ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 235 ท่านอาจารย์ข้ามีลูกนอกสมรส?
บทที่ 235 ท่านอาจารย์ข้ามีลูกนอกสมรส?
“พวกเจ้าทั้งหลายได้ยินหรือไม่ รีบทำลายค่ายกลนี้ให้จงได้”
หลิวเป้าคำรามเสียงหนึ่งแล้วพุ่งตัวออกไปพร้อมกับปายันต์ทะลวงค่ายกลระดับหนึ่งออกไป
ในเวลาเดียวกัน คนแซ่โจวก็เปิดกระดานค่ายกลที่อยู่ในมือ
กระดานนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมฝาครอบลายดอกท้อ เมื่อเปิดฝาออก ดอกท้อจำนวนมากก็พุ่งออกจากกระดานกลายเป็นทุ่งดอกไม้ขนาดเล็ก
กลีบดอกไม้แต่ละกลีบเปรียบเสมือนอาวุธที่มีอนุภาพรุนแรงและยังเป็นแหล่งดูดซับพลังปราณด้วย
“ทำลายค่ายกล!”
คนแซ่โจวตะโกนเสียงต่ำ
ทุ่งดอกไม้พุ่งใส่ค่ายกลราวกับแผ่นดินไหวถล่ม พลังปราณภายในค่ายกลก็ถูกดูดซับอย่างรวดเร็ว
สวี่หยางคำรามด้วยความโกรธ เขาถ่ายปราณหลั่งไหลเข้าสู่ค่ายกลอย่างเต็มที่เพื่อต้านทานไว้อย่างสุดความสามารถ
‘ถ้าทนไม่ไหวจริง ๆ ข้าคงต้องหนีก่อน’
สวี่หยางคิดอย่างสิ้นหวัง
อย่างไรก็ตาม บัดนี้ในมือของเขายังมีไม้ตายอยู่
“พรึบ!”
กระจกโบราณซานชิงปรากฏในมือ
“หืม? กระจกโบราณซานชิง”
คนแซ่โจวเห็นของในมือสวี่หยาง ดวงตาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เพราะเขารู้จักมันดี
นี่คือสมบัติของอาจารย์
ครั้งหนึ่งเขาเคยขอร้องให้อาจารย์มอบให้เขา แต่อาจารย์บอกว่าเขาจะใช้สิ่งนี้เพื่อประโยชน์อย่างอื่นต่างหาก!
จากที่เขาคาดเดา สมบัติชิ้นนี้อาจารย์ไม่ค่อยจะได้ใช้ประโยชน์เท่าไร เพราะฉะนั้นท่านอาจารย์จึงมอบให้กับคนสำคัญ
แต่ไม่นึกว่าจะมอบให้กับสวี่หยาง!
“หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นลูกนอกสมรสของท่านอาจารย์จริง ๆ?”
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ เพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าอาจารย์จะมอบสิ่งนี้ให้แก่เหอซีเสวี่ย
เพราะถ้าหากมอบให้แก่เหอซีเสวี่ย เหอซีเสวี่ยจะกล้าให้คนผู้นี้อย่างนั้นหรือ ไม่กลัวว่าเขาได้ของแล้วจะหนีหายไปหรือ
ถ้าเป็นเขา เขาไม่มีทางให้เด็ดขาด
คิดดูดี ๆ แล้วก็เป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะเป็นลูกนอกสมรสของท่านอาจารย์จริง ๆ
ในปีนั้น ท่านอาจารย์ได้แต่งงานกับลูกสาวของเจ้าเมืองแห่งเมืองเซียน แต่ว่าลูกทั้งสองของพวกเขาไม่มีพรสวรรค์ และไม่เป็นที่โปรดปรานของท่านอาจารย์
หลังจากนั้นก็มีข่าวลือว่าท่านอาจารย์ไปมีชู้กับคนอื่น และมีลูกด้วย
เรื่องนี้ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากในเวลานั้น
โชคยังดีที่ภรรยาของท่านอาจารย์ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร และยังได้พูดกับท่านอาจารย์ว่าจะรับเด็กกลับมาก็ได้
แต่ถูกท่านอาจารย์ปฏิเสธ
บางคนก็คาดเดาว่าเหตุใดชิงหนิวเจินเหรินจึงเป็นเช่นนี้ เพราะกังวลว่าลูกของเขาจะเกิดเรื่องหรือ?
