ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 227 ข่าวลือสุดฮือฮา
บทที่ 227 ข่าวลือสุดฮือฮา
ไม่รู้ว่าลู่เสี่ยวม่านมาด้วยเรื่องใด
สวี่หยางรีบออกมาต้อนรับ “แม่นางลู่ มาเยือนที่บ้านหลังน้อยของข้าช่างเป็นเกียรติแก่ข้าเหลือเกิน ยินดีต้อนรับ!”
ลู่เสี่ยวม่านมีท่าทีที่สงบเยือกเย็น งดงามและสง่า
หลังจากเข้ามาทักทายกับสวี่หยางไม่กี่ประโยค นางก็เข้าประเด็นอย่างรวดเร็ว
“ข้าได้รับการว่าจ้างให้มาจัดหาเครื่องรางจำนวนหนึ่ง! โดยเฉพาะยันต์ทะลวงค่ายกล! นอกจากนี้ ข้าได้ยินมาว่าแม่นางหยางโต้วโตวมียันต์ค่ายกลจู่โจม ข้าจึงต้องการซื้อ ราคาสามารถต่อรองได้”
สวี่หยางได้ยินดังนั้นก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าที่ลู่เสี่ยวม่านต้องการของเหล่านี้ เพราะนางได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศัตรูที่ต่อต้านการก้าวหน้าของเหอซีเสวี่ยที่กำลังเตรียมเข้าสู่ขอบเขตจินตาน
กล่าวตามตรง เขามีสิ่งของเหล่านี้จริง ๆ
ไม่ต้องพูดถึงของที่ได้จากจ้าวเหยาเหยาเมื่อวานนี้ แค่ของที่เขามีอยู่เดิมก็มีไม่น้อยเช่นกัน แต่ถ้าเขาให้ของพวกนี้กับลู่เสี่ยวม่านก็เท่ากับเขาสนับสนุนศัตรู
ตอนนี้เขาเป็นคนของเหอซีเสวี่ย
หากเหอซีเสวี่ยสามารถเข้าสู่ขอบเขตจินตานได้ เขาก็จะได้ประโยชน์มากมาย ในทางตรงกันข้าม เขาอาจจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะต้องชดใช้
ด้วยเหตุนี้ เขาจะไม่มอบเครื่องรางเหล่านี้ให้แก่นางเป็นอันขาด อีกทั้งเขาจะต้องเกลี้ยกล่อมให้ลู่เสี่ยวม่านตกไปเป็นเครื่องมือของผู้อื่น
เขาเคยติดต่อกับลู่เสี่ยวม่านหลายครั้ง นางเป็นสตรีที่อ่อนโยนและสุภาพ ถือว่าเป็นสตรีที่ไม่เลว นางได้แต่งเข้าในตระกูลเสิ่น
ทั้งดูแลสามีและเลี้ยงดูบุตรธิดาควบคู่กับการดูแลกิจการของตนเอง นางถือเป็นสตรีที่เก่งและกล้าหาญ
เขาไม่อยากให้นางหลงผิดไป
ภายหลังจากครุ่นคิด สวี่หยางจึงกล่าวว่า “ช่วงหลังมานี้ มีผู้คนจำนวนมากมาขอซื้อของเหล่านี้”
“เช่นนั้นหรือสหายเต๋าสวี่ เจ้าเป็นผู้ฉลาดเฉลียว น่าจะทราบถึงสาเหตุแล้วมิใช่หรือ” ลู่เสี่ยวม่านพยักหน้า
“แม่นางลู่ ยามนี้เป็นช่วงวิกฤต ข้าหวังว่าแม่นางจะไม่ยืนผิดฝ่าย” สวี่หยางแสดงสีหน้าอึดอัดใจเล็กน้อยพร้อมกล่าวเตือนเป็นนัย
ลู่เสี่ยวม่านขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “สหายเต๋าสวี่ เจ้าคิดว่าเมืองเซียนจะชนะงั้นหรือ?”
