ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 236 ผสานจิตเทวะแบ่งปันเสื้อคลุม
บทที่ 236 ผสานจิตเทวะแบ่งปันเสื้อคลุม
“อะ… เอ่อ เซียนเหอ เมื่อเจ้าจะส่งจิตเทวะเข้ามาช่วยร้องบอกข้าสักนิดเถิด จะได้เตรียมพร้อมรับมือ”
สวี่หยางพูดสีหน้าจริงจัง
“ย่อมได้เช่นนั้น ข้าจะเข้าไปแล้วนะ”
“ดี งั้นเจ้าก็มาเถิด”
สวี่หยางปิดเปลือกตาลง ปล่อยจิตเทวะแผ่ขยายออกไป
ทันใดนั้น จู่ ๆ เขาก็รู้สึกได้ว่ามีสิ่งใดบางอย่างแทรกเข้ามาอย่างรุนแรง!
“ซี้ด…”
เขาสูดหายใจเข้าไปพร้อมกับร้องด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ย…”
ความรู้สึกที่จิตเทวะถูกฉีกขาดทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด
ในระหว่างนั้น เขาก็ระมัดระวังเช่นกัน โดยใช้จิตเทวะส่วนหนึ่งตั้งเป็นเกราะป้องกันเพื่อป้องกันไม่ให้เหอซีเสวี่ยทำอะไรเกินเลย ซึ่งมันไม่ดีแน่หากจะทำร้ายเขา
โชคดีที่เหอซีเสวี่ยกลับอ่อนโยนในเวลาต่อมา จิตเทวะของนางที่แผ่กระจายออกมาอย่างรุนแรงในตอนแรกเริ่มนุ่มนวลขึ้น
อืม ช่างนุ่มนวลเสียจริงราวกับน้ำมันหล่อลื่น
ภายในไม่ช้าสวี่หยางก็เริ่มชินกับความรู้สึกนี้แล้ว
“บิดาเจ้าเถอะ! พวกเจ้ากำลังทำอะไร”
หลาย ๆ ครั้งแล้วที่โม่อวี้เจินเหรินปล่อยให้จิตเทวะโจมตี แต่ก็กลับพบว่าจิตเทวะด้านนั้นแข็งแกร่งกว่าเดิม
นี่ทำให้เขาไม่อยากเชื่อ
“ช้าก่อน พวกท่านมิได้หลอมรวมเข้าด้วยกันแล้วหรือ”
โม่อวี้เจินเหรินเพิ่งรู้สึกตัว
“ดีมาก เหอซีเสวี่ย ผู้ที่ข้าปกป้องหาได้ธรรมาดาไม่ แต่พวกเจ้าอย่าคิดว่าข้ามีเพียงการโจมตีด้วยจิตเทวะนี้เท่านั้น ข้ายังมีหนทางอื่น ๆ อีกมากมาย!!”
สิ้นคำพูด จิตเทวะของเขาก็ค่อย ๆ หายไป
“เขายังมีกลอุบายใดอีก” สวี่หยางขมวดคิ้ว กล่าวอย่างสิ้นหวัง “เซียนเหอเจ้าช่างโชคร้าย ที่เจ้ามีศัตรูมากมายเพราะเจ้ามักไปกลั่นแกล้งผู้อื่นงั้นหรือ”
เหอซีเสวี่ยยิ้มเจื่อน กล่าวอย่างสิ้นหวัง “เจ้าไม่เข้าใจ ในเมืองเซียนเต็มไปด้วยผลประโยชน์ที่ซับซ้อนนัก บางทีข้ามิได้อยากจะต่อสู้ แต่ก็มิอาจเลี่ยงได้ ผลของการไม่ต่อสู้ก็คือความตาย!! มิเช่นนั้นผู้คนจะคิดว่าเจ้าอ่อนแอและจะเหยียบย่ำเจ้าได้ง่าย ๆ”
นางกล่าวต่อ “โม่อวี้เจินเหรินผู้นี้เดิมเป็นเถ้าแก่หอการค้า เนื่องด้วยขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจ ข้าจึงได้ปราบปรามหอการค้าของเขาและทำให้เขาต้องอพยพจากที่นี่ไป เมื่อเขากลับมาคราวนี้ ข้าสงสัยว่าคงมีคนติดต่อเขาเพื่อจัดการกับข้า”
“เมืองของพวกเจ้ามีสายลับมากน้อยเพียงใด” สวี่หยางเอ่ยถาม
“ไม่แน่ชัดนัก รู้แค่ว่ามีไม่น้อย”
