ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 226 เปิดใจกับหนิงเฟย
บทที่ 226 เปิดใจกับหนิงเฟย
เรื่องราวของหยางโต้วโตว สวี่หยางมิได้ซักถามเพราะเขาไม่สนใจจะรู้
ตลอดชีวิตคนหนึ่งได้พบเจอผู้คนมากมายหลายแบบ บางครั้งก็จำเป็นต้องเคารพกับความโชคร้ายของผู้อื่น
แม้แต่เทพเซียนเองก็ยังมิอาจช่วยเหลือความโชคร้ายของผู้คนทั้งหมดได้
“เช่นนั้น ข้าจะไปพักผ่อนก่อน”
สวี่หยางลุกขึ้นยืน
หยางโต้วโตวเอ่ยขึ้นทันใด “สหายเต๋าสวี่ ยังมีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากให้เจ้าโปรดใส่ใจ”
สวี่หยางขมวดคิ้ว “ว่ามา”
หยางโต้วโตวใบหน้าแดงระเรื่อ “ข้าพักอยู่ชั้นบน เนื่องจากห้องของข้าอยู่ใกล้กับถ้ำของเจ้านัก แม้ว่าข้ามิได้จับตามองเจ้าและภรรยาของเจ้าอยู่ แต่กลิ่นอายของค่ายกลสามารถรับรู้ได้ ข้าหวังว่าภายหน้า ในยามกระทำเรื่องในห้องหอ…ขอให้เสียงเบาลงสักหน่อย”
สวี่หยาง “…”
มิใช่ว่าพวกเขาได้ตั้งค่ายกลป้องกันเสียงไว้ทุกครั้งหรือ
แต่หยางโต้วโตวกลับได้ยิน
“เอ่อ เจ้าได้ยินอะไรหรือไม่” สวี่หยางถามโดยไม่ทันคิด
หยางโต้วโตวยิ่งหน้าแดงเข้าไปใหญ่ “ข้าเพียงแต่รู้ว่าสหายเต๋าสวี่มีความต้องการอันแรงกล้า ภรรยาของเจ้ากรีดร้องคร่ำครวญอยู่เสมอ พูดตามจริง สหายเต๋าสวี่ช่างโหดร้ายนัก ไฉนจึงทำเช่นนั้นกับภรรยาเจ้าได้เล่า”
ในฐานะผู้เช่า เดิมทีหยางโต้วโตวมิได้ต้องการจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในครอบครัวผู้อื่น
ทว่าเสียงเหล่านั้นช่างสร้างความกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
“เอ่อ..นั่นมันไม่ได้เรียกว่ากรีดร้อง…” สวี่หยางพูดอธิบาย
หยางโต้วโตวสงสัย “แล้วเรียกว่าอะไรล่ะ?”
“เอ่อ…” สวี่หยางพูดตะกุกตะกัก เขาเริ่มรู้สึกว่าตนเองอาจจะอธิบายไม่ชัดเจน
เช่นนั้นก็ไม่ต้องอธิบายแล้วละ
“เจ้ายังเด็กเกินไป เรื่องนี้ซับซ้อนนักจะอธิบายอย่างไรดี อืม… อย่างเช่น เวลาร้องไห้ อาจหมายถึงการหัวเราะแล้วร้องไห้ออกมาก็ได้ เข้าใจหรือไม่?”
เห็นหยางโต้วโตวยังคงเอียงหัวทำหน้างง สวี่หยางก็ส่ายหัวอย่างจนปัญญา
“เจ้ายังเด็กนัก ไม่เข้าใจก็ช่างเถอะ ข้าไปพักผ่อนก่อน”
“ข้ายังเด็กหรือ?” นางก้มลงมองตนเอง หยางโต้วโตวก็อึ้งไป
ถึงแม้ว่าตัวนางจะยังเล็ก แต่แท้จริงแล้วนางมีอายุมากกว่าสวี่หยางด้วยซ้ำ
……
รุ่งเช้าวันถัดมา
สวี่หยางกำลังจะออกกำลังกายยามเช้าร่วมกับหลินหวั่นชิงและหลินไห่ถัง ทว่ากลับถูกเสียงคำรามที่ดังลั่นจนหูแทบแตกปลุกให้ตื่นขึ้น
“สวี่หยาง เจ้าออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้ สวี่หยาง…”
“ตู้ม ตู้ม!”
