ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 228 สายตาเซียนเหอช่างแหลมคม
บทที่ 228 สายตาเซียนเหอช่างแหลมคม
ภายนอกกระท่อมมิใช่ค่ายกลป้องกันขั้นปลาย หากแต่เป็นค่ายกลปกปิดที่เรียบง่าย
โดยปกติแล้ว เมื่อผู้บำเพ็ญมนุษย์ธรรมดาผ่านมาก็คงจะคิดว่าที่นี่เป็นเพียงกระท่อมพักแรมของพรานป่าที่ร้างไปแล้วเท่านั้น มิได้คิดว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่ที่เซียนเหอใช้ทะลวงขั้นเข้าสู่ขอบเขตจินตาน
เมื่อผลักประตูเข้ามาก็มีฝุ่นฟุ้งกระจาย
สวี่หยางหยิบยันต์ชำระล้างขึ้นมาปัดเป่า ชั่วพริบตากระท่อมก็กลับมาสะอาดปราศจากฝุ่นผง
แต่ก็ยังมีบางซอกหลืบที่ไม่สะอาดนัก
โดยเฉพาะโต๊ะเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ในกระท่อมล้วนผุพังและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
ของใช้ภายในกระท่อมล้วนเป็นของธรรมดา เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปีก็ย่อมทรุดโทรม
หลังจากทำความสะอาดของใช้เหล่านั้นแล้ว สวี่หยางก็มองไปที่พื้น จากนั้นก็เกาหัว “นี่มันอะไรกัน ค่ายกลควบแน่นวิญญาณก็ไม่มีสักอัน เซียนเหอจะมาทะลวงขั้นเข้าสู่ขอบเขตจินตานที่นี่ได้อย่างไร”
แม้แต่ขอบเขตสร้างรากฐานก็ยังต้องอาศัยเส้นชีพจรวิญญาณคอยเกื้อหนุน จึงจะสามารถเพิ่มพลังให้แก่ตนเองได้เพียงพอ เพื่อให้ผู้บำเพ็ญมนุษย์สามารถก้าวไปสู่ขั้นต่อไปได้
ส่วนขอบเขตจินตานนั้นยิ่งต้องการพลังวิญญาณมากกว่าปกติ
การพึ่งพาหินวิญญาณหรือการกินยานั้น ย่อมไม่ทันต่อการดูดซับพลังวิญญาณ
หลังจากรออยู่หนึ่งชั่วยาม
ซู่…
กลิ่นอายหนึ่งก็ลอยมาตามสายลม
สวี่หยางเปิดประตูออกมา เห็นเหอซีเสวี่ยในชุดคลุมสีเหลืองสดใสอยู่ห่างจากเขาไม่ไกลนัก ร่างหญิงสาวค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในสายตาเขา
อาภรณ์แนบชิดเข้ากับร่างกายที่ดูอ่อนนุ่มไร้ที่ติของนาง เปิดเผยให้เห็นสัดส่วนอันสมบูรณ์แบบ
โดยเฉพาะเรียวขายาวและเอวบางที่คอดกิ่ว สร้างความรู้สึกให้แก่สวี่หยางราวกับนางแบบเซ็กซี่ในชาติก่อน แทบจะไม่มีเนื้อส่วนเกินเลยแม้แต่น้อย!
