ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 234 วางแผนสังหารขอบเขตเจินตาน
บทที่ 234 วางแผนสังหารขอบเขตเจินตาน
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ อวี๋ลี่ลอบมองด้วยสายตาวาววับ เขารีบส่งสารถึงสวี่หยาง
ณ ตรงกลางค่ายกล
สวี่หยางได้รับข่าวสารแล้ว
“แม้แต่ขอบเขตเจินตานก็มา!”
เขาไม่รู้จักเถียต่านเจินเหรินผู้นี้ แต่พอรับรู้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานนั่นย่อมไม่ง่ายแน่
“หากรอให้พวกเขามาปิดล้อมที่นี่ ข้าก็จะตกที่นั่งลำบาก ไม่ได้ ข้าต้องคิดหาหนทาง จัดการคนหนึ่งให้ได้ก่อน”
สวี่หยางกำยันต์ศักดิ์สิทธิ์ไว้ในมือ ทันใดนั้นนึกแผนหนึ่งขึ้นมาได้
อวี๋ลี่บอกว่าขณะนี้มีเพียงเถียต่านเจินเหรินและลูกสมุนที่ตามมา ส่วนหลิวเป้าอาจจะเพราะเมื่อครู่ใช้พลังมากเกินไป จึงบอกว่าจะพักสักครู่ ดังนั้นเถียต่านเจินเหรินจึงนำลูกน้องมาเพียงผู้เดียว
สิ่งนี้ทำให้สวี่หยางได้โอกาส
เขาหยิบหน้ากากไร้รูปออกมาสวมไว้ที่ใบหน้า
ในพริบตาเขาโคจรพลังวิญญาณอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เลียนแบบรูปลักษณ์ของหลิวเป้ารวมถึงกลิ่นอายของขอบเขตเจี่ยตาน
วูบ!
สวี่หยางเก็บเสื้อคลุม แล้วสวมเสื้อคลุมอีกตัวที่มีสีคล้ายกับที่หลิวเป้าสวมเมื่อครู่
วูบ…
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็กระโจนหายเข้าไปในป่าทึบ
พร้อมกับส่งสารถึงเหอซีเสวี่ยบอกว่าจะออกไปจัดการกับผู้บำเพ็ญมนุษย์อีกคน
…
กลางเวหา
เถียต่านเจินเหรินนำผู้บำเพ็ญมนุษย์สร้างรากฐานสี่คนทะยานอากาศด้วยความเร็วสูงสุด มุ่งหน้าสู่ค่ายกลเบญจธาตุเบื้องหน้า
หารู้ไม่ว่าขณะที่พวกเขาทะยานผ่านบริเวณหนึ่ง สวี่หยางที่สวมยันต์ซ่อนเร้นได้จับจ้องพวกเขาอยู่
ฟึ่บ!
สวี่หยางปลดยันต์และไล่ตามหลังไปพร้อมกับร้องตะโกนเรียก
“เถียต่านเจินเหริน”
สวี่หยางเลียนแบบเสียงหลิวเป้า แผ่ขยายเสียงด้วยพลังปราณส่งไปหาอีกฝ่าย
“เอ๊ะ? หลิวเป้า ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกว่าต้องการพักหรือ?”