เสียงเริ่มดังรุนแรงขึ้น ดึงดูดความสนใจจากอวี๋หมิ่นหงและหนิงเฟยสองผู้เช่าถ้ำที่อยู่ข้างเคียง
ทั้งคู่ทะยานออกจากถ้ำพร้อมกัน และพบว่าเป็นไป๋เหมาเจินเหรินขอบเขตเจี่ยตานนั่นเอง
“เอ่อ… หลิวเป้า เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร มีธุระอันใดกับสหายเต๋าสวี่หรือ”
หัวใจของอวี๋หมิ่นหงเต้นรัวด้วยความรู้สึกอึดอัดและอับอาย
ทันทีที่เขาเห็นหลิวเป้า ทำให้เขาหวนคิดถึงเรื่องที่ภรรยาของเขาถูกล่วงเกินในวันนั้น เขารู้สึกอยากฆ่าหลิวเป้าทิ้งเสียตรงนี้
แต่เขาก็ไม่กล้าแม้กระทั่งจะแสดงความโกรธเคืองออกมา
โชคดีที่หลิวเป้าเดินทางมาที่นี่และไม่ได้มาหาเรื่องเขาในวันนี้
หลิวเป้าหันไปถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “สวี่หยางอยู่ที่ใด”
“เขาอยู่ในถ้ำตลอดเวลา เจ้ามีอะไรหรือ”
ขณะที่อวี๋หมิ่นหงกำลังซักถามอยู่นั่น สวี่หยางก็เดินออกมาจากถ้ำอย่างสงบ แล้วพูดด้วยความไม่พอใจว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่เป็นการรบกวนความฝันอันแสนหวานของผู้อื่นนะ”
เมื่อเห็นสวี่หยางไม่มีท่าทีเกรงกลัว เขาก็รู้สึกโกรธขึ้นมาพลางตะโกนถาม “สวี่หยาง! เจ้าพบจ้าวเจินเหรินหรือไม่”
สวี่หยางเกาหูแล้วก็พูดว่า “จ้าวเจินเหริน… ข้ารู้จักจ้าวเจินเหรินหลายคน แล้วเจ้าหมายถึงผู้ใดเล่า”
“จ้าวเหยาเหยา นางเป็นสหายของข้า เมื่อวานนี้นางมาที่นี่เพื่อจะซื้อเครื่องรางจากเจ้า แต่หลังจากนางมาที่นี่ นางก็หายไป ตอนนี้นางอยู่ที่ใด?”
หลิวเป้าพูดจบก็เดินไปยังหน้าค่ายกลแล้วร้องตะโกนว่า “เปิดประตูให้ข้า!”
สวี่หยางไม่สนใจคำพูดของหลิวเป้า เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จ้าวเหยาเหยาหรือ เมื่อวานนางมาที่นี่จริง แต่นางมาเพียงซื้อยันต์ทะลวงค่ายกลหนึ่งชุดแล้วก็ออกไปจากที่นี่”
“ออกไปแล้ว?”
“แน่นอน จ้าวเจินเหรินเป็นถึงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน ข้าสวี่หยาง มีฝีมือเช่นไรถึงจะต้านทานจ้าวเจินเหรินได้ ไป๋เหยาเจินเหริน เจ้าประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว”
“เช่นนั้น เจ้าจงเปิดค่ายกลป้องกันภูเขา ข้าจะเข้าไปดู”
หลิวเป้าพูดด้วยสีหน้าเย็นชา
“สหายเต๋าหลิว เจ้าชราภาพแล้วหรือ คิดว่าที่นี่คือห้องน้ำส่วนรวมที่ผู้ใดจะเข้าออกก็ได้งั้นหรือ อยากจะมาเมื่อใดก็ได้ อยากจะจากไปเมื่อใดก็ได้?”
สวี่หยางโบกมือ แล้วพูดเสียวเย็นว่า “มิต้องพูดถึงท่าทางเยี่ยงนี้ของเจ้า ต่อให้เจ้าพูดจาอ่อนหวานไพเราะเพียงใด ด้วยการกระทำในคราวก่อนของสหายเต๋าหลิว ข้าคงมิต้อนรับเจ้าเป็นแน่ เจ้าไปเสียเถอะ”
“กล้าไล่ข้า สวี่หยาง เจ้ามิกลัวข้าจะกลับมาแก้แค้นเจ้าหรือ?”
