ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 233 สังหาขอบเขตเจี่ยตาน
บทที่ 233 สังหาขอบเขตเจี่ยตาน
“ไม่น่าแปลกใจที่เป็นคนคุ้มครองเหอซีเสวี่ย จิตเทวะแข็งแกร่งเทียบเท่าขอบเขตจินตาน”
เมื่อหลี่เหล่าตั้งสติได้ เขาพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อต้านทานการโจมตีของค่ายกล
ทันใดนั้นหุ่นเชิดขั้นกลางของเขาก็ระเบิดแตกเป็นเสี่ยง ตัวเขาเองก็ถอยหลังอย่างล้มลุกคลุกคลาน เกือบโดนระเบิดของหุ่นเชิดเช่นกัน
ด้านหลิวเป้าพละกำลังในการต่อสู้เหนือกว่าหลี่เหล่าอย่างชัดเจน และมีเครื่องรางป้องกันระดับสาม ทำให้ต้านทานยันต์ศักดิ์สิทธิ์ได้ง่ายกว่า
พลังที่ยันต์ศักดิ์สิทธิ์เพิ่งใช้ไปน่าจะอยู่ที่ประมาณสี่ส่วน
นั่นก็หมายความว่ายันต์สักดิ์สิทธิ์ของเซียนเหอให้มายังสามารถใช้ได้อีกสามครั้ง
ซึ่งครั้งสุดท้ายนั้นพลังการโจมตีจะเบาที่สุด
สวี่หยางควบคุมยันต์สักดิ์สิทธิ์โจมตีอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน เขาก็นำตราประทับสวรรค์ออกมา
ตั้งแต่ได้มันมา เขาไม่เคยใช้ตราประทับสวรรค์เลยสักครั้ง ดังนั้นแม้จะใช้ในเวลานี้ ก็คงไม่มีใครจับได้ว่าเป็นของเขา
สมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม ปล่อยพลังกดดันครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ทันทีที่ปรากฏ
ซู่ ซู่ ซู่…
สมบัติศักดิ์สิทธิ์ทะยานขึ้นไปในอากาศ เปลี่ยนขนาดเป็นเท่าร่างมนุษย์ และค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ พุ่งเข้าหาหลิวเป้า
ในเวลาเดียวกันยันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็โจมตีอีกครั้ง
“แย่แล้ว”
หลิวเป้าตาลีตาเหลือกเรียกหุ่นเชิดระดับสองออกมา วัสดุของหุ่นเชิดตัวนี้ย่อมด้อยกว่าหุ่นเชิดของหลี่เหล่าอย่างชัดเจน
เมื่อหุ่นเชิดปรากฏตัว มันก็พุ่งชนตราประทับสวรรค์บนฟ้า ในระหว่างนั้นการโจมตีมากมายก็พุ่งเข้าใส่ตราประทับสวรรค์
แต่ตราประทับสวรรค์นั้นราวกับภูผาเหล็กมหึมา มั่นคงไม่ไหวติง เมื่อสัมผัสกับหุ่นเชิด หุ่นเชิดตัวนั้นก็แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ตู้ม!
หุ่นเชิดระเบิด
แม้แต่ตราประทับสวรรค์ยังสั่นสะเทือนเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าพลังของการระบิดนั้นรุนแรงเพียงใด
หลิวเป้านึกเสียดายนัก แต่ก็ยังไม่ทันได้เสียใจ เพราะการโจมตีจากยันต์ศักดิ์สิทธิ์กำลังจะมาถึงอีกครั้ง
เขาจึงเหวี่ยงโล่สำริดขนาดมหึมาออกไปอย่างแรง ก่อให้เกิดพายุสีดำขนาดใหญ่
เขารู้ดีว่าการโจมตีเพียงเล็กน้อยของตนไม่อาจต้านทานยันต์ศักดิ์สิทธิ์ได้ ดังนั้นจึงสู้พลางถอยทีละนิด
ขณะที่พลังของตราประทับสวรรค์ลดลงเพราะการระเบิดเมื่อครู่ หลิวเป้าก็รีบทะยานไปหาหลี่เหล่าทันที
“เจ้านั้นมันเป็นใคร มียันต์ศักดิ์สิทธิ์ไม่พอ ยังจะมีศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสามอีก!”
