ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 232 ภัยอันตรายกำลังมาเยือน
บทที่ 232 ภัยอันตรายกำลังมาเยือน
วันนี้
เหล่าศิษย์ที่เฝ้าอยู่เมืองเซียนนำโดยหลีลี่จือ ได้รับข่าวสารผ่านสื่อจิตจากเหอซีเสวี่ยให้รีบไปยังเมืองซานชิงซานเพื่อคอยคุ้มครองนาง!
“ตู้ม!!”
เหล่าศิษย์ต่างกระโดดตัวลอยขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
“สถานที่ที่เซียนเหอหลอมรวมแก่นจินตานกลับเป็นเมืองซานชิงซาน พวกเราต้องรีบไปให้การช่วยเหลือโดยด่วน!”
“โอ้โห ทำไมถึงเป็นที่นั่นได้! ข้าจำได้ว่าเส้นชีพจรวิญญาณแถวนั้นเป็นแค่ระดับสอง แล้วจะหลอมแก่นจินตานได้อย่างไร?!”
หลายคนตั้งคำถามด้วยความไม่เชื่อ
“จะไปสนใจทำไมกันนัก พลังวิเศษของอาจารย์นั้นแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่มาก อาจจะใช้หนทางพิเศษได้?!”
“รีบไปกันเถอะ!”
ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ต้องต่อสู้กับเวลา
เมื่อเหอซีเสวี่ยขอให้พวกเขาไปคุ้มครอง นั่นหมายความว่าการหลอมรวมแก่นจินตานของนางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว
ยามนี้ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการหลอมรวมแก่นจินตาน จะต้องดึงดูดความสนใจจากผู้อื่นอย่างแน่นอน
หากศัตรูไปถึงก่อนก็จะส่งผลกระทบต่อการกลั่นจินตานของเหอซีเสวี่ย
ฟิ่ว!
เสียงดังจากการแหวกอากาศดังขึ้น
…
ทางด้านเมืองซานชิงซาน
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ก็ได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวแปลกประหลาดในป่าทึบริมทะเลที่อยู่ไกลออกไป
มีกลิ่นอายของแก่นจินตานแผ่ซ่านเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ชายชราคนหนึ่งหรี่ตามอง “นี่คือ… กลิ่นอายของขอบเขตจิตตาน”
“มีคนกำลังหลอมรวมแก่นจินตาน อยู่ที่นั่น”
“นี่มัน…”
“กลิ่นอายของขอบเขตจิตตานจริง ๆ”
“เป็นใครกัน”
ทันใดนั้นก็มีคนนึกอะไรขึ้นมาได้
“หรือว่าจะเป็น… เซียนเหอ”
“นางกำลังทะลวงขอบเขตจิตตานที่เทือกเขากว่างอวี้หย่วนมิใช่หรือ?ได้ยินมาว่าค่ายกลที่นั่นก็ต้านทานไม่ไหวแล้ว”
“ตบตาหลอกลวง นี่คือการตบตาหลอกลวง!! เราเข้าใจว่านางกำลังก่อตัวทะลวงขอบเขตจิตตานที่เทือกเขากว่างอวี้หย่วน แต่แท้จริงแล้วคือเมืองซานชิงชาน ช่างแยบยล ช่างแยบยลยิ่งนัก!”
…
เรื่องราวเหล่านี้ย่อมดึงดูดความสนใจของผู้คนในแดนอื่นๆ
เฮยชวีเจินเหริน ต้าอวี่เจินเหริน และ จูมู่เจินเหริน ล้วนได้รับข่าวสารและตอบสนองอย่างฉับไว
“จางชิงหนิวเจ้าเล่ห์นัก กล้าเล่นตลกเช่นนี้หรือ!”
ต้าอวี่เจินเหรินคำรามเสียงหนึ่ง ฟาดมือใส่ค่ายกลป้องกันเบื้องหน้าอย่างโกรธแค้น
ปัง!
ค่ายกลป้องกันที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าไม่อาจต้านทานได้ในที่สุดและพังทลายลง
ตู้ม!