สวี่หยางส่ายหัว ขณะนั้นจิตเทวะของทั้งคู่ก็หลอมรวมเข้าด้วยกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว
มิอาจปฏิเสธได้
ความรู้สึกนี้ช่างวิเศษนัก
ในจิตเทวะเขามองเห็นแม้กระทั่งเรือนร่างอันอ่อนนุ่มของเหอซีเสวี่ย
ไหล่เนียนนุ่ม หน้าท้องแบนราบ และไฝเล็กจิ๋วที่ต้นขาขวา
มิใช่ว่าสวี่หยางจงใจมอง
แต่ต้องเข้าใจว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ มีหลายคนเป็นพยานได้
ส่วนใหญ่เป็นเพราะจิตเทวะของทั้งสองหลอมรวมกัน แม้ว่าเขาจะไม่อยากมอง จิตเทวะก็จะถ่ายทอดมายังเขาเอง
เหมือนกับการหายใจ แม้ว่าเจ้าจะไม่อยากดมกลิ่นใด ๆ แต่เป็นไปไม่ได้เลย
เป็นธรรมดาที่เหอซีเสวี่ยจะรู้สึกถึงจิตเทวะของสวี่หยาง ร่างกายนางแดงระเรื่อเล็กน้อย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะความร้อนหรือความเขินอายกันแน่
แต่เมื่อพิจารณาว่าเหอซีเสวี่ยมิใช่สตรีธรรดา หากแต่เป็นยอดฝีมือ ย่อมมีจิตใจเข้มแข็งมาก คาดว่าคงไม่เขินอายเหมือนเด็กสาวทั่วไป
สวี่หยางก้มศีรษะเพื่อปิดบังดวงตา แต่ก็แอบเหลือบมองทางเหอซีเสวี่ย เขากลับพบว่าสีหน้าของนางสงบมาก ปฏิกิริยาเช่นนี้เห็นได้ว่าสตรีผู้นี้มิใช่บุคคลธรรมดา นางมีจิตใจที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
แต่หารู้ไม่ว่าขณะนี้ในใจของเหอซีเสวี่ยก็ปั่นป่วนไม่แพ้กัน
นางมิคาดคิดว่าจะได้หลอมรวมจิตเทวะกับสวี่หยาง จิตเทวะอันทรงพลังนี้ทำให้นางรู้สึกหลงใหล
ในเวลาเดียวกันนางก็รับรู้ถึงร่างกายกำยำของสวี่หยางได้ชัดเจน ทำให้นางอดประหลาดใจไม่ได้
ร่างกายกำยำแข็งแรงเสียจริง
โดยเฉพาะกล้ามท้องเป็นมัดทั้งหก
โดยปกติแล้ว ผู้บำเพ็ญมนุษย์ธรรมดาจะไม่ฝึกร่างกาย เพียงอาศัยพลังปราณในการต่อสู้เท่านั้น จึงทำให้ร่างกายบอบบางเป็นธรรมดา
แต่มีผู้บำเพ็ญมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่แตกต่าง พวกเขาจะฝึกร่างกายจึงมีรูปร่างที่สวยงาม
เหอซีเสวี่ยก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนร่างกายของนางนั้นมิได้มาจากความปรารถนาที่จะยกระดับพลังปราณ แต่เพียงต้องการให้ร่างกายของตนนั้นไร้ที่ติยิ่งขึ้นเท่านั้น
นี่คือสิ่งที่ผู้แข็งแกร่งควรกระทำ
ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงมิใช่เพียงจิตใจและพลังปราณเข้มแข็งเท่านั้น แต่ยังมีวินัยต่อร่างกายของตนอย่างเคร่งครัดอีกด้วย
นางเป็นคนเช่นนั้น
ดังนั้นนางจึงมีกล้ามเนื้อหน้าท้องหกมัด
เมื่อมองไปที่ร่างกำยำล่ำสันแล้ว นางก็พยักหน้า สวี่หยางเองก็ฝึกฝนร่างกายไม่ต่างกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกดูดี ๆ แล้วเขามีภรรยาถึงสี่คน หากมิได้ฝึกฝนร่างกายแล้วจะไม่ถูกดูดพลังจนเหือดแห้งหรือไร?