ชั่วพริบตา
สวี่หยางสวมเสื้อคลุมปัญจกว่างหาน
เสื้อคลุมนี้คือตัวที่เขาพบในเรือที่จมอยู่ใต้น้ำก่อนหน้านี้
เพราะไม่อยากให้คนจับตามอง เขาจึงไม่เคยหยิบมาสวมเลยสักครั้ง
ในเวลานี้เผชิญหน้ากับสงครามใหญ่ เขาจึงต้องสวมอย่างเลี่ยงไม่ได้
โชคดีที่เขาสวมหน้ากาก นอกจากเซียนเหอผู้นั้นแล้วคนอื่นก็ไม่รู้ว่าที่แท้เขาเป็นใคร
“นี่คือเสื้อคลุมระดับสาม หรือเจ้านี่จะเป็นบุตรชายแท้ ๆ ของชิงหนิวเจินเหริน?”
หลิวเป้าสบถ
หลี่เหล่าพยักหน้าเล็กน้อย “ชิงหนิวเจินเหรินมีลูกชายและลูกสาว แต่พรสวรรค์ธรรมดา ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแล บางทีผู้นี้อาจเป็นบุตรนอกสมรสของเขา”
สวี่หยาง “…”
สวี่หยางรู้สึกพูดไม่ออก แต่ด้วยชุด ‘ทอง’ ทั้งตัว เขาก็ไม่กลัวเช่นกัน
เพียงพลิกข้อมือ กระบี่หยวนชี่ก็พุ่งทะยานออกไป
จะว่าไปแล้ว การสวมเสื้อคลุมนี้ทำให้การโคจรพลังวิญญาณเป็นไปได้ง่ายขึ้นมาก โดยไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง
ภายใต้การกดข่มของค่ายกล สมบัติศักดิ์สิทธิ์มากมายและตัวหลี่เหล่ากับหลิวเป้าเผชิญกับสถานการณ์อันตราย ปราณพวกเขาลดลงไปมาก
เหอซีเสวี่ยที่กำลังทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจินตานมองการต่อสู้ตรงหน้า แล้วอดชื่นชมสายตาอันเฉียบแหลมของตัวเองไม่ได้
นางไม่ได้มองผิดจริง ๆ สวี่หยางเป็นประเภทคมในฝัก
ในเวลาเดียวกัน นางก็เกิดความสงสัยอย่างมาก คนอย่างสวี่หยางมีของวิเศษมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุมหรือตราประทับสวรรค์ แม้แต่นางก็ยังอิจฉา
ขณะนี้การทะลวงขอบเขตจินตาน กำลังดำเนินไปยังช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
นางได้ส่งเสียงบอกว่า “สวี่หยาง ข้าจะไปจุดรวมเส้นชีพจรวิญญาณใต้พิภพ พวกหลี่ลี่จือและอีกกว่าร้อยคนจะรีบตามมา เจ้าต้องยื้อไว้สักครึ่งวัน เมื่อพวกเขามาเจ้าก็ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายมาหาข้า”
“ได้”
ทันใดนั้นร่างของเหอซีเสวี่ยค่อย ๆ เลือนหายไป
เดิมที่ใต้ร่างของนางมีค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ถูกสร้างไว้แบบหยาบ ๆ พร้อมจะเคลื่อนย้ายไปใต้พิภพที่เต็มไปด้วยศิลาหลอมแห่งนั้น
ยามนี้
เขากำลังต่อสู้กับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานทั้งสอง เหล่าลูกสมุนของศัตรูก็เริ่มโจมตีค่ายกลอย่างสุดกำลัง
เหล่าลูกสมุนมียันต์ทะลวงค่ายกลจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายสองคน ซึ่งลอบโจมตีอย่างหนักหน่วงที่จุดอ่อนของค่ายกลด้านหลัง
“ไม่ได้แล้ว ข้าต้องฆ่าผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตานให้ได้ มิเช่นนั้นจะมีปัญหา”
สวี่หยางมองไปที่หลี่เหล่าและหลิวเป้าและพยายามหาเป้าหมายที่อ่อนแอกว่า
หลิวเป้ามีพลังต่อสู้แข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัด และเขายังมีพลังเหลือเฟือ
ส่วนหลี่เหล่านั้นอาศัยหุ่นเชิดในการต่อสู้ ซึ่งแท้จริงแล้วเขาเป็นช่างฝีมือที่ทำธุรกิจขายหุ่นเชิดเป็นหลัก
รวมทั้งการต่อสู้ในครั้งนี้ก็ออกมาเพียงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และตักตวงผลกำไรมหาศาลจากสำนักหมัดไท่อี้
หลังจากพิจารณาแล้ว สวี่หยางตัดสินใจว่าต้องกำจัดหลี่เหล่า
ฟึ่บ!