“เป็นเช่นนั้นแน่” เมื่อได้พูดกันชัดเจนแล้ว สวี่หยางจึงกล่าวต่อไปว่า “ในครั้งนี้ เมืองเซียนได้เตรียมการไว้เป็นอย่างดีแล้ว ไม่มีทางที่จะปล่อยให้เซียนเหอประสบเคราะห์กรรมใด! หอการค้าหงไห่ของข้าก็ได้ทุ่มเทจัดหาทรัพยากรไปมากมาย…”
สวี่หยางกล่าวอย่างตรงไปตรงมาคล้ายกับว่าได้รับสารจากหอการค้าหงไห่โดยตรง อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนของหอการค้าหงไห่ ผู้คนทั้งหลายก็ล้วนทราบกันดี
“หึ ๆ…”
มิคาดคิดว่าลู่เสี่ยวม่านกลับหัวเราะออกมา นางจ้องสวี่หยางด้วยแววตาเป็นประกายพร้อมเอ่ยผ่านกระแสจิตว่า “ยามนี้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดทั้งสามได้ลงมือแล้ว สหายเต๋าสวี่ เจ้าคิดว่าเซียนเหอจะประสบความสำเร็จหรือไม่?”
นางกล่าวต่อไปว่า “เซียนเหอนางเป็นหนึ่งในรุ่นเยาว์ที่เมืองเซียนหวั่นเกรงมากที่สุด นางมีแววในการบรรลุขอบเขตแปรเทวา เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะปล่อยให้นางเติบโตได้อย่างง่ายดาย!”
“อีกอย่างหนึ่ง ข้าเพียงส่งมอบเครื่องรางสำหรับการประลองหรือต่อสู้เท่านั้น เป็นการค้าขายที่ชอบธรรม เมืองเซียนจะรู้เรื่องก็มิเกิดปัญหา”
“อีกเรื่องคือคนที่คิดเช่นข้าไม่รู้ว่ามีมากน้อยเพียงใด เมืองเซียนไม่สามารถที่จะตามล้างแค้นได้ทุกคนกระมัง”
“แต่สหายเต๋าสวี่ หอการค้าหงไห่ เถ้าแก่หลี่ลี่จือผู้นั้นเป็นคนของเซียนเหอ เรื่องนี้คนทั้งเมืองต่างรู้กันดี เมื่อเซียนเหอเข้าสู่ขอบเขตจินตานไม่สำเร็จ เจ้าคิดว่าหอการค้าหงไห่จะยังเจริญรุ่งเรืองได้อยู่หรือไม่ ข้าขอชี้แนะ สหายเต๋าสวี่เจ้ารีบหาทางรับมือเถิด!”
“เมื่อถึงตอนที่หอการค้าหงไห่ต้องเผชิญกับการถูกชำระบัญชี เถ้าแก่หลี่ลี่จือในฐานะศิษย์แล้ว แม้จะเป็นแค่ศิษย์สายนอกเขาก็คงไม่เป็นไร แต่หอการค้าของเขารวมถึงตัวเจ้าอาจจะต้องเจอเรื่องยุ่งยาก!!”
สวี่หยางยิ้มบาง ๆ
“ให้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดสามคนลงมือ นับได้ว่าเป็นการลงทุนครั้งใหญ่”
แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าสถานที่จริงที่เข้าสู่ขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ยอยู่ที่ไหน!!
เมื่อมองเห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอึดอัดของสวี่หยาง ลู่เสี่ยวม่านคิดว่าตนเองโน้มน้าวสวี่หยางได้แล้ว
นางถอนหายใจเพื่อเกลี้ยกล่อม “สหายเต๋าสวี่ เจ้าคือผู้มีพระคุณต่อตระกูลลู่ของข้า ถ้าเป็นคนอื่น ข้าคงไม่บอกอะไรมากมายเช่นนี้ หวังว่าเจ้าจะรีบหาทางรับมือ จัดเตรียมทางหนีทีไล่ให้แก่ตนเอง! หากต้องการความช่วยเหลือ ข้ามีหนทางให้ภรรยาของเจ้าออกไปก่อนได้”
สวี่หยางยิ้มแล้วส่ายหน้า
ลู่เสี่ยวม่านขมวดคิ้วเล็กน้อย “สหายเต๋าสวี่ เจ้าหมายความว่ากระไร?”
“ข้าคิดว่าเซียนเหอจะเป็นฝ่ายชนะ! เมื่อถึงตอนนั้นนางอาจจะเป็นผู้ครอบครองเมืองเซียนชิงหนิวภายใต้ชิงหนิวเจินเหริน และกลายเป็นเจ้าเมืองของเมืองเซียนในภายภาคหน้า”
ลู่เสี่ยวม่านถึงกับตะลึง
นางรู้สึกว่าสวี่หยางพูดจาเพ้อเจ้อ สิ่งนี้จะเป็นไปได้อย่างไร?