“ข้าอยู่ในถ้ำอย่างมีความสุข สหายเต๋าหลิว หากมีเวลาเฝ้าอยู่ที่นี่ได้ตลอดเวลาก็จงเฝ้าไปเสียเถิด” สวี่หยางพูดอย่างไม่สนใจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ถึงเจ้าจะไม่ยอมออกมา งั้นคนในครอบครัวของเจ้าล่ะ เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะลงมือกับพวกเขา”
“เช่นนั้นเจ้าก็คือโจรผู้ฝึกตน ในระยะหลังมานี้เมืองเซียนกำลังตามล่าผู้คนเช่นเจ้าอยู่พอดี”
สายตาของหลิวเป้าสั่นไหวเล็กน้อย
เขาคิดได้ว่าเขายังมีภารกิจอยู่ เวลานี้ยังไม่เหมาะที่จะปะทะกับสวี่หยาง
มิเช่นนั้น หากเสียงดังจนเกินไปผู้บำเพ็ญมนุษย์ในเมืองเซียนบริเวณใกล้เคียงอาจจะรีบรุดมาแล้วเรื่องจะยิ่งยุ่งยาก!!
“เหอะ ข้ามิได้คิดจะพูดจาต่อล้อต่อเถียงกับเด็กโง่เขลาเช่นเจ้า ยามนี้ข้าเพียงแต่ต้องหาจ้าวเจินเหรินให้พบว่านางไปอยู่ที่ใดกันแน่”
“ข้าได้กล่าวไปแล้วว่านางซื้อของที่จำเป็นเสร็จก็จากไป หลังจากนั้นนางจะไปแห่งหนใด ข้าจะล่วงรู้ได้อย่างไร”
หลิวเป้าวกถามซ้ำอยู่อีกหลายประโยค น่าเสียดายที่สวี่หยางไม่สนใจไยดี ทำเอาเขาโกรธแต่ก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้
ในขณะนั้น เขาสังเกตเห็นว่าค่ายกลป้องกันภูเขาของหนิงเฟยไม่ได้เปิดอยู่ เขาจึงรีบพุ่งเข้าไปที่ถ้ำของหนิงเฟิยด้วยความเร็วทันที
ส่วนด้านอวี๋หมิ่นหงนั้น หลังจากที่ประสบความพ่ายแพ้ครั้งที่แล้ว เขาก็ได้เปิดใช้งานค่ายกลป้องกันภูเขาของตนไว้ก่อนแล้ว
“ไป๋เหมาเจินเหริน ข้าไม่รู้เรื่องใดเลย” หนิงเฟยเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย
“ข้าไม่ได้จะถามอะไรเจ้า ข้าต้องการซื้อยันต์ค่ายกลจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ ข้าก็ต้องการให้เจ้าทำสิ่งหนึ่งให้ข้า เจ้าไปหาสวี่หยาง จากนั้นสืบหาข้อมูลต่าง ๆ มาให้ข้า!”
“เอ๊ะ…”
สายตาของหนิงเฟยแวววับ หลิวเป้าให้เขาทำสิ่งนี้ หากสวี่หยางล่วงรู้เข้าในภายภาคหน้าเขาจะวางตัวเช่นไร
แต่หากไม่กระทำเช่นนั้น ความพิโรธของไป๋เหมาเจินเหรินขอบเขตเจี่ยตานก็มิใช่สิ่งที่เขาจะรับไหว
“หากเจ้าทำมิได้ ก็อย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้าเจ้า”
จากนั้น หลิวเป้าจึงจัดการซื้อยันต์ค่ายกลจำนวนหนึ่ง แต่กลับจ่ายด้วยหินวิญญาณเพียงส่วนน้อย ส่วนหินวิญญาณที่เหลือ หลิวเป้ากล่าวว่าเมื่อใดที่เขาจัดการเรื่องเรียบร้อยแล้วจะมอบให้
ทุกสิ่งนี้อยู่ในสายตาสวี่หยางตลอดเวลา
“สหายเต๋าสวี่ คนผู้นี้ทำเรื่องมิสมควรนักที่กลั่นแกล้งข้าถึงเพียงนี้”
หนิงเฟยกล่าวพลางทะยานมาหาสวี่หยางด้วยสีหน้าแสนลำบาก
เขาเล่าเรื่องที่หลิวเป้าข่มขู่เขาและเอ่ยอย่างสิ้นหวังว่า “สหายเต๋าสวี่ จ้าวเหยาเหยาผู้นั้นมิใช่หนีไปแล้วหรือ”
ในมุมมองของเขา จ้าวเหยาเหยาเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน หากสวี่หยางคิดจะจัดการกับนาง ย่อมต้องเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่เป็นแน่
ดังนั้น จ้าวเหยาเหยาจึงน่าจะจากไปแล้ว
สวี่หยางพยักหน้า “ข้าไม่รู้ว่านางไปที่ใด”
“โธ่ แล้วข้าจะทำเช่นไรดีเล่า”
หนิงเฟยส่ายหน้า “ช่างเถิด ๆ ข้าจะจากไปเดี๋ยวนี้ ที่แห่งนี้ดูไม่สงบสุขเลย เมื่อวานนี้ข้าเพิ่งไปทำนายดวงชะตามา บอกว่าข้าควรออกไปจากที่แห่งนี้ มิเช่นนั้นจะมีเคราะห์ร้ายถึงแก่ชีวิต”