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่คอยดูแลค่ายกลต่างก็กระอักเลือดสีคล้ำออกมา เช็ดเลือดที่ไหลออกจากมุมปากอย่างแค้นเคือง แต่ทว่าใบหน้าของพวกเขากลับปรากฏรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้ม
เพราะชิงหนิวเจินเหรินเพิ่งส่งกระแสจิตมาว่า พวกเขาเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว
และยังเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย ถือว่าเป็นความชอบอันใหญ่หลวง
ตอนนี้ ทุกคนต่างก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าสถานที่สร้างแก่นจินตานของเหอซีเสวี่ยมิใช่ที่นี่ แต่คือที่เมืองซานชิงซาน ตำแหน่งที่มีเส้นชีพจรวิญญาณเพียงระดับสองเท่านั้น
“น่าชังนัก รีบไปกันเร็ว”
ร่างกายของเฮยชวีเจินเหรินแปรเปลี่ยนเป็นหมอกสีเทา เฉกเช่นมังกรยาวสีดำที่ทะยานไปบนท้องฟ้า
“พวกเจ้าทั้งหลายคิดว่าที่นี่เป็นที่ใด อยากมาก็มา อยากไปก็ไป เกรงว่าจะดูหมิ่นข้าเกินไปกระมัง”
ชิงหนิวเจินเหรินจ้องมองอย่างดุดัน แผดเสียงก้องพร้อมกับควบสัตว์อสูรวัวเขียวขวางเส้นทางถอยหนีของผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดทั้งสามไว้
“จางชิงหนิว เจ้าคิดว่าจะขวางพวกข้าได้หรือ”
สายตาเฮยชวีเจินเหรินวาวโรจน์
“เช่นนั้นก็ลองดู”
ชิงหนิวเจินเหริน หยิบไม้เท้าที่ดูธรรมดาขึ้นมาเขาใช้ไม้เท้าฟาดลงไปกลางอากาศหนึ่งครั้ง ปรากฏเป็นแสงสีฟ้าพุ่งออกมา แผ่พลังแปลกประหลาดพุ่งเข้าใส่จูมู่เจินเหรินที่มีพลังปราณอ่อนแอที่สุด
ตู้ม!
แรงปะทะอัดเข้ากับปราณเกราะป้องกันของจูมู่เจินเหริน รอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นที่เกราะ เขาเลือดไหลออกจากมุมปากพลางร้องครางออกมาเบา ๆ และถอยหลังกรูด
“เป็นอะไรหรือไม่” เฮยชวีเจินเหรินเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไร เพียงแต่ต้องระวังมากขึ้นหน่อย ไม้เท้าจางชิงหนิวย่อมไม่ธรรมดา แม้ใช้ยันต์ป้องกันระดับสามยังต้านทานไว้ไม่ได้เลย”
จูมู่เจินเหรินด้วยเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น
แม้เขาจะกล่าวเช่นนี้ แต่สีหน้าอันซีดขาวและท่าทางเหน็ดเหนื่อยก็บ่งบอกว่าการโจมตีครั้งล่าสุดทำให้เขาสูญเสียพลังปราณไปเยอะและอาจได้รับบาดเจ็บภายในด้วย
ในชั่วพริบตา สัตว์อสูรวัวเขียวก็ตรงเข้าสู่การต่อสู้กับต้าอวี่เจินเหริน
มันอ้าปากพ่นเปลวไฟสีน้ำเงินออกมา
พลังปราณของเขากับเจ้าสัตว์อสูรวัวตัวนี้ไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่มันมีผิวหนังที่หนาและหยาบ แข็งแรงทนทาน สามารถปล่อยเปลวไฟสีน้ำเงินซึ่งสามารถแผดเผาพลังวิญญาณของศัตรูให้หมดลงอย่างรวดเร็ว
หากต่อสู้กันไปเรื่อย ๆ ย่อมไม่เป็นผลดี
สามผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดมองตากัน ชิงหนิวเจินเหรินทำให้พวกเขารู้สึกยุ่งยากยิ่ง
พูดตามความเป็นจริง ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดทั้งสามคนนี้ หากต้องต่อสู้เดี่ยว ๆ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชิงหนิวเจินเหริน นั่นเพราะชิงหนิวเจินเหรินมีชื่อเสียง และเขาสร้างเมืองเซียนอันยิ่งใหญ่นี้ขึ้นด้วยตัวเอง หากไม่มีเคล็ดวิชาอะไรเลย เมืองเซียนนี้คงจะถูกแบ่งแยกไปหมดสิ้นโดยกลุ่มอำนาจอื่น ๆ นานแล้ว