เขาหันกลับมองหลิวเป้าที่เหาะตามมา สัณชาตญาณบอกว่าอีกฝ่ายดูแปลก ๆ
รวมทั้งเสื้อคลุมที่สวมก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปด้วย
“ข้าคิดทบทวนแล้วว่าจะคอยช่วยเหลือเจ้าดีกว่า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันข้าจะได้ช่วยทัน เพราะบุตรนอกสมรสของชิงหนิวเจินเหรินนั้นรับมือยากยิ่งนัก”
สวี่หยางเอ่ยปาก
เมื่อครู่อวี๋ลี่เล่าเรื่องที่หลิวเป้าสงสัยว่าเขาเป็นบุตรนอกสมรสของชิงหนิวเจินเหริน แม้จะรู้สึกเหลือเชื่อกับจินตนาการของหลิวเป้า แต่เขาคิดว่าสามารถใช้ประโยนชน์จากเรื่องนี้มาสร้างความเชื่อใจจากเถียต่านเจินเหรินได้
“อืม มีเหตุผล”
เถียต่านเจินเหรินพยักหน้า “เจ้าเปลี่ยนเสื้อคลุมใหม่หรือ”
“ใช่ เสื้อคลุมเก่าเสียหายแล้ว ช่างน่าเสียดายนัก มันเป็นเสื้อคลุมระดับสองเชียว ข้าขาดทุนไม่น้อยกับภารกิจครานี้ เกรงว่าจะทำให้ข้าเสียเงินไม่น้อย” สวี่หยางเลียนแบบน้ำเสียงของหลิวเป้าเอ่ยด้วยความโกรธแค้น
“ไม่เป็นไร ข้าจะไปร้องขอความเห็นใจจากเจินเหรินอีกสองคน ขอให้พวกนั้นชดเชยให้เจ้า”
ความจริงแล้วที่เถียต่านเจินเหรินตกลงผลประโยชน์กับหลิวเป้าไม่ใช่เพราะความใจดี แต่คิดจะให้หลิวเป้าทุ่มเทกำลังกับการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น
สวี่หยางได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก “ขอบคุณเถียต่านเจินเหริน”
“ดีแล้ว ไปกันเถอะ”
เถียต่านเจินเหรินหันหลัง แล้วก็ทะยานออกไปอย่างไม่รีบร้อน
แต่ทันใดนั้นก็มีพลังปราณอันรุนแรงแผ่เข้ามาทางด้านหลัง
คลื่นพลังนี้รุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถกดข่มพลังของเขาลงได้
“เกิดอะไรขึ้น!”
เขาหันกลับไปอย่างรวดเร็ว และรู้สึกสิ้นหวังทันที
“ไม่…”
ตู้ม!
เถียต่านเจินเหรินถูกโจมตีกะทันหัน ร่างกายของเขาถูกบดขยี้ไปครึ่งหนึ่ง แม้กระทั่งวิชายุทธ์ก็ยังไม่ได้ใช้ เขาถูกปลิดชีพโดยพลัน ร่างร่วงลงสู่พื้นดิน
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เหลือล้วนตกใจหวาดกลัวจนตัวสั่น
เพราะชั่วพริบตานั้นสวี่หยางก็ได้ใช้ยันต์แสงทองสังหารผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานสองคนในทันที
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เหลืออีกสองคนเป็นเพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น เมื่อรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของสวี่หยาง พวกเขาจะกล้าหยุดอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
ต่างหันหลังวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง
“จะหนีไปไหน”
สวี่หยางเรียกกระบี่หยวนชี่ ปราณกระบี่พุ่งตรงออกไป
ฉัวะ ฉัวะ!
ตู้ม!
ตามด้วยลูกไฟหลายลูก เผาไหม้ศพเป็นเถ้าธุลี
เขาหยิบถุงเก็บของของพวกเขามา
เขายังไม่ตรวจดูของข้างใน เพียงรีบพาตัวเองออกจากที่นั่นก่อน
“ข้าได้สังหารผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานแล้ว”
หัวใจของสวี่หยางเต้นกระหน่ำ
เขากลับมายังบริเวณรอบ ๆ ค่ายกล พลางครุ่นคิดว่าจะปลอมตัวเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานผู้นี้แล้วเล่นงานหลิวเป้าดีหรือไม่
เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็ละทิ้งความคิดนี้
มิใช่ว่าเกรงกลัวหลิวเป้า
หากคิดจะกำจัดในขณะที่หลิวเป้ามีสภาพเช่นนี้ เขาสามารถจู่โจมได้สำเร็จอย่างแน่นอน
ทว่าปัญหาอยู่ที่ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแผ่นบนตัวเขา ซึ่งเหลือพลังไม่ถึงสามส่วน
อีกประการคือหลิวเป้าอยู่ไกลจากที่นี่มาก
ถึงจะฆ่าหลิวเป้าได้ แต่หากค่ายกลนี้เกิดผิดพลาดขึ้นมาแล้วจะทำเช่นไร?
หรืออีกนัยหนึ่ง หากฝ่ายหลิวเป้ามียอดฝีมือปรากฏตัวไล่ล่าเขาขึ้นมาจะทำอย่างไร?