“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น” ลู่เสี่ยวหม่านขมวดคิ้วเอ่ยถาม
“ลางสังหรณ์จากการที่ข้าเป็นผู้บำเพ็ญอิสระ ก้าวมาถึงจุดนี้ได้โดยอาศัยลางสังหรณ์ทั้งนั้น”
“สหายเต๋าสวี่ โชคชะตาฟ้าลิขิตอาจมิได้อยู่เคียงข้างเจ้า”
“แม่นางลู่ ข้าซาบซึ้งนักที่เจ้าบอกเรื่องราวมากมายเช่นนี้แก่ข้า ข้าขอชี้แนะให้เจ้าอยู่ฝ่ายเซียนเหอ ภายภาคหน้าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเจ้า”
กล่าวจบสวี่หยางไม่รอช้า นำยันต์ธรรมดาออกมา เขาไม่คิดนำยันต์ทะลวงค่ายกลออกมาแม้แต่ใบเดียว
“มิมียันต์ทะลวงค่ายกลหรือ?”
สวี่หยางพยักหน้า
ลู่เสี่ยวม่านทราบดีว่าสวี่หยางไม่ประสงค์ขายให้นาง
นางมิได้เร่งรัด นางซื้อยันต์ไปสามสิบใบ เมื่อจ่ายหินวิญญาณแล้วจึงคิดจะไปหาหยางโต้วโตว ทว่าหยางโต้วโตวแจ้งว่าได้ขายยันต์ทะลวงค่ายกลจนหมดเกลี้ยงแล้ว
แท้จริงแล้วนางได้รับข้อความจากสวี่หยางล่วงหน้าว่ามิให้ขายให้ลู่เสี่ยวม่าน มิเช่นนั้นจะไล่นางออกไป
อย่างไรก็ตาม นางมิได้มียันต์ทะลวงค่ายกลเหลืออยู่มากนัก จึงได้ปล่อยผ่านไป
ครู่หนึ่งต่อมา
ลู่เสี่ยวม่านเดินทางไปยังที่พักของหนิงเฟย
“ขออภัยแม่นางลู่ ข้าขายยันต์ทะลวงค่ายกลจนหมดเกลี้ยงแล้ว” หนิงเฟยยิ้มขอโทษพร้อมเหลียวมองไปทางยอดเขาของสวี่หยางโดยไม่รู้ตัว
ลู่เสี่ยวม่านขมวดคิ้ว
ในยามนี้ ปรมาจารย์ค่ายกลต่างเร่งผลิตค่ายกลประเภทนี้ออกมาเพื่อทำเงิน แต่ปรมาจารย์ทั้งสองกลับไม่ทำออกมา
สำหรับหยางโต้วโตวนางเข้าใจได้
อย่างไรสวี่หยางก็เป็นเจ้าของห้องที่นางเช่าอยู่ หากจะไม่ให้หยางโต้วโตวขายนางก็อาจจะไม่ขายเพราะเกรงใจ
แต่ที่นางคิดไม่ตกว่าคือหนิงเฟย
หนิงเฟยอยู่ที่นี่มาก่อนนาง จากข่าวที่นางได้มา หนิงเฟยอาจจะเคยเป็นโจรฝึกตนมาก่อน แต่ในช่วงที่เหอซีเสวี่ยกำลังเข้าสู่ขอบเขตจินตานเขากลับมีท่าทีเฉยเมย
ด้วยนิสัยของเขา ในเวลานี้อาจจะฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากสงคราม แต่หนิงเฟยกลับปฏิเสธ
“สหายหนิง เจ้าแน่ใจหรือ”
ลู่เสี่ยวม่านขมวดคิ้ว
“หมดจริง ๆ” หนิงเฟยหัวเราะ
“เช่นนั้นอย่างอื่นก็ได้ เช่น ค่ายกลป้องกัน ค่ายกลโจมตี”
“ขออภัย ข้ากำลังยุ่งอยู่กับเรื่องอื่น ค่ายกลขาดตลาดอย่างหนัก”
ลู่เสี่ยวม่านสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ คิดในใจว่าเคล็ดวิชาของสวี่หยางนั้นช่างยอดเยี่ยมนัก แม้แต่หนิงเฟยยังเอาอยู่
ในตอนนี้
ลู่เสี่ยวม่านรู้สึกถึงวิกฤต
นางคาดเดาว่า สวี่หยางให้ความสนใจในตัวเหอซีเสวี่ย ไม่ใช่เพราะลางสังหรณ์หรือโชค แต่เพราะมีข้อมูลบางอย่างอยู่ในมือเป็นแน่