เมื่อทั้งสามรู้สึกตัวว่าอาจโดนถ่วงเวลา ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดทั้งสามจึงถ่ายทอดคำสั่งผ่านจิตไปยังเหล่าลูกศิษย์ของตนให้รีบเร่งไปที่เมืองซานชิงซาน และต้องขัดขวางการสร้างแก่นจินตานของเหอซีเสวี่ยให้จงได้
“วู้ว ๆ ๆ…”
กลุ่มคนเหล่านี้มุ่งหน้าไปอย่างรวดเร็วภายใต้การนำของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบจินตานหลายคน
ทว่าเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่อยู่บนเทือกเขากว่างอวี้หย่วนต่างก็ออกมาต่อสู้กับเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์กลุ่มนี้เพื่อที่จะรั้งพวกเขาไว้ให้นานยิ่งขึ้น
ผู้บำเพ็ญกลุ่มนี้พุ่งเป้าไปที่เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานและเจี่ยตานเป็นหลัก แม้จะมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานและเจี่ยตานบางส่วนพาเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่มีขอบเขตสร้างรากฐานและกลั่นลมปราณบุกเข้าไปก็ตาม
…
ในฐานะผู้พิทักษ์เหอซีเสวี่ย สวี่หยางสัมผัสได้อย่างรวดเร็วว่ามีกลิ่นอายขอบเขตสร้างรากฐานกำลังค้นหาอยู่บริเวณนี้
ในไม่ช้าพวกเขาก็พบว่ามีค่ายกลเบญจธาตุป้องกันอยู่ และเห็นเหอซีเสวี่ยนั่งอยู่ตรงกลางค่ายกล
สำหรับสวี่หยางเขาสวมหน้ากากที่มีหน้าตาธรรมดา ๆ ไม่มีใครรู้ว่าชายผู้นี้คือเจ้าของถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่
“หากผู้ใดยังกล้าเข้ามาวุ่นวายที่นี่อีก อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
สวี่หยางส่งกระแสจิตผ่านค่ายกลตะโกนออกไป
บางคนที่มีพลังปราณอ่อนแอถูกขู่จนตกใจฉี่ราด แต่ก็มีคนส่วนใหญ่ที่จ้องมองด้วยดวงตาวาวโรจน์ คิดหาผลประโยชน์เข้าตัว
“ที่แท้ก็อยู่ที่นี่”
ทันใดนั้นก็เสียงกรีดร้องประหลาดดังขึ้นนอกค่ายกล มีผู้บำเพ็ญมนุษย์หน้าตาอัปลักษณ์สองคนยิ้มเหี้ยม
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าบนมือของทั้งสองมีของที่ใช้สำหรับทำลายค่ายกล ดูแล้วน่าจะเป็นลูกน้องของฝั่งศัตรู ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าเท่านั้น
“รีบส่งสารให้หัวหน้าหลิวเป้า พวกเราได้สร้างความดีความชอบอันใหญ่หลวงแล้ว”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ร่างสูงทางฝั่งขวาหยิบยันต์ส่งข่าวออกมา
สวี่หยางยิ้มเย็นแล้วควบคุมกับดักสังหารบริเวณนั้น
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
กระบี่หลายสิบเล่มพุ่งออกมาพร้อมกัน
“อ๊าก!”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งสองร้องโหยหวนแล้วร่วงลงสู่พื้น
แต่เมื่อเขาได้ตรวจดูยันต์ส่งข่าวกลับพบว่าได้ส่งข่าวออกไปแล้ว
ที่ชายหาดแห่งหนึ่ง หลิวเป้าและหลี่เหล่าต่างก็ได้รับข่าวพร้อมกัน
“อะไรนะ? สถานที่สร้างแก่นจินตานเป็นเมืองซานชิงซานได้อย่างไร?”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเจี่ยตานทั้งสองสบตากันความตกตะลึง พวกเขาต่างก็คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้
“ไป!! พวกเจ้ารีบตามข้ามา”
เสียงของหลิวเป้าดังขึ้น เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่อยู่ด้านหลังต่างก็รีบเร่งตามพวกเขาออกไป
ชั่วครู่ต่อมา
ในที่หลิวเป้าก็มองเห็นค่ายกลเบญจธาตุ
“ค่ายกลเบญจธาตุ ดึงพลังทั้งห้าธาตุมาป้องกันโจมตีได้อย่างแข็งแกร่ง สามารถต้านทานการโจมตีผู้บำเพ็ญมนุษย์ของขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้!!”
