ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 231 ผู้บำเพ็ญมารแห่งสำนักมาร
บทที่ 231 ผู้บำเพ็ญมารแห่งสำนักมาร
คำพูดลามกของหลิวเป้าแม้แต่หยางโต้วโตวก็ทนฟังไม่ได้
“เลวทราม! พวกเจ้ามีกำลังแค่นี้ก็คิดอยากจะทำลายค่ายกลของข้าหรือ”
“โต้วโตว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ข้าว่าพวกเราจัดการคนพวกนี้บางส่วนก่อนเถิด!”
หลินหวั่นชิงเสนอ
“ได้เลย ขอข้าจัดการกับพวกขอบเขตสร้างรากฐานที่นี่ก่อน”
“ดี”
หยางโต้วโตวเริ่มควบคุมค่ายกลป้องกัง ทันใดนั้นค่ายกลป้องกันก็เปิดออกพร้อมกับเปิดค่ายกลสังหาร
เหล่าผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานที่บุกเข้ามาไม่ทันตั้งตัวต่างติดอยู่ภายในค่ายกลนั้น
“ผู้อาวุโสหลิว ช่วยด้วย!” ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ติดอยู่ข้างในต่างตกใจ
“ไร้ประโยชน์! คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าพวกเจ้ายังไพ่ตายในมือ! รีบนำมันออกมาใช้เสีย”
หลิวเป้าพูดจบก็ลงมือ
“ฉับ!!”
หลินหวั่นชิงไม่รอช้า นำยันต์ศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้ทันที
“นี่คือ…”
ฉับพลันหลิวเป้าเห็นสิ่งของในมือของหลินหวั่นชิงสีหน้าก็เปลี่ยนไป
“ไม่นึกว่าจะมียันต์สักดิ์สิทธิ์”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานที่อยู่ด้านหลังของเขาก็ขมวดคิ้วเช่นกัน รีบเอ่ยกับหลิวเป้าผ่านทางจิตว่า “หลิวเป้า เราเองยังมีภารกิจอื่นที่ต้องทำ ออกจากที่นี่กันก่อนเถอะแล้วค่อยกลับมาจัดการทีหลัง”
“ไม่! แค่ยันต์ศักดิ์สิทธิ์กระจอก ๆ คิดจะขู่ให้ใครกลัวกัน?”
สายตาของหลิวเป้าวาววับ เขาสามารถรับมือกับยันต์ศักดิ์สิทธิ์ได้จริง
เพราะในฐานะขอบเขตเจี่ยตาน เขาเป็นผู้โลดแล่นในยุทธภพมาหลายปี ในมือของเขาก็มีเคล็ดวิชาติดตัวมาบ้าง
แต่การที่ต้องควักไส้ควักพุงออกมาใช้แบบนี้ ก็ช่างน่าเสียดายนัก
“หลี่เหล่า เจ้าได้ติดต่อผู้บำเพ็ญมารผู้นั้นหรือยัง”
“ผู้เพ็ญมารหรือ? ข้าก็ไม่รู้ว่านางอยู่ที่ใด”
“เหตุใดยังไม่มาอีก ถึงนางจะอยู่แค่ขอบเขตสร้างรากฐานแต่ในมือกลับมีของดีที่เอาไว้ทำลายค่ายกลต่าง ๆ ได้ ในเมื่อตกลงร่วมมือกันแล้วเหตุใดยังไม่มาอีก?”
“ข้าจะส่งสารหานางทันที”
หลี่เหล่าเจินเหรินปลีกตัวเดินออกไปทางด้านข้าง
หลิวเป้ามั่นใจเต็มเปี่ยม พลางตะโกนสั่งลูกน้องว่า “จัดการพวกมันให้ข้า เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะให้พวกเจ้าได้กินเนื้อซดน้ำแกงอย่างเต็มอิ่ม”
“ขอบคุณท่านหลิวเป้า”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานต่างก็ส่งเสียงเฮขึ้นมาด้วยความดีใจ
มีเพียงอวี๋ลี่เท่านั้นที่แอบบ่นอยู่ในใจ จะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้
แม้เขาจะแสร้งหาเรื่องยืดเวลาออกไป แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าค่ายกลกำลังถูกทำลายไปเรื่อย ๆ เกรงว่าจะคงอยู่ได้ไม่นานนัก
โชคดีที่พวกหลินหวั่นชิงรู้ว่าเขาเป็นไส้ศึกจึงไม่ได้จงใจเล่นงานเขา
ทันใดนั้นเองหนิงเฟยที่อยู่ยอดเขาลูกข้าง ๆ ก็มาถึง
“เอ๊ะ หนิงเฟย เจ้าจะทำสิ่งใด?”