หลังจากที่ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน การกลับมายังค่ายกลเบญจธาตุย่อมดีกว่า
“พลังของยันต์ศักดิ์สิทธิ์แทบจะหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีเวลาหล่อเลี้ยงพลังมัน”
“เคล็ดวิชาที่เหลืออยู่มีแค่ตราประทับสวรรค์และกระจกโบราณซานชิงเท่านั้น”
สวี่หยางอ้าปากกินยากระตุ้นปราณเข้าไปหนึ่งเม็ด แล้วถอนหายใจยาว
ทว่าข่าวดีคือตอนนี้เวลาได้ผ่านไปครึ่งวันแล้ว
เมื่อถึงเวลานั้นกำลังเสริมก็จะมาถึง
เขาทำได้เพียงรอ เมื่อกำลังเสริมมาถึง เขาจะกลับไปพักผ่อนยังที่ของเหอซี่เสวี่ย
…
ด้านหลิวเป้า
เมื่อเขาได้พักผ่อนจนเพียงพอแล้ว ดวงตาก็ฉายประกายแปลกใจ
เนื่องจากเถียต่านเจินเหรินจากไปนานแล้ว ทว่ายังไม่มีสัญญาณต่อสู้ ๆ ใดเกิดขึ้นเลย
“แปลก… เถียต่านเจินเหรินกำลังทำอะไรกันแน่?”
เขาส่งสารไป ทว่าไม่มีการตอบกลับใด ๆ
“ไม่จริงกระมัง เกิดเรื่องขึ้นงั้นหรือ”
เขาหันไปทางอวี๋ลี่ “อวี๋ลี่ เจ้าจงไปดูที่ค่ายกลเบญจธาตุว่าเป็นอย่างไรแล้ว”
“ขอรับ ท่านหลิวเป้า”
อวี๋ลี่ตอบรับด้วยท่าทีที่ไม่สนใจเท่าไรแล้วเดินออกไป
ครู่ต่อมาอวี๋ลี่กลับมาพร้อมข่าวสาร
“ที่ค่ายกลเบญจธาตุเงียบสงบยิ่งนัก ส่วนเถียต่านเจินเหรินและผู้บำเพ็ญมุนษย์ขอบเขตสร้างรากฐานอีกสี่คนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย! คาดว่าได้หลบหนีไปแล้ว”
“หลบหนีไปแล้วหรือ?” หลิวเป้าตกตะลึง
“ใช่แล้ว ท่านหลิวเป้า ที่นั่นไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ข้าคิดว่าคนพวกนั้นอาจจะรู้ว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ผู้นั้นคือบุตรนอกสมรสของชิงหนิวเจินเหรินจึงหนีไปแล้ว”
หลิวเป้าขมวดคิ้ว จู่ ๆ ก็ระเบิดหัวเราะออกมา
หนีไปแล้ว… ดียิ่งนัก!
หากเบื้องบนตำหนิลงมาก็คงไม่ลงโทษเขาแล้ว
“เถียต่านเจินเหรินตั้งตนว่ากล้าแกร่ง บัดนี้กลับกลายเป็นคนขี้ขลาดหนีทัพเมื่อยามศึก ช่างน่ารังเกียจนัก!! ไม่ต้องสนใจ พวกเราจะพักกันตรงนี้ รอให้ท่านผู้นั้นมา เขาถึงจะกำจัดค่ายกลเบญจธาตุได้สำเร็จ”
แล้วหลิวเป้าก็นั่งสมาธิค่อย ๆ ฟื้นฟูปราณอย่างใจเย็น
เวลาผ่านไปไม่นานนัก
ปรากฏชายสวมชุดคลุมสีเทาทั้งตัว สวมหน้ากากรูปปีศาจมีปราณมารปกคลุมไปทั่วร่างกาย
“มาแล้ว”
หลิวเป้ามีท่าทางฮึกเหิมขึ้นมาทันที
ผู้มาเยือนผู้นี้คือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน
ก่อนหน้านี้ ผู้ที่ติดต่อกับเขาก็คือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานผู้นี้
แซ่โจว
ไม่ผิด เขาเพียงรู้ว่าอีกฝ่ายแซ่โจว
คนผู้นี้เป็นคนลึกลับมาก แน่นอนว่าเขาไม่ได้รับคำสั่งจากสำนักหมัดไท่อี้ ครั้งนี้เป็นเพียงความร่วมมือชั่วคราว
เขาเคยคาดเดาว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์แซ่โจวผู้นี้อาจจะเป็นหนึ่งในผู้ดูแลสูงสุดของเมืองเซียน
น่าจะมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับเหอซีเสวี่ย จึงไม่ต้องการให้เหอซีเสวี่ยทะลวงขอบเขตจินตานสำเร็จ
“หลิวเป้า เจ้ามิได้ไปโจมตีค่ายกลหรือ ไยถึงได้มาหยุดอยู่ที่นี่”
ทันทีที่คนแซ่โจวมาถึงเขาเอ่ยถามทันที
หน้ากากรูปปีศาจของอีกฝ่ายมีผลในการสอดส่องของจิตเทวะ
แม้แต่น้ำเสียงยังถูกหน้ากากดัดแปลงให้ทุ้มและหนักแน่นจนมิอาจจับเสียงเดิมได้
“ท่านโจว มิใช่ว่าพวกข้าไม่ทำการใด แต่ว่าศัตรูช่างแข็งแกร่งนัก!”