เขาหยิบยันต์ศักดิ์สิทธิ์ออกมาอีกครั้งแล้วขว้างไปทางหลิวเป้าอย่างรุนแรง
หลิวเป้าตกใจมาก “ยังมียันต์ศักดิ์สิทธิ์อีกหรือ!”
การที่เขาต้องต้านการโจมตีของยันต์ศักดิ์สิทธิ์ถึงสองครั้งติดต่อกัน ทำให้จิตใจและร่างกายเริ่มอ่อนล้า
“หลี่เหล่า ช่วยข้า!”
“ได้”
หลี่เหล่าตบถุงเก็บของปล่อยหุ่นเชิดสวมชุดเกราะถือโล่สองตัวพุ่งไปด้านหน้าของหลิวเป้า
แต่ระหว่างนั้นสวี่หยางก็ลอบควบคุมยันต์ศักดิ์สิทธิ์หักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางพุ่งตรงไปยังหลี่เหล่าที่อยู่ไม่ไกล
พร้อมกันนั้นเขาก็ใช้กระบี่หยวนชี่
กระบี่หยวนชี่แปรเปลี่ยนเป็นเก้ากระบี่ พุ่งใส่หลี่เหล่าจากทุกทิศทาง แทบจะไม่มีทางให้หนี
เก้ากระบี่ แต่ละเล่มมีสีสันต่างกัน มีพลังที่ไม่เหมือนกัน
สีหน้าหลี่เหล่าซีดเผือด เขารู้ทันทีว่าเป้าหมายที่แท้จริงของคนผู้นี้มิใช่หลิวเป้า แต่เป็นตัวเขา!
เวลานี้จะเรียกหุ่นเชิดเหล็กมาก็ไม่ทันเสียแล้ว
เขาตบถุงเก็บของเรียกเครื่องรางป้องกันขั้นสูงระดับสอง สร้างม่านป้องกันรอบด้าน
โครม!
เมื่อยันต์ศักดิ์สิทธิ์พุ่งเข้าปะทะเครื่องรางป้องกัน เครื่องรางป้องกันกลับแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
จงรู้ไว้เถิดว่ายันต์ศักดิ์สิทธิ์ในครานี้เป็นของขั้นกลางระดับสาม
มิอาจเทียบเคียงกับยันต์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นต่ำรอบก่อนได้เลย
“อ๊าก…”
หลี่เหล่ากระอักเลือด บาดแผลบนร่างกายรุนแรงยิ่งขึ้น
เมื่อต้องต่อกรกับกระบี่หยวนชี่ ร่างกายของเขาเองเริ่มจะรับมือไม่ไหวเสียแล้ว
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
กระบี่หยวนชี่แทงเข้าที่หัวใจ ลำคอ และต้นขาของหลี่เหล่าราวกับทิ่มเต้าหู้นิ่ม
“หลิวเป้า ช่วยข้าด้วย…”
หลี่เหล่าสิ้นเรี่ยวแรงร่วงลงสู่พื้น
หลิวเป้ากัดฟัน มองดูยันต์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางระดับสามในมือของสวี่หยาง แล้วหันหลังกลับ
‘เจ้านั่นมียันต์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางระดับสาม แม้ข้าจะต้านได้ ทว่าต้องสูญเสียมากเกินไป ข้าจะขาดทุนย่อยยับ อีกทั้งกองหนุนจากเมืองเซียนอาจกำลังเดินทางมา บัดนี้ข้าควรเก็บพลังปราณเอาไว้ดีกว่า หากเกิดอันตรายข้าจะได้หนีทัน’
เมื่อคิดดังนั้น หลิวเป้าก็เร่งความเร็ว
เหล่าสมุนต่างก็รีบตามไป
ในกลุ่มสมุนนั้น มีอวี๋ลี่ที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มและลอบมองสวี่หยางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังตามไป
“ฮึ่ม!”