แน่นอนสวี่หยางมิได้มองมากไปกว่านั้น เขาเดินเข้าไปด้วยสายตาที่เฉยเมยเช่นเดิม พลางโค้งคำนับ “เซียนเหอ”
“สวี่หยาง เจ้าทำได้ดีมาก เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าคงต้องใช้เวลาสักหน่อยถึงจะหากระท่อมไม้หลังนี้พบ”
ใบหน้าขาวผ่องของเหอซีเสวี่ยหันมองสวี่หยาง พร้อมกับเผยรอยยิ้มแล้วกล่าวต่อไป “หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด จิตเทวะของเจ้าคงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็คงเทียบเท่าขอบเขตจินตาน มิเช่นนั้นแล้วคงไม่สามารถหากระท่อมหลังนี้พบได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ข้าไม่เชื่อในเรื่องโชคช่วยเลยสักนิด”
หัวใจของสวี่หยางสั่นไหว
เหอซีเสวี่ยสมแล้วที่เป็นศิษย์เอกของชิงหนิวเจินเหริน สายตาช่างแหลมคมนัก
“เซียนเหอ ที่จริงแล้วข้าฝึกฝนวิชายุทธ์ชนิดหนึ่ง ทำให้จิตเทวะข้ามีความคืบหน้าไปบ้าง” สวี่หยางตอบกลับ
“อืม ก่อนหน้านี้ที่เจ้าหาเรืออับปางได้ ข้าก็คาดเดาไว้แล้วว่าจิตเทวะของเจ้าไม่ธรรมดา อาจจะเหนือกว่าข้าด้วยซ้ำ บัดนี้ดูท่าว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง”
เหอซีเสวี่ยจ้องมองสวี่หยางด้วยรอยยิ้ม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงให้เจ้ามาที่นี่”
“เอ่อ…เพราะจิตเทวะหรือ?” สวี่หยางขมวดคิ้ว
“ถูกต้อง เจ้าเป็นผู้ที่น่าไว้วางใจ นั่นเป็นเพียงเหตุผลประแรกเท่านั้น”
“ประการที่สอง เจ้ามีครอบครัว มีภรรยาอยู่ที่นี่ หากพบเจอกับความยากลำบากเจ้าจะไม่หลบหนีไปโดยง่าย”
“ประการที่สาม พลังปราณของเจ้าไม่ธรรมดา จากที่ข้ารู้มาในวันที่เจ้าหาเรืออับปาง เจ้าได้สังหารโจรผู้ฝึกตนไปหลายคน แม้เจ้าจะยังไม่ถึงขอบเขตเจี่ยตาน จากที่ข้าคาดการณ์อย่างน้อยพลังปราณของเจ้าต้องอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางขึ้นไป ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ระดับการฝึกฝนของเจ้าก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่าต่อให้เจ้าต้องเผชิญหน้ากับขอบเขตเจี่ยตานเจ้าก็จะเอาตัวรอดได้”
“ประกาศที่สี่ จิตเทวะของเจ้ามีประโยชน์อย่างมากต่อค่ายกลของข้าในขั้นต่อไป”
สวี่หยางเหงื่อไหลพราก!
มิคาดคิดว่าทุกย่างก้าวของตนล้วนอยู่ในแผนการของเหอซีเสวี่ย
หญิงผู้นี้ไม่ธรรมดาเสียจริง
“สวี่หยาง ข้าเล็งเห็นความสามารถของเจ้า หวังว่าครั้งนี้เจ้าจะช่วยเหลือในการเลื่อนขั้นของข้า ข้าสัญญาว่าในอีกห้าปีข้างหน้าข้าจะมอบโอกาสให้คนในครอบครัวของเจ้าทุกคนได้เข้าไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์”
“และถัดจากนั้น ยามที่เจ้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตเจี่ยตาน ข้าจะให้ความช่วยเหลือที่เจ้าต้องการ แน่นอนว่าข้าไม่ผิดคำพูด”
นี่คือคำสัญญาของเหอซีเสวี่ย คำสัญญานี้ช่างล้ำค่า
‘บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ขอบเขตเจี่ยตาน ความช่วยเหลือ!’
สวี่หยางสูดลมหายใจเข้าเต็มอก ยามนี้การอยู่ฝ่ายเหอซีเสวี่ยย่อมมีแต่ข้อดี
เพียงแค่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียวก็ช่วยประหยัดเวลาเขาได้มากมายแล้ว
“ขอบคุณเซียนเหอ” สวี่หยางกล่าว
“ค่ายกลในห้องนี้ข้าจะดูแลด้วยตนเอง ส่วนเจ้าจงไปจัดวางค่ายกลเบญจธาตุด้านนอก”
“ค่ายกลเบญจธาตุ?” สวี่หยางผู้มิรู้เรื่องค่ายกลก็อดแปลกใจไม่ได้
เหอซีเสวี่ยยื่นถุงเก็บของให้สวี่หยาง “ภายในมีม้วนหยกซึ่งจะบอกวิธีจัดวางค่ายกลเบญจธาตุ เมื่อเจ้าเรียนรู้เนื้อหาภายในนั้นจนจบ เจ้าก็จะเข้าใจวิธีจัดวางค่ายกลเบญจธาตุ จากนั้นก็วางค่ายกลไว้รอบ ๆ โดยให้กระท่อมไม้นี้เป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้เจ้ายังต้องจัดวางค่ายกลสังหาร ค่ายกลมายาและค่ายกลป้องกัน”
สวี่หยางถึงกับมึนงง “ข้าไม่มีความรู้เรื่องค่ายกลเลย”
“ค่ายกลเหล่านี้ล้วนแต่จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าเพียงแค่จัดวางเสียให้ดีก็พอ!