หลิวเป้าเล่าสถานการณ์เมื่อครู่นี้ แล้วเอ่ยอย่างสิ้นหวัง “คาดไม่ถึงว่าศัตรูจะเป็นบุตรนอกสมรสของชิงหนิวเจินเหริน! ข้าถูกทำร้ายสาหัส หลี่เหล่าถูกฆ่าตาย ส่วนเถียต่านเจินเหรินก็พาลูกสมุนหนีไป!! ข้าสำนึกดีว่าความรับผิดชอบช่างใหญ่หลวง จึงรอคอยท่านโจวมาช่วยเหลือ มีแต่ท่านเท่านั้นที่จะจัดการคนผู้นั้นได้…”
“หืม ชิงหนิวเจินเหรินมีบุตรนอกสมรสหรือ”
คนแซ่โจวรู้สึกเหลือเชื่อนัก อยากจะกล่าวว่า ข้าไม่รู้ว่าอาจารย์ของข้ามีบุตรนอกสมรสเสียด้วยซ้ำ
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ตามข้ามา”
“ขอรับ!”
ด้วยคนแซ่โจวนำทาง คนของหลิวเป้าจึงติดตามไป
…
“ยอดฝีมือที่แท้จริงมาแล้วหรือ”
สวี่หยางเงยหน้ามอง
อวี๋ลี่ได้เล่าสถานการณ์ให้เขาฟังแล้ว คนแซ่โจวผู้ลึกลับซึ่งแม้แต่หลิวเป้าก็ยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนผู้นี้
“เขาผู้นั้น… แท้จริงแล้วเป็นผู้ใดกัน”
ไม่นาน กลุ่มเงาร่างเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ชัดเจน
“มาแล้ว!!”
สวี่หยางจะต้องยื้อเวลาให้หลี่ลี่จือ
หลี่ลี่จือแจ้งว่า พวกเขาน่าจะมาถึงในอีกหนึ่งก้านธูป
“ยื้อไว้หนึ่งก้านธูป อาศัยพลังของค่ายกลก็น่าจะพอไหว”
สวี่หยางรีบส่งข้อความไปยังหลี่ลี่จือว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานกำลังมา พลังปราณของอีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก ให้พวกเขารีบตามมา
“อะไรนะ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานไยถึงได้มาเร็วเช่นนี้”
สีหน้าหลี่ลี่จือเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนสั่งให้สวี่หยางอดทนไว้
ฟึ่บ!!
ในเวลานี้ คนแซ่โจวและหลิวเป้ามาถึงด้านหน้าค่ายกลแล้ว
“อย่าชักช้า รีบทำลายค่ายกล!”
คนแซ่โจวพลิกข้อมือ แผ่นยันต์ทะลวงค่ายกลที่แผ่คลื่นพลังอันแข็งแกร่งก็ปรากฏในมือ
“ยันต์ทะลวงค่ายกลขั้นสูงระดับสอง!”
เมื่อเห็นสิ่งนี้ หลิวเป้าก็ดีใจเป็นอย่างมาก “มีของวิเศษชิ้นนี้ แน่นอนว่าจะต้องทำลายค่ายกลได้แน่นอน”
ฉับ!