อย่างไรก็ตามเมืองเซียนมีผลประโยชน์มากมายมหาศาล
ภรรยาเอกของเขาอยู่ในขอบเขตจินตาน แม้ว่าลูกทั้งสองจะไม่มีพรสวรรค์อะไรมากมาย แต่ด้วยทรัพยากรมหาศาล พวกเขาก็ได้ทะลวงสู่ขอบเขตจินตานขั้นต้น
หากมีเด็กที่มีพรสวรรค์โดดเด่น ก็อาจคิดแย่งชิงผลประโยชน์ของภรรยาเอกได้ เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาอาจจะถูกลอบสังหาร
…
ในใจของคนแซ่โจวเต็มไปด้วยความคิดมากมาย แต่เขาก็ไม่ได้ชะล่าใจ เขาใช้กระดานค่ายกลเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่ง
ชั่วครู่ต่อมา
เมื่อพลังของค่ายกลเบญจธาตุลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง สวี่หยางก็เริ่มตั้งรับ เขานำกระจกโบราณซานชิงออกมาฟาดไปที่กระดานค่ายกลที่อยู่ตรงหน้า
กระดานค่ายกลสู้กระจกโบราณซานชิงได้อย่างไร!?
การปะทะกันของทั้งสองทำให้กระดานค่ายกลแทบพังพินาศ ดังนั้นคนแซ่โจวจึงเก็บกระดานค่ายกลกลับไปทันที
สวี่หยางก็เก็บกระจกโบราณซานชิงกลับไปเช่นกัน
เขาหยิบตราประทับสวรรค์ขว้างใส่เหล่าผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐาน
“กึก ครืน ครืน”
“อ๊าก…”
สองผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานสิ้นชีพทันทีจากแรงสั่นสะเทือน
ผู้บำเพ็ญมนุษย์อีกสามคนที่อยู่ใกล้เคียงต่างก็กระอักเลือดออกมา
ส่วนอวี๋ลี่ที่ตีเนียนซุ่มอยู่ข้าง ๆ ถึงกับร้องครางออกมาและถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไป
แท้จริงแล้ว อวี๋ลี่มิได้เป็นอันใด แต่เกรงว่าหากขืนสู้ต่อไปจะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เขาจึงแสร้งทำเป็นเจ็บปวดเท่านั้น
สวี่หยางมิได้สนใจ เขาหันมาควบคุมตราประทับสวรรค์พุ่งเข้าโจมตีหลิวเป้า
หลิวเป้าหน้าซีดเผือดเตรียมหลบหนี
สู้มาจนถึงบัดนี้สวี่หยางสิ้นเปลืองพลังวิญญาณไปมาก
กระนั้นตราประทับสวรรค์และกระบี่หยวนชี่ ศัสตราศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้แม้ใช้ง่ายแต่ก็กินพลังปราณอย่างมหาศาล
บัดนี้พลังปราณของเขายังไม่ถึงครึ่งหนึ่งในยามปกติด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ต้องขอบคุณเสื้อคลุมระดับสามที่สวมใส่อยู่ด้วย มิเช่นนั้นคงย่ำแย่
โชคดีที่ทนมาได้ถึงตอนนี้ กองทัพหนุนหลังก็มาถึง
“มาแล้วสินะ”
คนแซ่โจวรู้สึกถึงกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญมนุษย์ในระยะไกล เขาจึงตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็น “ถอย!”
เขาเข้าใจดีว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา
ไม่เป็นไร เพราะผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดสามคนกำลังเดินทางมา เมื่อถึงเวลานั้นเขาก็ยังคงลงมือฆ่าได้อยู่ดี
“ถอย!”
หลิวเป้าออกมาแล้วรับวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
“โชคดีจริง ๆ!”
สวี่หยางถอนหายใจอย่างโล่งอก
…
ไม่นานนัก
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”
หลี่ลี่จือรีบรุดมาพร้อมตะโกนทักถามสวี่หยางด้วยสีหน้าจริงจัง
สวี่หยางส่ายหน้าแล้วพูดเสียงเคร่งขรึมว่า “พวกเจ้ามาได้ทันเวลาพอดี ข้าค่อนข้างสูญเสียพลังปราณไปมากแล้ว จำเป็นต้องฟื้นฟูร่างกาย”
“สหายเต๋าสวี่รีบไปเถอะ”
ดูจากศพบนพื้นบริเวณนี้แล้ว แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ก่อนหน้านี้ดุเดือดมาก
คราวนี้สวี่หยางได้สร้างวีรกรรมครั้งยิ่งใหญ่แล้ว
ยามนี้ทุกคนรวมไปถึงหลี่ลี่จือล้วนให้ความเคารพสวี่หยางจากใจจริง
“คนผู้นี้เป็นใคร”
…
“ห้าคนเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน เจ็ดคนขอบเขตเจี่ยตาน และขอบเขตสร้างรากฐานสี่สิบหกคน!”