สวี่หยางตวัดกระบี่ฟันศีรษะของหลี่เหล่าขาดในคราวเดียว ยามนี้หัวใจของเขาเต้นรัวแรงยิ่งนัก
การฆ่าศัตรูขอบเขตเจี่ยตานด้วยพลังของขอบเขตสร้างรากฐาน ถือว่ามีแรงกดดันไม่น้อยเลย
แม้เขาจะมียันต์ศักดิ์สิทธิ์ แต่พวกคนเหล่านี้จะไม่มีไพ่ตายกันบ้างหรือ
การต่อสู้เหล่านี้ บางครั้งประสบการณ์ก็มีความสำคัญยิ่ง
โชคดีที่หลายปีมานี้ เขาใช้หมอนจินตนิมิตเป็นประจำ ฝึกฝนการต่อสู้ผ่านความฝันเพื่อยกระดับพลังการต่อสู้ของตน
บัดนี้เขาช่ำชองในประสบการณ์การต่อสู้ ซึ่งไม่ใช่คนที่หลี่เหล่าจะเทียบได้
ฉับ!
เขาถอดถุงเก็บของของหลี่เหล่าออก
จิตเทวะบนถุงเก็บของขอบเขตเจี่ยตานนั้นเข้มข้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ว่าจิตเทวะของสวี่หยางแข็งแกร่งกว่า เขาใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูป ถุงเก็บของก็กลายเป็นของเขาโดยสมบูรณ์
เมื่อสำรวจดูข้างใน
สวี่หยางก็พลันรู้สึกตื่นเต้นยินดี
สมแล้วที่หลี่เหล่าเป็นช่างฝีมือ ข้างในมีของดีไม่น้อย
เพียงแค่หุ่นเชิดต่อสู้ธรรมดาก็มีมากถึงสามสิบกว่าตัว
อีกทั้งหุ่นเชิดประเภทพาหนะสำหรับบิน หุ่นเกราะป้องกัน และหุ่นสอดแนม ซึ่งรวมแล้วก็มีมากถึงสิบกว่าตัวเช่นกัน
สิ่งที่ทำให้ตื่นตะลึงยิ่งกว่าคือ ตำราลับเกี่ยวกับกลไกหุ่นเชิด
ข้าง ๆ ยังมีเคล็ดลับในการสร้างหุ่นเชิดที่สั่งสมมาหลายปีจากหลี่เหล่า
“เคล็ดวิชากลไกหุ่นเชิด นี่มันสุดยอดยิ่งกว่าการปรุงยาและการวาดยันต์เสียอีก”
สวี่หยางตื่นเต้น
ชายหนุ่มจัดแจงเก็บของให้เรียบร้อยแล้วเหน็บถุงเก็บของไว้ที่เอว
ในพริบตาถุงเก็บของก็ย่อขนาดเท่าฝ่ามือ เบาสบายยิ่งนัก
“อีกสักพักที่นี่คงมีการต่อสู้ครั้งใหญ่ ข้าขอแนะนำให้พวกท่านอยู่ให้ห่าง มิฉะนั้นหากมาตายที่นี่ มันก็คงไม่เป็นผลดีแน่”
สวี่หยางตะโกนบอกผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่อยู่รายล้อม
แล้วเขาก็ตรงไปยังที่ที่เหอซีเสวี่ยเพิ่งนั่งสมาธิเพื่อพักฟื้น
เขาหยิบยันต์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงออกมาถือไว้ในมือ แล้วเริ่มถ่ายปราณเพื่อเติมพลังที่เพิ่งสูญเสียไป
…
หลิวเป้าที่เพิ่งหลบหนีไปเมื่อครู่นี้สีหน้าไม่สู้ดีเท่าไรนัก
เมื่อหลี่เหล่าตาย ผลที่ตามมาจากการที่เขาทำภารกิจล้มเหลวในครั้งนี้คงตกอยู่ที่เขาผู้เดียว
“ไอ้ชั่วนั่นมันเป็นใครกันแน่??”
หลิวเป้าโกรธเกรี้ยว
“ท่านหลิวเป้า ข้าว่าพวกเราควรหยุดพักสักครู่ เกรงว่ากำลังเสริมจากเมืองเซียนจะมาถึงในไม่ช้า!”