หลิวเป้าสีหน้าไม่ดี
หนิงเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขาถูกสวี่หยางจับจุดอ่อนไว้ เมื่อรู้ว่าเกิดเหตุกับเหล่าภรรยาของตนเองจึงได้ส่งข่าวมาบอกเขาให้มาช่วยพวกนาง
ถึงแม้จะบอกเขาว่าเป็นการขอร้อง แต่แท้จริงก็คือการข่มขู่
หากหนิงเฟยปฏิเสธเมื่อเรื่องราวผ่านพ้นไปเขาก็จะต้องเผชิญกับการล้างแค้นอย่างแน่นอน
ดังนั้นหนิงเฟยจึงจำเป็นต้องออกมา
“ผู้อาวุโสหลิว คนที่พอจะเมตตาก็ควรเมตตา สวี่หยางกับภรรยาของเขาไม่ได้ทำสิ่งใดให้เจ้า เจ้าจะทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร”
หนิงเฟยพูดโน้มน้าวด้วยถ้อยคำดี ๆ เขาไม่อยากใช้วิธีรุนแรง
“หนิงเฟย เหตุใดเจ้าถึงกล้ามาวุ่นวายต่อหน้าข้าเช่นนี้ หลีกไปเสีย ข้าจะถือว่าเจ้ายังเด็กไม่รู้ความ จะไม่ถือสา แต่ถ้า…”
ยังพูดไม่ทันจบ หนิงเฟยก็ได้นำยันต์ศักดิ์สิทธิ์ออกมาแล้ว
สัมผัสได้ถึงแรงกดดันของจิตวิญญาณอันบางเบาจากยันต์ศักดิ์สิทธิ์ หลิวเป้าขมวดคิ้ว “หนิงเฟย เจ้ารนหาที่ตายจริง ๆ!”
หนิงเฟยส่ายหน้า “ข้ามิต้องการเช่นนั้น! ข้ามาเจรจาจริง ๆ ผู้อาวุโสหลิว หากเจ้าจากไปทุกคนก็จะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น!”
“เหลวไหลสิ้นดี”
หลิวเป้าทำเสียงเย็น
เขาคิดว่ามารสาวจากสำนักมารจะมาถึงในไม่ช้า ดังนั้นเขาจึงไม่กลัว
เขาได้เห็นความสามารถของผู้บำเพ็ญมารจากสำนักมารมาก่อน ถึงตอนนี้นางจะยังเป็นเพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางแต่ก็มีพลังต่อสู้ของสมบัติมาร สามารถต่อกรเทียบเท่ากับขอบเขตเจี่ยตานได้
ส่วนอาจารย์ของนาง ลี่เจี้ยนเจิ้นนั้นยิ่งเก่งกาจ
ทั้งที่เป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย แต่ความรู้สึกที่เขามอบให้กลับแข็งแกร่งยิ่งกว่า
ทั้งที่ครั้งก่อนที่เขาไปแดนเซียนตอนเหนือนางยังดูธรรมดาอยู่เลย
“ไป!”