หากเปิดใช้งานแล้ว เจ้าจะสามารถใช้จิตเทวะสื่อสารและควบคุมพวกมันได้ในเวลาเดียวกัน”
สวี่หยางยิ่งปวดหัวหนักขึ้น เขาเริ่มเช็ดเหงื่อที่หน้าผากพร้อมเอ่ยขึ้นว่า “เซียนเหอ แม้ข้าจะอยากช่วยเจ้า แต่จะให้มีเพียงพวกเราสองคนอยู่ที่นี่หรือ ถ้าเป็นเช่นนี้เกิดมีคนมาโจมตี…”
เหอซีเสวี่ยส่ายหน้าแล้วพูดตัดว่า “ขณะที่ข้าเตรียมทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเจี่ยตานจะมีเพียงแค่เราสองคน แต่เจ้ามิต้องกังวล ศัตรูส่วนใหญ่ถูกอาจารย์ข้าล่อลวงไปทางอื่นแล้ว แต่ถ้าหากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้น คนในสำนักข้าจะรีบเร่งมาช่วยทันที เพียงแค่เจ้ายืนหยัดต่อสู้ในช่วงแรกนี้ก็พอ…”
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว แต่เจ้ายังมีของดีอะไรอีกหรือไม่ เฉกเช่นพวกยันต์ศักดิ์สิทธิ์อีกสักสองสามใบ…”
เหอซีเสวี่ยถลึงตามองพร้อมเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าทำราวกับว่ายันต์ศักดิ์สิทธิ์เป็นเหมือนหัวผักกาดหรืออย่างไร! ที่ข้าให้เจ้าไปก็เป็นของติดตัวที่อาจารย์ข้าให้ไว้เพียงชิ้นเดียว และข้าก็ให้เจ้าไปหมดแล้ว”
ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่เหอซีเสวี่ยก็หยิบกระจกสำริดออกมาหนึ่งอัน
“นี่เรียกว่ากระจกโบราณซานชิง ทั้งหมดนี้ใช้ของวิเศษเป็นต้นแบบในการสร้างขึ้นมา ไม่มีระดับใด ๆ ถือเป็นว่าเป็นของไม่สมบูรณ์”
สวี่หยางมองกระจกโบราณที่ไม่รู้สึกถึงพลังใด ๆ แผ่ออกมา เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ของไม่สมบูรณ์?”
เขาอยากจะพูดออกมาเหลือเกินว่า แล้วจะไปมีประโยชน์อะไร?
แต่คำพูดที่อยู่ตรงปากก็เปลี่ยนเป็น “ของวิเศษของเซียนเหอ แน่นอนว่าไม่ธรรมดา ไม่ทราบว่ามีความพิเศษเช่นไร?”
เหอซีเสวี่ยอธิบายว่า “กระจกสำริดนี้มีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง สามารถต้านทานการโจมตีที่รุนแรงที่สุดได้หนึ่งครั้ง และยังดูดซับพลังของการโจมตีที่รุนแรงที่สุดนั้นได้ถึงเจ็ดส่วน แล้วปลดปล่อยพลังนั้นออกมา!”
“แล้วสิ่งนี้จะสามารถดูดซับการโจมตีของผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้หรือไม่?” สวี่หยางเลิกคิ้วถาม
“ได้ แต่แน่นอนว่าเพราะเป็นของที่ไม่สมบูรณ์ จึงมีขีดจำกัดอยู่บ้าง ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าขีดจำกัดนั้นอยู่ตรงไหน แต่ใช้จัดการกับขอบเขตจินตานขั้นปลายได้ก็เกินพอแล้ว แม้แต่พลังจากการโจมตีที่รุนแรงที่สุดก็สามารถดูดซับได้”
สวี่หยางรู้สึกตื่นเต้นทันที
นี่เป็นของดีอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อเทียบกับเครื่องรางชนิดอื่น ของชิ้นนี้ถือว่าดีกว่าเยอะ ลองนึกถึงการโจมตีที่รุนแรงที่สุดไม่เพียงจะดูดซับได้เท่านั้น แต่ยังสามารถปลดปล่อยออกมาได้ด้วย
นี่มันดีกว่ายันต์ศักดิ์สิทธิ์เสียอีก!