สวี่หยางปล่อยจิตเทวะของตนแผ่ขยายออกไปเพื่อตรวจสอบจำนวนคนเหล่านี้
มีผู้คนมากมายคอยปกป้องเช่นนี้ ยามนี้คงไม่ต้องกลัวอะไร
“นี่คือตำแหน่งจุดศูนย์กลางของค่ายกลเบญจธาตุ ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเป็นปรมาจารย์ค่ายกล ช่วยกันปกป้องด้วย”
สวี่หยางหยิบม้วนหยกออกมา ภายในมีบันทึกของค่ายกลเบญจธาตุไว้อย่างครบถ้วน
“รบกวนสหายแล้ว”
ปรมาจารย์ค่ายกลทั้งหกต่างลงมือทันที
ส่วนสวี่หยางเดินตรงไปที่ค่ายกลเคลื่อนย้าย
ในชั่วพริบตาก็ปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นมา
เขาสัมผัสได้ถึงช่องทางลึกลับปรากฏขึ้นอยู่เบื้องหน้า ทันใดนั้นเองเขาก็พบว่าตนมาถึงพื้นที่ที่ร้อนระอุอย่างที่สุด!
“ที่นี่คือปากปล่องภูเขาไฟใต้พิภพงั้นหรือ”
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าตนได้ยืนอยู่พื้นที่แคบ ๆ ขนาดไม่ถึงสามสิบตารางหมี่ ห่างออกไปไม่ไกลมีรอยแยกขนาดใหญ่เต็มไปด้วยหินหนืดร้อนแรงอยู่ฝั่งตรงข้าม
เขาสามารถมองเห็นหินหนืดสีแดงก่ำที่กำลังเดือดปุด ๆ เป็นฟองและไหลวนอยู่ฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจน
ใกล้ ๆ บริเวณนั้น
เหอซีเสวี่ยหลับตาพักผ่อน นางไม่ได้พูดอะไรแต่ส่งกระแสจิตว่า “สวี่หยาง เจ้าทำได้ดี ตอนนี้เจ้าพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงข้า”
“ได้ เจ้าจะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะทะลวงขอบเขตจินตาน”
“สามวัน”
สวี่หยางพยักหน้า
สามวันไม่มาก
ยามนี้มีผู้มาช่วยเหลือมากมาย แม้ศัตรูจะใช้ยันต์ทะลวงค่ายกลจนเกือบหมด เราก็ยังสามารถต้านทานได้อย่างน้อยสองวัน
แน่นอนว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดจะต้องไม่ใช่ผู้ลงมือ
และแล้วสวี่หยางก็เริ่มรอคอย
…
ส่วนด้านนอก เมื่อผู้คนของหลี่ลี่จือมาถึง ทุกคนก็ได้เสริมกำลังค่ายกลแห่งนี้
ในยามเที่ยงคืนสำนักหมัดไท่อี้และพันธมิตรหลิวอู๋พร้อมกับเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ได้เดินทางมาถึง และเผชิญหน้ากับกองกำลังจากเมืองเซียน
ทั้งสองฝ่ายเริ่มโจมตีกันโดยมีค่ายกลเป็นศูนย์กลาง
ในฐานะฝ่ายตั้งรับ ฝั่งเมืองเซียนถือว่ารับมือได้ค่อนข้างสบาย
สองวันต่อมา
สวี่หยางฟื้นฟูสภาพร่างกายจนกลับสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
น่าเสียดายที่ยังหล่อเลี้ยงยันต์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองใบได้ไม่สมบูรณ์
เขาเฝ้าสังเกตเหอซีเสวี่ยที่อยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งนางยังคงอยู่ในสภาพเช่นนี้มาเป็นเวลานาน เพราะความร้อนใต้พิภพครั้งนี้มิใช่ธรรมดา หากแต่เป็นความร้อนที่สามารถแผดเผาพลังวิญญาณได้
โชคดีที่เสื้อคลุมของพวกเขาที่สวมใส่นั้นมีความพิเศษ สามารถต้านทานความร้อนนี้ได้
แม้จะเป็นเช่นนั้น ทั้งสองก็ยังเหงื่อโซมกายจนทั่วตัว เสื้อผ้าด้านในเปียกชุ่มด้วยหยาดเหงื่อ
“ข้าหลอมแก่นจินตานเสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการหล่อหลอมให้มั่นคงเท่านั้น”
สวี่หยางสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายจินตานบนร่างเหอซีเสวี่ยนั้นเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงรู้สึกยินดีจากใจจริง
เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะได้รับผลพลอยได้ไปด้วย
‘คราวนี้ข้าได้อุทิศตนช่วยเหลือเหอซีเสวี่ยในการปกป้องนาง ไม่รู้ว่านางจะให้รางวัลอะไรแก่ข้า’
ในยามที่สวี่หยางกำลังคาดหวังว่าจะได้รับสิ่งดี ๆ ในภายภาคหน้า จู่ ๆ เขาก็รู้สึกถึงจิตเทวะอันทรงพลังที่แผ่ออกกว้างกวาดผ่านเข้ามาที่นี่
“หืม?”