หลินหวั่นชิงตะโกนเสียงต่ำ
เมื่อเห็นหนิงเฟยเข้ามาช่วย นางก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
เก็บยันต์ศักดิ์สิทธิ์ในมือแล้วเปลี่ยนเป็นยันต์แสงทอง
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายคนหนึ่งเผยรอยยิ้มโหดเหี้ยมทันทีเมื่อค่ายกลได้ถูกทำลายเสร็จสิ้น แต่ในชั่วพริบตายันต์แสงทองก็พุ่งตรงเข้าใส่ทันที
“นี่มัน! ยันต์แสงทอง…”
“ไม่!!…”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ผู้นั้นร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด
หลินไห่ถังก็ไม่ยอมแพ้ นางใช้กระบี่คู่ยวนยางฟันผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นถึงสองคนติดต่อกัน แสดงให้เห็นถึงพลังการต่อสู้ที่น่าเกรงขาม
ส่วนเสิ่นม่านอวิ๋นก็เชี่ยวชาญในการใช้ค่ายกล นางจึงร่วมมือกับหยางโต้วโตวควบคุมค่ายกลเพื่อต่อสู้กับศัตรู
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณที่ตายด้วยน้ำมือของพวกนางก็มีมากกว่าสิบคนแล้ว
ส่วนหลินอวี้ ถึงแม้ว่านางจะเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดา แต่ฝีมือในการควบคุมหุ่นเชิดของนางนั้นหาตัวจับยาก
นางมีหุ่นเชิดวานรทองแดงที่มีฝีมือเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย นางเข้าต่อสู้กับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานสองคนด้วยมือเปล่า แต่กลับมีพลังวิญญาณพุ่งโจมตีพวกเขา ผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งสองถูกทุบจนแหลกละเอียด
เมื่อเห็นว่าฝ่ายของตนสูญเสียอย่างหนักหน่วง เปลือกตาของหลิวเป้าพลันกระตุก
เขาอยากจะถามเหลือเกินว่า สวี่หยางผู้นี้มาจากที่ใด เหตุใดจึงมีภรรยาเก่งกาจเพียงนี้
เมื่อตัวเขาและเหล่าสมุนเริ่มถอยหนี หลี่เหล่าเจินเหรินก็มีข่าวดีมาแจ้งว่าผู้บำเพ็ญมารจากสำนักมารได้มาถึงแล้ว
“อืม ผู้บำเพ็ญมารผู้นั้นได้ฆ่าผู้คุ้มกันของเมืองเซียนไปหลายคน ยามนี้นางกำลังตรงมาทางนี้แล้ว”
หลี่เหล่าเจินเหรินกล่าวพร้อมกับยิ้มแย้ม
“ดีเยี่ยม ดีเยี่ยมยิ่งนัก หากมีนางมาช่วย เราก็จะสามารถเปิดค่ายกลนี้ได้แล้ว”
เมื่อสิ้นเสียง
หลิวเป้าก็หัวเราะก้องกังวานไปทั่ว แล้วตะโกนเข้าไปในค่ายกล “อีกไม่นานก็จะมีคนมาช่วยข้า พวกเจ้าทุกคนเตรียมตัวตายเสีย ฮ่า ๆ ๆ…”
“น่าโมโหจริง ๆ”
หยางโต้วโตวขบฟันกรอด
นางรู้สึกว่าเมื่อครู่พลังของค่ายกลนั้นได้ลดลงไปถึงสี่ส่วนเลยทีเดียว
ถ้าหากมีคนเก่ง ๆ มาช่วยทำลายค่ายกลอีกคน คงจะย่อยยับแน่
หลินไห่ถังและหลินหวั่นชิงได้พูดคุยกันเบา ๆ พวกเขารู้สึกว่าตอนนี้อาจจะต้องใช้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ และอาศัยจังหวะนี้กำจัดหลิวเป้าเสียให้ได้
“ไม่ได้”
เสิ่นม่านอวิ๋นส่ายหน้า “หลี่เหล่าเจินเหรินผู้ที่อยู่ข้างกายหลิวเป้าก็อยู่ในขอบเขตเจี่ยตานเช่นกัน หากเราออกไปเขาก็ต้องฉวยโอกาสนี้ลงมืออย่างแน่นอน ยันต์ศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงสิ่งของที่ไม่อาจรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทันท่วงที อีกอย่างในฐานะที่เขาเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน ในตัวของเขาต้องมีไม้ตายอย่างแน่นอน อาจจะมียันต์ศักดิ์ด้วยเช่นกัน แต่พวกเรามีระดับการบำเพ็ญที่ต่ำกว่า ซึ่งนับว่าเป็นข้อด้อย ไม่ควรจะหุนหันพลันแล่น”
“การวิเคราะห์ของเจ้ามีเหตุผล”
ซู่!!
ทันใดนั้นเอง พลันปรากฏร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่งดงามและเย้ายวน สวมชุดสีดำสนิทมีสายหมอกสีเทาลอยพลิ้วอยู่รอบกาย กำลังพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว
“มาช้าเสียจริง!”