หน้าเสียดายที่กระจกโบราณซานชิงเป็นของที่ใช้ครั้งเดียว ใช้แล้วก็จะเสื่อมสลาย
“กระจกโบราณชิ้นนี้ อาจารย์ของข้าใช้ของวิเศษมากมายสร้างให้ข้า มันใช้ได้เพียงครั้งเดียว แต่ก็ถือเป็นเครื่องรางป้องกันชีวิตครั้งหนึ่ง เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
สวี่หยางรู้สึกซาบซึ้งที่เหอซีเสวี่ยให้ความสำคัญกับตนมากขนาดนี้
“เซียนเหอ เจ้ามียันต์ซ้อนเร้นหรือไม่ หากมีจะเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น”
“มี”
“เช่นนั้นข้าไปจัดการก่อน”
สวี่หยางโค้งคำนับ ในเมื่อนางมียันต์ซ่อนเร้นตนก็ไม่จำเป็นต้องนำของที่มีออกมา
ระหว่างที่ถ่ายพลังยุทธ์ของตนเข้าไปหล่อเลี้ยงกระจกโบราณ ในขณะเดียวกันเขาก็วางแผนจัดวางค่ายกลเบญจธาตุ
ค่ายกลเบญจธาตุนี้เป็นค่ายกลระดับสี่สามารถดูดซับพลังธาตุทั้งห้า ใช้ป้องกันศัตรู ซ่อนตัวและใช้งานได้หลายรูปแบบ
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดก็ยังต้านทานได้พักใหญ่ ถือว่าแข็งแกร่งมาก
แต่ค่ายกลชนิดนี้ต้องใช้เส้นชีพจรวิญญาณมากมาย ถึงแม้ว่าจะจัดตั้งค่ายกลเรียบร้อย แต่ไม่มีเส้นชีพจรวิญญาณแล้วจะทำอย่างไร
“ชิงหนิวเจินเหรินเตรียมการล่วงหน้ามานานหลายปีเช่นนี้ คงไม่ทำผิดผลาดในขั้นตอนเล็ก ๆ นี้หรอกกระมัง” สวี่หยางมองพื้นพลางคาดเดาในใจ อาจเป็นไปได้ว่า ที่ใต้ภูเขาซานชิงคงถูกเขาขุดให้ทะลุแล้วจัดวางเส้นชีพจรวิญญาณระดับสูงไว้แล้ว
นี่ทำให้เขาคาดหวังมาก
เพราะถ้าเป็นไปตามนี้ เมื่อเหอซีเสวี่ยทะลวงขั้นเข้าสู่ขอบเขตจินตานเสร็จสิ้น เส้นชีพจรวิญญาณก็ยังอยู่ นั่นจะทำให้เส้นชีพจรวิญญาณของถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ของเขามีระดับสูงขึ้นด้วย
คิดเช่นนั้นมือของเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
………
อีกด้านหนึ่ง
ภายในกระท่อม เหอซีเสวี่ยกำลังจัดตั้งค่ายกลปกปิดที่ซับซ้อนอย่างมาก
ครั้งนี้นางใช้กลยุทธ์ที่เสี่ยงโดยใช้ให้สวี่หยางมาช่วยเหลือซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่เคยคิดมาก่อน
เดิมที แผนของนางกับอาจารย์คือให้สองศิษย์น้องช่วยเหลือ ซึ่งสองศิษย์น้องนี้ผ่านการทดสอบความจงรักภักดีจากอาจารย์แล้ว
เพียงแต่เมื่อไม่นานมานี้อาจารย์พบว่าเหล่าศิษย์ของท่านถูกคนเฝ้าติดตามอย่างลับ ๆ
แม้แต่หลี่ลี่จือแห่งหอการค้าหงไห่ก็ยังถูกจับตามอง
ดังนั้นนางจึงเสนอให้สวี่หยางช่วยเหลือนางแทน
สวี่หยางไม่ใช่ศิษย์ของท่านอาจารย์ ทั้งยังอยู่ไกลถึงภูเขาซานชิง และยังเป็นเพียงผู้บำเพ็ญอิสระที่เพิ่งมาถึงที่นี่ ประวัติของเขายังคงขาวสะอาด
