็บเครื่องรางสื่อสารแล้วหันกลับไปดู ก็พบว่าไม่รู้ว่าเมื่อใดที่เสี่ยวไป๋หูและหนูสุ่ยหลิงได้วิ่งไปเล่นทางหยางโต้วโตวแล้ว
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาหยางโต้วโตว เสี่ยวไป๋หู และหนูสุ่ยหลิงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
เมื่อหยางโต้วโตววางกับดักเสร็จ นางจะใช้เวลาระหว่างพักผ่อนจัดสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายให้กับเจ้าตัวน้อยทั้งสอง รวมถึงจัดเตียงให้ด้วย
แน่นอน เสี่ยวไป๋หูกับหนูสุ่ยหลิงช่วยนางกับทำดักด้วย เช่นขุดรู ขุดดิน เป็นต้น
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าตัวน้อยสองตัวนี้น่ารักมาก เจ้าให้ข้าหนึ่งตัวได้หรือไม่” หยางโต้วโตวถาม
สวี่หยาง “…”
บางครั้งสวี่หยางก็รู้สึกว่าหยางโต้วโตวสมองอาจจะมีปัญหา สัตว์อสูรของเขาจะให้นางได้อย่างไร
นางคิดอะไรอยู่
หลังจากปฏิเสธ หยางโต้วโตวก็บ่นว่า “เจ้าคนขี้งก”
นางพูดด้วยเสียงสูง “หรือว่าจะให้ข้าซื้อล่ะ”
“ข้าก็ไม่ขาย”
สวี่หยางหันไปมองหยางโต้วโตวแล้วก็เอ่ยขึ้นว่า “ถ้าเจ้าอยากได้จริง ๆ เจ้าไปซื้อที่ตลาดเองสิ”
“ล้มเลิกดีกว่า การเลี้ยงสัตว์อสูรต้องใช้เงินเยอะมาก”
หยางโต้วโตวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า
“ข้ามักเห็นเจ้าประหยัด แต่ปกติเจ้าก็ไม่ได้ขาดแคลนหินวิญญาณมิใช่หรือ บางครั้งก็ควรปรนเปรอตนเองบ้างเถิด”
“หินวิญญาณจำเป็นสำหรับชีวิตข้าตอนนี้มาก” นางพูดพร้อมโอบกอดเสี่ยวไป๋หู ความคิดค่อย ๆ ล่องลอยไปไกล “ข้าจะต้องรวยให้ได้!!”