ลู่เสี่ยวม่านส่ายหัวด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา และจากที่แห่งนี้ไป
……
วันที่สอง ข่าวที่ทำให้สะเทือนเลื่อนลั่นก็เผยแพร่ออกไป
ต้าอวี่เจินเหรินมาถึงเมืองเซียนแล้ว เขาป่าวประกาศบอกให้ชิงหนิวเจินเหรินแห่งเมืองเซียนออกมา เขาจะท้าประลองกับชิงหนิวเจินเหริน
ข่าวนี้ได้กระตุ้นให้ทุกสำนักเกิดความสนใจขึ้นมาในทันที
ต้าอวี่เจินเหรินและชิงหนิวเจินเหรินเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์รุ่นเดียวกัน มีการเล่าลือกันว่า ก่อนหน้านี้ตอนที่ชิงหนิวเจินเหรินอยู่ในขอบเขตเจี่ยตาน พวกเขาเคยมีเรื่องบาดหมางกันมา
หลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีกเลย
มีการเล่าลือกันว่า ต่อมาต้าอวี่เจินเหรินไปฝึกตนอยู่ที่อาณาจักรหนาน และแล้วในวันที่ลูกศิษย์คนสำคัญของชิงหนิวเจินเหรินเตรียมเลื่อนขั้นเข้าสู่ขอบเขตจินตาน เขาก็กลับมาที่นี่เพื่อสร้างความวุ่นวาย
สวี่หยางรู้ข่าวของสถานการณ์ที่นั่นคร่าว ๆ ผ่านทางหลินอี้ และสามีภรรยาตระกูลเสิ่นซึ่งอยู่ใกล้เมืองเซียน
ชิงหนิวเจินเหรินรับคำท้าแล้ว
ไม่เพียงรับคำท้าด้วยตนเองเท่านั้น แต่ยังนำสัตว์อสูรวัวเขียวคู่ใจของตนมาด้วย
ทั้งสองต่อสู้กันด้วยวิชายุทธ์นานกว่าครึ่งชั่วยาม
ต้าอวี่เจินเหรินอยู่เพียงคนเดียว แต่ชิงหนิวเจินเหรินมีสัตว์อสูรวัวเขียวที่อยู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด เมื่อทั้งสองอยู่ด้วยกันถือว่าเป็นยอดฝีมือที่ยากจะต่อกร ในไม่ช้าต้าอวี่เจินเหรินก็ตกเป็นรอง จนในที่สุดก็ต้องหลบหนีไป
แน่นอนว่า ต้าอวี่เจินเหรินไม่มีวันยอมรับความพ่ายแพ้
ขณะที่หนีหายไป ก็ตะโกนอยู่ไกล ๆ ว่า “จางชิงหนิว ข้าจะกลับมา ปีนั้นเจ้าขวางทางข้า ข้าจะทวงคืนจากศิษย์รักของเจ้า ฮ่า ๆ ๆ…”
………
เมื่อเข้าใจดังนี้ สวี่หยางครุ่นคิดว่าควรจะส่งข่าวสารถึงเหอซีเสวี่ยดีหรือไม่ เพื่อให้ยันต์ซ่อนเร้นแก่นาง!
ก่อนหน้านี้ หลังจากได้ยันต์ซ่อนเร้นมาเขาคิดจะเก็บไว้เป็นไพ่ตายของตน
สวี่หยางที่เห็นเรื่องวุ่นวายที่เกิดในเมืองเซียนวันนี้ ถือว่าเป็นแรงกดดันสำหรับเขามิใช่น้อย!
ยิ่งกว่านั้นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด พวกเขาย่อมมีจิตเทวะที่แข็งแกร่ง
หากยามนี้เหอซีเสวี่ยมีพลังปราณอ่อนแอและถูกผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดตรวจพบก็จะก่อให้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นได้
เมื่อถึงเวลานั้น ความพยายามก่อนหน้าของเขาก็สูญเปล่า!