จะไม่มีผู้ใดสงสัยตัวตนของเขา
ส่วนเรื่องความจงรักภักดีนั้น นางก็วางใจได้อย่างแน่นอน เพราะในโลกนี้ไม่มีผู้ใดจงรักภักดีอย่างแท้จริง แต่นางสามารถใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ป้องกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสวี่หยางจะไม่ทรยศนาง
อย่างการที่เหล่าภรรยาของสวี่หยางอาศัยอยู่ที่นี่ นางจึงนำมาเป็นข้อต่อรองได้
ทั้งสองทำงานจนถึงเที่ยงคืน
“เซียนเหอ เจ้าพักผ่อนเถอะ ข้าจะกลับถ้ำแล้ว มิเช่นนั้นภรรยาข้าจะต้องเป็นห่วง”
สวี่หยางเดินมาหาเหอซีเสวี่ย มองดูนางที่จัดตกแต่งกระท่อมไม้หลังเล็กจนสวยงาม นางพยักหน้าพร้อมกล่าวขึ้นว่า
“เจ้าจงพักที่นี่”
สวี่หยางขมวดคิ้ว “เซียนเหอ เจ้าไม่วางใจข้ากระนั้นหรือ”
“ใช่”
เหอซีเสวี่ยไม่ปฏิเสธ นางเงยหน้าขึ้นกล่าวต่อ “ที่นี่ไม่ห่างจากถ้ำของเจ้ามากนัก เจ้าสามารถส่งข่าวโดยใช้เครื่องรางสื่อสารได้ ไม่จำเป็นต้องกลับไป อยู่ที่นี่กับข้าเจ็ดวัน”
“ข้าและภรรยามีความผูกพันลึกซึ้ง หากข้าไม่กลับไป พวกนางต้องเป็นห่วงข้าและออกตามหาข้า เช่นนั้นย่อมมีผู้สังเกตเห็นความผิดปกติและอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นได้”
สวี่หยางอธิบายอย่างอดทน เขาเข้าใจความกังวลของเหอซีเสวี่ย แต่การไม่ให้เขาอยู่กับภรรยาก็คงไม่ดีนัก
เหอซีเสวี่ยกล่าว “เพียงเจ็ดวันเท่านั้น เจ็ดวันยังทนไม่ได้หรือ”
“มิใช่ปัญหาเรื่องอดทน แต่ภรรยาข้าติดข้าเหลือเกิน”
สวี่หยางอธิบายอย่างจริงจัง
เหอซีเสวี่ยมุมปากกระตุก หากไม่เห็นสีหน้าจริงจังของสวี่หยาง นางคงสงสัยว่าสวี่หยางโกหกอยู่
‘หรือว่าเขาเก่งเรื่องบนเตียง’
สีหน้าของเหอซีเสวี่ยเปลี่ยนไปทันใด นางพลันตกใจกับความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัว
‘หญิงสาวผุดผ่องไร้มลทินอย่างข้าไยจึงคิดเช่นนี้ได้’
เหอซีเสวี่ยสลัดความคิดทิ้ง แล้วกล่าวกับสวี่หยางว่า “ไม่ว่าเจ้าจะติดภรรยาหรือภรรยาติดเจ้าข้าก็จะให้เจ้าอยู่ที่นี่ ข้าไม่อยากให้เจอเรื่องยุ่งยาก”
“แลกกับเรื่องนี้ ข้าจะบอกข่าวสารเรื่องหนึ่งแก่เจ้า! ข้ารู้มาว่าภรรยาคนหนึ่งของเจ้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา และอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าเกรงว่านางจะจากเจ้าไป! แต่ว่าข้ามีหนทางที่ทำให้นางสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญ!”
“อืม… ถ้าพูดให้ถูกก็คือเส้นทางแห่งการบำเพ็ญโดยเฉพาะนางเท่านั้น”