หลี่เหล่ามองไปที่ค่ายกลตรงหน้า ทันใดนั้นก็พูดขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อน? ข้าง ๆ ค่ายกลเบญจธาตุเหมือนจะยังมีค่ายสังหารมากมายอยู่ด้วย ต้องระวังให้ดี”
“สมกับที่เป็นชิงหนิวเจินเหรินจริง ๆ สามารถวางค่ายกลอันแยบยลเช่นนี้ไว้ใต้จมูกเรา!”
สีหน้าของหลิวเป้าเริ่มไม่สู้ดีนัก
เขาเป็นผู้รับผิดชอบสืบหาเมืองซานชิงซาน แต่ทว่าเหอซีเสวี่ยกลับอยู่สร้างแก่นจินตานที่นี่
หากเหอซีเสวี่ยสร้างแก่นจินตานสำเร็จ คนจากสำนักหมัดไท่อี้จะต้องลงโทษเขาอย่างหนักแน่
อย่างไรเสียหากทำการไม่สำเร็จก็ต้องถูกลงโทษ
ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว จำเป็นจะต้องทำลายการทะลวงขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ยให้จงได้ มิเช่นนั้นจุดจบของเขาคงมีแต่ความตาย
“เซียนเหอกำลังเข้าสู่ขอบเขตจินตาน พวกเจ้ารีบไปเถอะ”
เมื่อนั้นเองเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งสองผู้รับผิดชอบการลาดตระเวนในเมืองซานชิงซานก็ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาเป็นคนของเมืองเซียน เดินทางมาถึงที่นี่ก่อนล่วงหน้า
เมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งล้อมกันอยู่ คนทั้งสองจึงตะโกนมาทางกลุ่มคน
หลิวเป้าหัวเราะเสียงเหี้ยม ปล่อยกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตานออกมาแล้วก็ตรงเข้าไปพร้อมสังหาร
“อะไรกัน! ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน”
สีหน้าของผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งสองเปลี่ยนไป มองปราดเดียวก็รู้ว่าหลิวเป้าไม่ได้มาดี
น่าเสียดายที่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้วิ่งหนีก็ถูกหลิวเป้าจับกุมตัวและตัดหัวเสียก่อน
เลือดสาดกระเด็นไปทั่วบริเวณ
หลิวเป้าถือหัวทั้งสองมาหยุดที่ด้านนอกค่ายกลเบญจธาตุแล้วก็หัวเราะเสียงเหี้ยม “แม้ค่ายกลเบญจธาตุจะรับมือยาก แต่ก็เป็นเพียงค่ายกลที่ถูกวางชั่วคราวเท่านั้น เทียบไม่ได้กับค่ายกลเบญจธาตุของแท้ หลี่เหล่า พวกเราช่วยกันลงมือ รอกองหนุนมาถึงเราคงจะทำลายค่ายกลนี้ได้พอดี”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
หลี่เหล่าตอบยิ้ม ๆ
เขามองออกเช่นกันว่าค่ายกลนี้ไม่ใช่ของแท้
และคนที่ควบคุมค่ายกลก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น
โดยปกติแล้วการจะควบคุมค่ายกลจำเป็นต้องใช้คนมากกว่าสิบคน แต่ละคนควบคุมแต่ละส่วน ทั้งยังต้องใช้พลังวิญญาณอีกด้วย
“เจ้าหนุ่ม! ถ้าเจ้าหลีกทางและเปิดค่ายกลตอนนี้ ข้าจะมอบสมบัติศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้า และข้าจะมอบที่พึ่งพิงให้เจ้าอีกด้วย!!”