สวี่หยางสีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก “มีคนอยู่”
“เจ้าก็รู้สึกเช่นกันหรือ?”
สีหน้าเหอซีเสวี่ยไม่สู้ดี “แต่ไม่เป็นไร ใต้พื้นพิภพแห่งนี้ ท่านอาจารย์ของข้าใช้ค่ายกลปกป้องไว้ แม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานสิบคนรุมโจมตีก็ต้องใช้เวลาถึงสามวันกว่าจะทำลายได้”
อย่างไรเสียค่ายกลใต้พิภพก็ย่อมมีความแข็งแกร่งทนทานกว่า
สวี่หยางถอนหายใจอย่างโล่งอก “เช่นนั้นก็ดียิ่ง”
“แต่…” เหอซีเสวี่ยเปลี่ยนคำพูด “อีกฝ่ายมีจิตเทวะพลังไม่ธรรมดา หากอีกฝ่ายรู้จักใช้จิตเทวะในการโจมตี เกรงว่าจะทำให้ข้าได้รับผลกระทบเป็นแน่”
สวี่หยางขมวดคิ้ว ตัวเขาเองก็มีจิตเทวะ แม้จะแข็งแกร่งแต่ไม่รู้วิธีการใช้งานเพื่อโจมตี ส่วนการป้องกันยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ราวกับเขามีปืนกระบอกหนึ่ง แต่กลับใช้ไม่เป็น ยิงมั่วซั่วไปทั่ว
เหอซีเสวี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง กัดฟันแน่นแล้วกล่าว “ข้ามีอุบายหนึ่ง”
“เซียนเหอ ในยามคับขันเช่นนี้ เจ้ามีวิธีใดก็กล่าวออกมาเถิด”
เมื่อเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ สวี่หยางอดเป็นกังวลไม่ได้
“เรา..หลอมรวมจิตเทวะเข้าด้วยกัน เจ้าควบคุมข้าและข้าควบคุมเจ้าได้ เจ้ามีจิตเทวะที่เหนือกว่า แต่ข้าสามารถใช้จิตเทวะในการโจมตีที่เหนือกว่าเจ้า…”
กล่าวจบ เหอซีเสวี่ยก็อดรู้สึกสิ้นหวังไม่ได้
จิตเทวะของทั้งคู่หลอมรวมกัน เท่ากับเป็นการมอบตัวตนให้แก่กันอย่างสิ้นเชิง
ซึ่งเลวร้ายยิ่งกว่าการพลีกายเสียอีก
มีผู้บำเพ็ญมนุษย์กล่าวโดยตรงว่าวิธีนี้คือ ‘การผสานเทวะ’
หลายคู่บำเพ็ญใช้หนทางนี้เพื่อขัดเกลาพลังจิตเทวะซึ่งกันและกัน
เอ่อ… พูดอย่างเคร่งครัดแล้วก็เป็นวิถีการฝึกบำเพ็ญคู่ชนิดหนึ่ง
…
สวี่หยางแม้ไม่เคยลอง ทว่าเขาก็เคยได้ยินมา…
อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าปั้นยากออกมา
เหอซีเสวี่ยจะชวนเขาผสานเทวะ!
“เซียนเหอ ข้าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ เกรงว่าจะทำไม่ได้”
สวี่หยางกล่าวอย่างสิ้นหวัง
“ไม่เป็นไร เจ้าเพียงนอนราบเฉย ๆ ข้าจะลงมือเองก็ได้”
เหอซีเสวี่ยอธิบายอย่างอดทน
กล่าวจบ นางก็เบือนใบหน้างามหลบไปเล็กน้อย เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเพิ่งพูดออกมานั้นดูไร้มารยาทนัก จึงรีบอธิบายว่า “สวี่หยาง เจ้าอย่าคิดมากไปเลย นี่เป็นเพียงจิตเทวะหลอมรวมกันเท่านั้น!”