แต่ว่าหากมียันต์ซ่อนเร้นของเขาอยู่ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดก็อาจจะตรวจพบนางได้ยาก
หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายรอบสวี่หยางก็ส่ายหน้าเบา ๆ
หันกลับไปถามเหอซีเสวี่ยว่ามียันต์ซ่อนเร้นหรือไม่
บังเอิญนักที่เหอซีเสวี่ยส่งข่าวมาในตอนนี้
“สวี่หยาง เจ้าไปตรวจสอบทางฝั่งตะวันออกของเกาะตอนนี้ ข้าจะไปที่นั่น”
สวี่หยางแปลกใจรีบถาม “เซียนเหอ เจ้าเตรียมจะทะลวงขอบเขตจินตานที่ฝั่งตะวันออกงั้นหรือ”
“ถูกต้อง”
“ได้ ข้าจะไปดูเดี๋ยวนี้”
สวี่หยางเก็บเครื่องรางสื่อสารแล้วขมวดคิ้ว
จู่ ๆ เหอซีเสวี่ยก็จะเดินทางทันที บางทีนางอาจรู้สึกว่าสถานการณ์ภายนอกเริ่มไม่เป็นผลดีกับนางที่กำลังจะเข้าสู่ขอบเขตจินตานมากขึ้นทุกที นางจึงต้องเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า
เขาใส่หน้ากากหนังมนุษย์แล้วก็ออกจากถ้ำไป
“พรึบ…”
สวี่หยางออกจากภูเขาทางด้านหลัง เขาปล่อยจิตเทวะสำรวจรอบข้างอย่างระมัดระวัง แล้วก็มาถึงแถบพื้นที่ทางด้านตะวันออกของเกาะอย่างรวดเร็ว
แถบนี้เป็นป่าทึบสีเขียวชอุ่มที่ปกคลุมไปด้วยพืชพรรณหนาแน่นจนสุดสายตา
“พรึบ พรึบ พรึบ…”
สวี่หยางทะยานไปตลอดทาง ใช้จิตเทวะสำรวจก็พบสัตว์อสูรอยู่หลายตัว แต่สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ที่นี่ธรรมดามาก แม้แต่พรานป่าบางคนยังขี้เกียจที่จะมาล่าสัตว์ที่นี่เสียด้วยซ้ำ
“ที่แห่งนี่ธรรมดา ไม่มีอะไรเลย ใต้ดินก็ไม่พบร่องรอยของเส้นชีพจรวิญญาณเลยสักนิด เหอซีเสวี่ยจะเลือกฝึกตนเข้าสู่ขอบเขตจินตานที่นี่ได้อย่างไร”
สวี่หยางไม่เข้าใจนัก แต่เมื่อนางบอกว่าจะมาที่นี่ก็คงไม่มีอะไรผิดพลาด
“อืม ปลอดภัยมาก”
จู่ ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่าลึกเข้าไปในป่าทึบ ใต้หุบเขามีกระท่อมหลังเล็กอยู่
ไม่รู้ว่ากระท่อมหลังนี้สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ด้านนอกปกคลุมไปด้วยไม้เลื้อยนานาชนิดที่บดบังกระท่อมหลังนี้จนมิดชิด
ถ้าไม่สังเกตให้ดีจริง ๆ ก็คงมองไม่เห็น
“กระท่อมหลังนี้…”
สวี่หยางค้นพบว่าบนพื้นผิวของกระท่อมมีร่องรอยของค่ายกล
ต้องใช้ความรู้สึกอย่างละเอียดอ่อนจึงจะสัมผัสได้ถึงพลังของค่ายกลนี้
“จากการเจริญเติบโตของเถาวัลย์ เห็นได้ชัดว่านานกว่าห้าปีหรืออาจจะมากกว่าสิบปีแล้ว! และค่ายกลเหล่านี้ก็สร้างขึ้นในตอนที่สร้างกระท่อมขึ้น”
ทันใดนั้นสวี่หยางก็เบิกตากว้าง “ชิงหนิวเจินเหรินและเหอซีเสวี่ยเตรียมการสำหรับทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจินตานมาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน!”
กระท่อมหลังนี้เห็นได้ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อนเพื่อเตรียมการสำหรับการเข้าสู่ขอบเขตจินตาน
พวกเขาวางแผนที่จะเข้าสู่ขอบเขตเขตจินตานที่นี่มาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนแล้ว
“มองการณ์ไกล มองการณ์ไกลจริง ๆ”
สวี่หยางรู้สึกอ่อนใจ
เขาหยิบเครื่องรางสื่อสารขึ้นมา “เซียนเหอ ที่นี่ปลอดภัยมาก ไม่มีใครมาที่นี่”
“ดีมาก พบกระท่อมหลังเล็กแล้วหรือไม่”
“พบแล้ว”
“เปิดประตูแล้วก็จัดการทำความสะอาดให้เรียบร้อย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
เหอซีเสวี่ยกล่าว
สวี่หยางเก็บเครื่องรางสื่อสาร แล้วเปิดประตูเข้าไป