หลิวเป้าตะโกนไปทางสวี่หยาง
สวี่หยางครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วก็ตะโกนกลับไป “ผู้อาวุโสพูดจริงหรือ?”
“อืม น่าสนใจ”
หลิวเป้าอึ้งไป เขาแค่พูดไปตามมารยาท ใครจะไปคิดว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจคล้อยตามจริง ๆ
“ข้าพูดจริง ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสอง”
“ข้าก็ยินดีมอบศัสตราศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้าเช่นกัน” เหล่าลี่สำทับ
สวี่หยางลอบยิ้ม พวกเขาพูดแบบนี้เพื่อถ่วงเวลาอยู่แล้ว
จึงทำท่าครุ่นคิดขึ้นมาอีก “ขอข้าคิดดูก่อน”
หลิวเป้าหน้าดำคล้ำ “เจ้าคิดจะถ่วงเวลาหรือ”
“ไม่ใช่นะ ข้าคิดดูก่อนจริง ๆ ไยพวกท่านรีบร้อนนัก นักปราชญ์ยังกล่าวว่าไว้เลยว่า ใจร้อน กินของร้อน ๆ ไม่ได้”
“สารเลว! เจ้ากำลังเยาะเย้ยเราอยู่ใช่หรือไม่”
แม้แต่หลี่เหล่าที่อารมณ์ดีแค่ไหนก็ยังอดโมโหไม่ได้
“เจ้าหนุ่ม อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ เดี๋ยวข้าจะถลกหนัง ตัดเอ็น แล้วทำให้เจ้าเป็นหุ่นเชิด!!”
พูดจบหุ่นเชิดสองตนก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศตรงหน้าหลี่เหล่า ซึ่งมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกประการ
“ผู้ใช้หุ่นเชิด!! หุ่นตนหนึ่งขั้นกลางระดับสอง อีกตนขั้นสูงระดับสอง”
สวี่หยางพลันมีสีหน้าเคร่งขรึม รีบควบคุมค่ายกลเพื่อป้องกันการโจมตี
ค่ายกลนี้สร้างขึ้นเพื่อรับมือกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานเป็นหลัก
สวี่หยางหยิบยันต์ศักดิ์สิทธิ์พุ่งทะยานไปเหนือฟากฟ้า ตรงเข้าเผด็จศึกหลิวเป้า
ทันใดนั้น…
“ไม่ดีแล้ว!!”
หลิวเป้าต้องเผชิญกับการจู่โจมจากยันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็ตกใจยิ่ง นึกไม่ถึงว่าเจ้าคนหน้าตาขี้เหร่นี่แม้ว่าจะเป็นแค่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ แต่ในขณะที่รับมือกับหลี่เหล่า ยังมีเวลามาจัดการเขาได้
โจมตีด้วยยันต์ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่แรกเลยหรือ!?
“เดี๋ยวนี้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นหัวผักกาดไปแล้วหรืออย่างไร มีกันเกลื่อน”
หลิวเป้าอดหงุดหงิดไม่ได้
เขาจำต้องงัดเอาไพ่ตาย เครื่องรางป้องกันระดับสามออกมาต้านรับ
“โฮกกกก!!”
สวี่หยางพุ่งตัวออกไปพร้อมกับปล่อยเคล็ดวิชามังกรขับขานคำรามออกไป สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง
เสียงคำรามกึกก้องไปทั่ว พร้อมกับจิตเทวะสั่นสะเทือนส่งผลให้หลิวเป้าและหลี่เหล่ามึนงงไปชั่วขณะ
ทั้งสองต่างตกใจ “จิตเทวะแข็งแกร่งเหลือเกิน”