หลิวเป้าเอ่ยทักทายพร้อมเสียงหัวเราะเยาะ “คราวนี้ คนในถ้ำนี้ต้องกลายเป็นเต่าในไห ตายสนิทแน่”
ผู้มาเยือนคือศิษย์เอกของลี่เจี้ยนเจิ้น นางมีนามว่า เฮ่อปิงอวิ๋น
นางมีใบหน้าที่เย็นชาไร้ความรู้สึก มองหลิวเป้าแวบหนึ่งด้วยสายตาเหยียดหยาม
กล่าวตามจริงแล้ว
นางรังเกียจผู้บำเพ็ญมนุษย์เช่นนี้เป็นที่สุด พวกเขามักรังแกแต่ผู้คนที่อ่อนแอกว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรังแกภรรยาของผู้อื่นนับเป็นการกระทำที่ต่ำช้า ซึ่งแม้แต่พวกนางซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญมาร ยังกระทำการเช่นนั้นไม่ได้
ถึงกระนั้น ด้วยคำสั่งของอาจารย์ที่ตกลงเงื่อนไขบางอย่างกับกลุ่มผู้นำสำนักไท่อี้ ทำให้นางจำต้องลงมือ
“พรึบ!!”
นางถือร่มกระดาษสีแดงสดไว้ในมือ และปลดปล่อยปราณโลหิตแผ่กระจายออกมา
“หืม? ผู้บำเพ็ญมาร!!”
หลินไห่ถังขมวดคิ้วเล็กน้อย
“พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรที่ไปพัวพันกับผู้บำเพ็ญมาร”
หลินหวั่นชิงตวาดลั่น
“ฮ่า ๆ ๆ… ผู้บำเพ็ญมารแล้วอย่างไร ฆ่าพวกเจ้าไปแล้ว พวกเจ้าจะทำอะไรได้” หลิวเป้ากล่าวอย่างไม่แยแส
เฮ่อปิงอวิ๋นที่ถือร่มกระดาษเงยหน้าขึ้นมองเข้าไปด้านในค่ายกล
เพียงได้มองแค่ครู่เดียวเท่านั้น นางก็กลายเป็นใบ้ไปในทันที
สิ่งที่นางได้เห็นคือ ภรรยาของท่านเซียนแห่งแดนยมโลก
ครั้งกระนั้น เมื่ออาจารย์กลับมาจากแดนเซียนตอนเหนือก็ได้บอกกับพวกเขาว่าได้พบกับผู้บำเพ็ญมารอาวุโสท่านหนึ่ง ซึ่งผู้อาวุโสผู้นั้นได้เกิดและสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ คือท่านเซียนแห่งแดนยมโลก!!
อายุสิบปีก็สังหารผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน สิบห้าปีก็แลกด้วยชีวิตกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน
นี่คือเกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่เพียงใด
ในครั้งนั้นเมื่ออาจารย์ได้นำรูปลักษณ์ของบุคคลเหล่านี้มาให้ดู เหล่าศิษย์ทุกคนก็จดจำเอาไว้อย่างลึกซึ้ง
ก่อนหน้านี้เฮ่อปิงอวิ๋นคิดว่า ในชีวิตนี้นางอาจจะไม่มีโอกาสได้พบกับผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้แล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าจะได้พบจริง ๆ
ทันใดนั้น สายตานางพลันแข็งกร้าวขึ้น!!
“หลิวเป้า! เจ้าช่างกล้านัก ให้ข้าจัดการกับคนของท่านเซียนแห่งยมโลกงั้นหรือ!” ชั่วพริบตา เฮ่อปิงอวิ๋นก็รู้สึกเย็นวาบไปทั่วสันหลัง
เกือบจะลงมือแล้วจริง ๆ
หากลงมือจริง ๆ ท่านเซียนแห่งแดงยมโลกจะปล่อยนางไปได้อย่างไร?
ทันใดนั้น นางรู้สึกไม่พอใจต่อหลิวเป้ามากยิ่งนัก นี่มิใช่ว่าจะทำให้นางเกือบตายแล้วงั้นหรือ
“สหายเต๋าเฮ่อ ยังไม่ลงมืออีกหรือ”
หลิวเป้าอดไม่ได้ที่จะเร่งเร้า
“ลงมืออันใดกัน ข้าและพวกนางรู้จักกันดี เจ้าจงรีบไปให้พ้นหน้าข้าเสีย!” เฮ่อปิงอวิ๋นพูดพร้อมกล่าวขอโทษพวกหลินหวั่นชิงบอกว่านางไม่รู้ว่าพวกนางอยู่ที่นี่ โปรดอย่าให้ท่านเซียนแห่งแดนยมโลกโกรธเคือง
“เซียนแห่งแดนยมโลก?”