“ท่านไปไม่ได้” สวี่หยางส่ายหน้า
“สหายเต๋าสวี่ ข้าจำเป็นต้องไปแล้ว เจ้าไปยุ่งกับหลิวเป้า แม้เจ้าไม่กลัวเขาก็จริง แต่มิใช่กับข้า หากเขาคิดแค้นเคืองข้า ข้าจะรับมืออย่างไรไหว”
หนิงเฟยตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เขาจะพาเหล่าภรรยาและอนุภรรยาของเขาในถ้ำไปหลบภัยที่ไหนสักแห่งในต่างแดน
รอให้เหอซีเสวี่ยทะลวงขอบเขตจินตานสมบูรณ์แล้วค่อยดูทิศทางลมว่าจะเป็นอย่างไร ถึงเวลานั้นค่อยกลับมา
เมื่อเขารู้ว่าหนิงเฟยกำลังจะจากไป
“ข้าบอกแล้วว่าท่านไปไม่ได้!”
สีหน้าของสวี่หยางเริ่มเปลี่ยนไป
หนิงเฟยในฐานะผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย และยังเป็นปรมาจารย์ค่ายกลด้วย ในมือควรจะมีไพ่ตาย พลังปราณคงไม่ธรรมดา
หากเก็บเขาไว้ ก็เปรียบเสมือนกำลังรบที่ยิ่งใหญ่ ณ ที่แห่งนี้
ดังนั้น เขาจึงไม่อาจจากไปได้
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าใช้ปราณใดกัน”
หนิงเฟยขมวดคิ้ว หันศีรษะไปทางสวี่หยาง
“หนิงเฟย หากท่านยังคงอยู่ที่นี่ ท่านจะไม่เป็นอันตรายใด แต่หากท่านจากไป ท่านจะต้องเผชิญอันตรายแน่นอน”
“หืม สวี่หยาง เจ้าหมายความว่าอย่างไร” หนิงเฟยลอบคิดถึงความหมายในคำพูดของสวี่หยาง ขณะที่ดวงตาของเขาพลันสั่นไหวอย่างไม่แน่ใจ
“เป็นข้าเองที่สังหารหนิงถู ก่อนที่เขาจะสิ้นใจได้บอกเล่าถึงเรื่องที่ท่านสังหารลูกศิษย์ชิงหนิวเจินเหรินให้ข้าฟังแล้ว”
สวี่หยางกล่าวจบ
“ครืน!!”
เมื่อได้ยินดังนั้น
พลังปราณของหนิงเฟยก็พลันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมกับแผ่ลมปราณกดดันสวี่หยาง เขากล่าวด้วยความโกรธ “สวี่หยาง เจ้าไม่ควรกล่าววาจาไร้สาระ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าอาจตายโดยไม่ทันรู้ตัว”
สวี่หยางเงยหน้าขึ้นอย่างเฉยเมย “เมื่อวานนี้ ข้าสังหารจ้าวเจินเหรินได้ วันนี้ข้าก็สามารถสังหารท่านได้เช่นกัน”
“อะไรนะ” หนิงเฟยอึ้งไปชั่วขณะ “เจ้าหมายความว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานถูกเจ้า…”
ในเวลาเดียวกัน
หลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังเดินออกมาพร้อมกัน ทั้งสองจ้องมองหนิงเฟยด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
ราวกับว่าพวกนางกำลังเตรียมพร้อมที่จะโจมตีหนิงเฟยหากสวี่หยางมีคำสั่ง
ตึง!
สวี่หยางหยิบบางอย่างออกจากถุงเก็บของ
ปรากฏร่างไร้วิญญาณของหญิงนางหนึ่งต่อหน้าหนิงเฟย
แม้หนิงเฟยจะไม่เคยพบจ้าวเหยาเหยา แต่กลิ่นอายขอบเขตเจี่ยตานที่หลงเหลือบนร่างนั้นยังคงสัมผัสได้
“ขอบเขตเจี่ยตาน…”
“หนิงเฟย เรื่องที่ท่านสังหารลูกศิษย์ของชิงหนิวเจินเหริน ข้าไม่สนใจเพราะมิได้กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของข้า แต่ต่อจากนี้ข้าจะจัดการกับหลิวเป้า และจำต้องได้รับความช่วยเหลือจากท่าน”
สวี่หยางหันกลับมามองหนิงเฟย “หากท่านไม่ตกลง ข้าจะประกาศให้โลกรู้ว่าท่านเคยร่วมมือกับโจรผู้ฝึกตน และสังหารลูกศิษย์ชิงหนิวเจินเหริน ในยามนี้มิต้องมีหลักฐานอันใด เมืองเซียนก็สามารถตัดสินประหารท่านได้แล้ว!”