คนแซ่โจวไม่พูดอะไรมาก เขาคาดว่าหลี่ลี่จือพร้อมพรรคพวกกำลังจะมาแล้ว
ดังนั้นจึงไม่ควรช้า ต้องรีบลงมือ
ครืน ๆ ๆ…
ของวิเศษชิ้นนั้นปะทะกับค่ายกล สวี่หยางสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารู้สึกได้ว่าพลังวิญญาณบนค่ายกลนั้นกำลังถูกดูดกลืนไปอย่างบ้าคลั่ง
“ไม่! นี่มันไม่ใช่ยันต์ทะลวงค่ายขั้นสูงระดับสองธรรมดา แต่น่าจะเป็นยันต์ทะลวงค่ายกลขั้นสูงที่ใกล้เคียงระดับสามแล้ว”
สวี่หยางรีบพุ่งตัวไป ใช้กระบี่หยวนชี่ฟาดฟันออกไปยังยันต์ทะลวงค่ายกลชิ้นนั้น เขาต้องการทำลายยันต์ชิ้นนั้น
“ฮึ! เล่ห์กลเล็กน้อยแค่นี้ก็กล้ามาขายผ้าเอาหน้ารอด”
คนแซ่โจวหัวเราะในลำคอ กระบี่วิเศษหลุดจากฝัก กลายเป็นเงาสีดำพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว
ปัง!!
กระบี่หยวนชี่นั้นถูกสะบั้นในพริบตา
“นี่มัน…”
แววตาสวี่หยางแข็งค้างทันที
ฝ่ายตรงข้ามพลังแข็งแกร่งนัก สมแล้วที่เป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน
แต่สวี่หยางมิได้อยากจะต่อกรโดยตรงอยู่แล้ว
ขณะนี้เขาต้องกัดฟันยอมสูญเสียกระบี่หยวนชี่เพื่อขัดขวางยันต์ทะลวงค่ายกลระดับสาม!
“ไป!!”
กระบี่หยวนชี่เก้าเล่มที่เหลือพุ่งออกไปจากทุกทิศทุกทาง โดยครึ่งหนึ่งถูกกระบี่ดำทำลาย
ส่วนที่เหลือต่างพุ่งเข้าใส่ยันต์ทะลวงค่ายกล พลังวิญญาณของยันต์ทะลวงค่ายกลที่กำลังส่องแสง สลัวลงชั่วครู่แล้วก็หายไป
ยันต์ทะลวงค่ายกล…ขาดแล้ว!!
แต่ในทันใดกระบี่หยวนชี่ก็ถูกกระบี่ดำที่พุ่งมาทำลายเช่นกัน
ทำให้กระบี่หยวนชี่กลายเป็นเศษเหล็ก
แต่นับว่าแผนการเขาสำเร็จแล้ว
สวี่หยางส่งพลังปราณสู่ค่ายกลเบญจธาตุอีกครั้ง
ค่ายกลที่กำลังจะตกอยู่ในอันตรายร้ายกลับฟื้นพลังมาได้แปดส่วน
ตราบที่มีค่ายกล ฝ่ายตรงข้ามจะทำอะไรเขาไม่ได้ในช่วงเวลาอันสั้น
“รนหาที่ตาย!”
ปัง!
ด้วยความโกรธแค้น คนแซ่โจวจึงชกค่ายกลอย่างแรง
ค่ายกลเบญจธาตุกลับมีพลังป้องกันที่น่าทึ่ง ดึงพลังแห่งธาตุทั้งห้าของดินแดนแห่งนี้มาใช้ ต้านทานการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดาย
“ทุกคนนำยันต์ทะลวงค่ายกลออกมา”
สิ้นเสียงพูด คนแซ่โจวก็หยิบยันต์ทะลวงค่ายกลออกมา
กลิ่นอายเหลือเพียงขั้นต่ำระดับสองเท่านั้น แต่ก็ทำให้สวี่หยางกดดันไม่น้อย
“ข้าจะต้านไว้ให้ได้!!” สวี่หยางกัดฟันเตรียมสละศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสองอีกชิ้น เพื่อต้านทานการโจมตีครั้งนี้