หลินไห่ถังและหลินหวั่นชิงสบตากันพลันในหัวใจก็รู้สึกขบขัน
พวกนางเข้าใจเรื่องราวแล้ว นั่นล้วนเป็นเพราะสามีของพวกนาง ในคราวก่อนเขาเคยได้พล่ามโอ้อวดตนเองไว้ แต่ผิดคาดกลับกลายเป็นความเข้าใจผิดเยี่ยงนี้
หลินหวั่นชิงสีหน้าไม่เปลี่ยนและไม่พูดตอบโต้อะไร
ส่วนหลิวเป้าและหลี่เหล่าเจินเหรินต่างก็แปลกใจเล็กน้อย
เหอปิงอวิ๋นรู้จักกับผู้คนตรงหน้านี้ ดูจากท่าทางของนางแล้วยังเตรียมจะช่วยเหลือพวกเขาอีกด้วย
ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากหนิงเฟยแล้ว บนยอดเขาอีกยอดหนึ่ง อวี๋หมิ่นหงก็ได้สังหารฝ่าวงล้อมเข้ามาแล้วเช่นกัน เขาจ้องมองด้วยสายตาเฉียบคม
“นี่…”
หลี่เหล่าเจินเหรินเห็นว่าเรื่องราวเริ่มเลวร้ายลงแล้ว เขาจึงรีบสื่อสารกับหลิวเป้าผ่านจิตว่า “หลิวเป้า เหตุการณ์ตรงนี้เลวร้ายยิ่ง”
หลิวเป้าสูดหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเสแสร้ง “ช่างบังเอิญที่สหายเต๋าเฮ่อกับพวกนางสนิทกันจริง ๆ ทำให้ข้าผู้นี้รู้สึกคาดไม่ถึงอย่างยิ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ต้องให้เกียรติสหายเต๋าเฮ่อ”
เขาประสานมือเล็กน้อย “ลาแล้ว”
“ซู่ ซู่…”
เขาพาเหล่าสมุนที่เหลืออยู่และหลี่เหล่าเจินเหรินจากไป
เฮ่อปิงอวิ๋นหันไปมองถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ครู่หนึ่งแล้วจากไปเช่นกัน
นางคิดว่าฐานะของนางในตอนนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะสนิทกับท่านเซียน ดังนั้นหลังจากส่งสารบอกว่าขออภัยแล้ว นางก็รีบจากไป
ในใจนางคิดว่า ยอดฝีมือเช่นนี้คงไม่ชอบให้คนอื่นมารบกวน
…
“เอ๊ะ!? ผู้บำเพ็ญมารกับคนของหลิวเป้าจากไปแล้วหรือ”
สวี่หยางได้รับสารก็ชื่นอกชื่นใจ
ไม่นึกว่าคำพูดโอ้อวดในวันนั้นจะนำมาซึ่งผลตอบแทนเช่นนี้
จริง ๆ แล้ว หากเฮ่อปิงอวิ๋นร่วมมือกับหลิวเป้าจริง ๆ สวี่หยางก็ไม่ได้รู้สึกกังวลสิ่งใด
ตราบใดที่ไม่มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานก็ไม่ต้องกังวล
อีกอย่าง ถึงจะสู้ไม่ไหว พวกเขาก็สามารถใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายออกไปได้
ทางหนีเขาก็เตรียมไว้หมดแล้ว
เขาส่ายหน้า มองไปทางเหอซีเสวี่ย
หลังจากที่เหอซีเสวี่ยกินยารวมจินตาน ผ่านไปสองวันก็สามารถหลอมแก่นจินตานได้สำเร็จ
ด้านนอก เหตุการณ์การต่อสู้ยังคงดุเดือด
เวลาผ่านไปหลายวัน
หยางโต้วโตวซ่อมค่ายกลอีกรอบ
เวลาผ่านไปสิบกว่าวันโดยไม่รู้ตัว
กลิ่นอายของขอบเขตจินตานบริเวณเทือกเขากว่างอวี้หย่วนนั้นยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม
ส่วนค่ายกลเองก็อยู่ในสภาพที่ร่อแร่เต็มที
ทว่าในวันนี้ ทางด้านเมืองซานชิงซาน
ตู้ม!!
กลิ่นอายของขอบเขตเจี่ยตานลอยออกมาอย่างรุนแรง
เหอซีเสวี่ยลืมตาขึ้น “ก่อรูปแก่นจินตานได้แล้ว ตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างแท้จริง…”