สีหน้าหนิงเฟยเริ่มซีดเซียว
ตอนนั้นเองเขาก็ตระหนักได้ว่า สวี่หยางสามารถเช่าถ้ำแห่งนี้ได้ เดิมทีก็มิใช่เรื่องบังเอิญ!
สวี่หยางไพล่มือไว้ด้านหลังพร้อมกล่าวต่อไป “หนิงเฟย ท่านยังคงไม่ค่อยเชื่อกระมัง ครั้งที่ข้าเช่าที่นี่ ข้าเคยเอ่ยไว้แล้ว ข้ามิเพียงรู้จักลูกศิษย์สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีเท่านั้น แต่ในเมืองเซียนชิงหนิวข้าก็มีเส้นสายเช่นกัน…”
บัดนี้ เหอซีเสวี่ยก็ยังนับเป็นเส้นสายของเขา
หนิงเฟยยอมแพ้แล้ว
เขารู้ดีว่าตนเองเดิมพันไม่ได้
หากขัดแย้งกับหลิวเป้าเขาก็อาจถึงตาย ทว่าอย่างน้อยเขาก็ยังมีเคล็ดวิชาไว้ป้องกันตนเอง!
แต่ถ้าไปขัดใจสวี่หยางในยามคับขันเช่นนี้ เมืองเซียนคงจะต้องไล่ล่าเขาอย่างแน่นอน!
แม้แต่ในที่ของสวี่หยางแห่งนี้ เกรงว่าก็คงจะหนีไม่รอด
หนิงเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพยักหน้าอย่างจำใจ “สหายเต๋าสวี่ ข้ากลับรู้สึกว่าการอยู่ที่นี่ก็ดีไม่น้อย บุรุษนามว่าหลิวเป้า ผู้คนต่างก็อยากจะฆ่าเขาอยู่แล้ว! ข้าจะอยู่ช่วยเจ้าจัดการเขา”
“ดียิ่งนัก”
สวี่หยางเก็บร่างของจ้าวเหยาเหยาเข้าไป แล้วกล่าวว่า “ต่อไป ท่านจงคอยถ่วงเวลาหลิวเป้า อีกประการจงแพร่ข่าวออกไปว่าจ้าวเหยาเหยาอาจจะหลบหนีไปแล้ว”
“รับทราบ” หนิงเฟยคารวะสวี่หยางแล้วกล่าวลา
“เจ้าไว้ใจหนิงเฟยผู้นั้นได้หรือไม่” หลินหวั่นชิงมองไปทางหนิงเฟยที่เดินจากไปแล้ว
“หากเขาแพร่งพรายเรื่องราวของข้าออกไป เขาก็คงต้องตายอย่างแน่นอน! ส่วนข้าแค่ต้องเผชิญกับการแก้แค้นของหลิวเป้า อีกอย่างหลิวเป้าก็คิดจะแก้แค้นข้าอยู่แล้วมิใช่หรือ”
“ก็จริงอยู่”
หลินหวั่นชิงหัวเราะ
……
ยามบ่ายก็มีเงาร่างงามทะยานเข้ามา
สวี่หยางพิจารณาดูก็พบว่าเป็นลู่เสี่ยวม่าน
“นางมาที่นี่ได้อย่างไร”
ภายหลังจากได้พบกับลู่เสี่ยวม่านที่บ้านลู่หยวนฮว่า ทั้งสองได้ร่วมมือกันในการรายงานข่าวหลายต่อหลายครั้ง
สวี่หยางยอมรับในความสามารถของลู่เสี่ยวม่านเป็นอย่างมาก
ทว่าครั้งนี้ นางมาที่นี่โดยไม่มีเหตุผลอันใด หรือว่ามีจุดประสงค์ใดแอบแฝง
ก่อนหน้านี้เป็นเขาที่ไปหาข่าวจากลู่เสี่ยวม่านก่อนโดยตรง! ไม่เคยมีครั้งไหนที่นางเป็นฝ่ายติดต่อเขามาก่อน