“เท่าที่ข้ารู้ การหลอมรวมกันของจิตเทวะต้องวางใจในตัวอีกฝ่ายอย่างแท้จริงมิใช่หรือ?” สวี่หยางกล่าว
เหอซีเสวี่ยกล่าวว่า “ถูกต้อง แต่เราก็มีความสัมพันธ์เช่นนั้นกันแล้วมิใช่หรือ? ข้าให้เจ้าเป็นผู้พิทักษ์ที่ใกล้ชิดที่สุดเพียงผู้เดียว ในทางกลับกันก็คือข้าวางใจในตัวเจ้าอย่างแท้จริง! ส่วนเจ้าจะวางใจข้าหรือไม่…” นางถอนหายใจแผ่วเบา “ยามนี้เจ้าก็ทำได้เพียงวางใจข้าแล้ว แล้วอีกประการเมื่อจิตเทวะหลอมรวมกันแล้ว ข้าก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้หรอก ตอนนี้ศัตรูของเราก็คือคนเดียวกันทั้งนั้น”
แท้จริงแล้ว สวี่หยางรู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดของเหอซีเสวี่ยนั้นเป็นความจริง
“ซู่ ๆ…”
ทันใดนั้น จิตเทวะอันทรงพลังก็แผ่กระจายออกมาอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงอันเย็นเยียบของผู้บำเพ็ญมนุษย์ดังขึ้น
“เหอซีเสวี่ย คราวนี้เจ้าจะหนีไปทางไหนได้ เจ้าคิดว่าการมาหลบซ่อนอยู่ที่นี่จะทำให้เจ้าปลอดภัยหรือไร ในสายตาของโม่อวี้เจินเหรินอย่างข้าแล้ว กลอุบายน้อยนิดของเจ้ามิอาจทำให้ข้าเชื่อได้”
เมื่อเสียงนั้นจบลง พลังของจิตเทวะก็แปรเปลี่ยนเป็นเข็มนับพันเล่มพุ่งเข้ามา
“อ้าว เจ้ายังมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ด้วย”
โม่อวี้เจินเหรินเอ่ยด้วยความประหลาดใจ เขาแผดเสียงเบา ๆ “จงสังหารเด็กคนนี้เสียก่อน”
ในความคิดของเขาแล้ว ผู้ใดก็ตามที่สามารถมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน! คาดว่าจะเป็นผู้ช่วยหรือผู้พิทักษ์คนใดคนหนึ่งของเหอซีเสวี่ยกระมัง
หากสังหารเขาได้ พลังปราณของเหอซี่เสวี่ยก็คงจะอ่อนแอลง
และถึงแม้จะทำได้เพียงกระทบกระเทือนจิตใจของเหอซีเสวี่ยนั่นก็เพียงพอแล้ว
จิตเทวะแปรเปลี่ยนเป็นของมีคมพุ่งเข้าใส่ภวังค์จิตของสวี่หยาง
“หึ!!”
สวี่หยางแผดเสียงเบา ๆ รีบใช้จิตเทวะอันมหาศาลต้านไว้
แม้จิตเทวะของอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งมาก แต่ก็ยังคงเป็นรองเขาอยู่ เขาจึงสามารถต้านทานไว้ได้อย่างยากลำบาก
“ไม่เป็นไร โม่อวี้เจินเหรินอยู่ในขอบเขตจินตาน จิตเทวะของเจ้าจึงสามารถต้านทานได้”
เหอซีเสวี่ยกล่าวด้วยความเป็นห่วง
สวี่หยางพยักหน้า “สามารถต้านทานได้ แต่จิตเทวะของอีกฝ่ายแปลกประหลาดมาก ข้าจำเป็นต้องใช้กำลังทั้งหมด”
“ข้าถึงบอกว่าเราต้องร่วมมือกัน สวี่หยาง เจ้าจงเชื่อใจข้าเถอะ”
“เข้าใจแล้ว”
สวี่หยางเดินเข้าไป ทันใดเหอซีเสวี่ยก็คว้ามือของเขาไว้ นางจ้องมองสวี่หยางด้วยสายตาร้อนแรง
“อย่าตื่นเต้น จิตเทวะของข้าแกร่งกล้า เจ้าอดทนหน่อย อีกสักครู่ก็จะรู้สึกสบายแล้ว” เหอซีเสวี่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
สวี่หยาง “…”
ประโยคนี้ฟังดูแปลก ๆ
เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
ของข้าใหญ่มาก เจ้าอดทนหน่อย…