อวี๋ลี่กล่าว
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์รอบกายล้วนมีสีหน้าเศร้าหมองและเหนื่อยล้า
ไม่มีทางอื่นแล้ว การต่อสู้เมื่อครู่สร้างความผิดหวังให้กับพวกเขามหาศาล
ยิ่งกำลังเสริมมาถึงพวกเขายิ่งโชคร้าย ฉะนั้นหลายคนจึงเริ่มคิดที่จะถอย
“ฮึ พวกเขามีคนมาสมทบแล้วอย่างไร พวกเราก็มีเหมือนกัน จะกลัวอันใด?”
หลิวเป้ากล่าวเสียงเย็น เขาคิดในใจ ที่นี่พวกเขามีขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดถึงสามคน!
เพียงแค่มีสักคนมา ที่ตั้งค่ายกลเบญจธาตุนี้ก็จะจบสิ้น
ดังนั้นเขาจึงหนีไม่ได้
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น
วูบ…
มีกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานคนหนึ่งแผ่ออกมา
หลิวเป้าดีใจรีบเดินเข้าไป “เถียต่านเจินเหริน”
คนผู้นี้ก็เป็นเพียงแค่คนผู้บำเพ็ญอิสระที่มีชื่อเสียงมานาน ภูมิหลังเป็นโจรผู้หนึ่ง
เขาได้รับคัดเลือกจากสำนักหมัดไท่อี้จึงได้มาที่นี่
ด้านหลังของเขามีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานตามมาหลายคน
เถียต่านเจินเหรินสวมชุดคลุมยาวสีเหลือง มองไปที่หลิวเป้าด้วยท่าทางเย่อหยิ่งเล็กน้อย
แม้จะอยู่ขอบเขตไม่ต่างกันมาก แต่ในแง่ของระดับพลังยังมีช่องว่างอยู่
ขอบเขตจินตานดูถูกขอบเขตเจินตาน ขอบเขตเจินตานดูถูกขอบเขตเจี่ยตาน ขอบเขตเจี่ยตานดูถูกขอบเขตสร้างรากฐาน
แต่ทั้งสองก็ยังอยู่ในฝ่ายเดียวกัน เถียต่านเจินเหรินจึงไม่ได้แสดงออกมากนัก
“หลิวเป้า ข้าได้ยินข่าวว่าหลี่เหล่าตายแล้ว พวกเจ้าทำงานกันอย่างไร ขอบเขตเจี่ยตานสองคนกลับถูกขอบเขตสร้างรากฐานคนหนึ่งรังแก”
เถียต่านเจินเหรินเย้ยหยัน
หลิวเป้ารู้สึกขายหน้าจึงอธิบายว่า “เจ้าหนุ่มคนนั้นไม่ธรรมดา อาจจะเป็นลูกนอกสมรสของชิงหนิวเจินเหริน!”
จากนั้นเขาก็พูดถึงสมบัติที่สวี่หยางมี
ส่วนเรื่องที่บอกว่าเป็นลูกนอกสมรส ก็เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับสวี่หยาง
ความจริงแล้วในใจเขาก็รู้ดีว่า สวี่หยางจะไปเป็นลูกนอกสมรสของชิงหนิวเจินเหรินได้อย่างไร
ที่พูดแบบนี้ก็เพื่อให้คนรู้สึกว่าการที่ถูกลูกนอกสมรสของชิงหนิวเจินเหรินรังแกนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
เป็นไปตามที่เขาคาด
เถียต่านเจินเหรินมีสีหน้าเคร่งขรึม “ชิงหนิวเจินเหริน บุตรนอกสมรสหรือ? เชื่อได้แค่ไหน”
“เป็นคำพูดของหลี่เหล่า”
หลิวเป้ากล่าว
แน่นอนว่าหลี่เหล่าก็ตายไปแล้ว ตายไปก็หาหลักฐานมายืนยันไม่ได้
“บุตรนอกสมรส… อย่างนั้นจับตัวบุรุษผู้นี้ไว้ อาจสร้างความลำบากให้ชิงหนิวเจินเหรินได้!”
แท้จริงเถียต่านเจินเหรินมีแผนการในใจแล้ว “ที่แห่งนี้สงสัยว่าจะพบบุตรนอกสมรสของชิงหนิวเจินเหริน บุรุษผู้นี้มีพลังปราณแข็งแกร่ง อยู่แค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง แต่กลับฆ่าขอบเขตเจี่ยตานได้”
สวี่หยางคิดไม่ถึงว่า เขาจะมีอีกหนึ่งสถานะเพิ่มขึ้นมา นั่นก็คือบุตรนอกสมรสของชิงหนิวเจินเหริน