ระหว่างที่กำลังใคร่ครวญอยู่นั้น การโจมตีจากจิตเทวะภายนอกก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว สวี่หยางและเหอซีเสวี่ยล้วนสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่
เหอซีเสวี่ยปล่อยมือจากสวี่หยาง เอ่ยว่า “อย่างไรก็ต้องระมัดระวังให้มากขึ้น ข้ารับรู้ได้ว่าโม่อวี้เจินเหรินยังคงวนเวียนอยู่แถวนี้ อาจลงมืออีกก็เป็นได้”
สวี่หยางพยักหน้ารับ แล้วลอบถอนหายใจ ไม่นึกมาก่อนว่าสักวันจะได้ใกล้ชิดกับเหอซีเสวี่ยถึงเพียงนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงแล้วเหอซีเสวี่ยยังคนเป็นคนง่าย ๆ
ปุด ปุด ปุด
ทันใดนั้น
ในระยะไม่ไกล บริเวณปลายของรอยแยกดินแดนศิลาหลอม ที่เมื่อครู่ยังสงบนิ่ง จู่ ๆ ศิลาหลอมก็กระเพื่อมไหว
“อีกฝั่งมีร่องรอยของจิตเทวะ โม่อวี้เจินเหรินกำลังคิดหลอมหินให้ละลาย”
สวี่หยางก็รู้สึกได้เช่นกัน
ทันทีที่พูดจบ ศิลาหลอมก็พุ่งเข้ามา
ตู้ม!
รอยแยกแคบ ๆ ถูกทะลวง จากนั้นศิลาหลอมร้อนจัดก็ไหลบ่าเข้ามา
โดยปกติแล้วผู้บำเพ็ญมนุษย์สามารถใช้พลังยุทธ์เพื่อหยุดยั้งศิลาหลอมได้
แต่ต้องเข้าใจว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของเหอซีเสวี่ยที่กำลังจะทะลวงขอบเขตจินตาน ดังนั้นนางจึงไม่สามารถจะใช้พลังวิญญาณอันล้ำค่าเพื่อต้านทานศิลาหลอมนี้ได้
ส่วนสวี่หยางก็เช่นกัน
ตอนนี้จิตเทวะของเขาและเหอซีเสวี่ยหลอมรวมกันแล้ว หากเขาจะแยกจิตเทวะเพื่อใช้พลังวิญญาณ ถ้าเป็นปริมาณน้อยก็ยังพอไหว แต่หากเป็นปริมาณมาก เหอซีเสวี่ยจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ผลกระทบนี้มีทั้งมากและน้อย ไม่มีใครบอกได้ว่าจะก่อให้เกิดผลอย่างไร
“ยามนี้พึ่งได้เพียงเสื้อคลุมเพื่อต้านทานเท่านั้น”
เหอซีเสวี่ยพูดจบก็ใช้พลังปราณหยิบเสื้อคลุมออกมาสามตัวและสวมใส่
เสื้อคลุมตัวนอกสุดคือขั้นสูงระดับหนึ่ง
ตรงกลางคือขั้นต่ำระดับสอง
ส่วนตัวในสุดนี้สวมใส่อยู่ตลอดเวลาเป็นขั้นกลางระดับสอง
สวี่หยางพยักหน้า ชุดคลุมที่เขาสวมใส่อยู่คือเสื้อคลุมปัญจกว่างหานขั้นยอดเยี่ยมระดับสาม ดีกว่าชุดคลุมของเหอซีเสวี่ยทั้งสามชุดรวมกันถึงร้อยเท่า
ความแตกต่างนี้ยิ่งใหญ่มาก
ถึงขนาดที่จนถึงตอนนี้เขาไม่ได้รับผลกระทบจากศิลาหลอมเลย
ในทางกลับกัน ชุดคลุมระดับหนึ่งตัวนอกสุดของเหอซีเสวี่ยเริ่มสูญเสียพลังวิญญาณอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปหนึ่งก้านธูปเสื้อคลุมก็ลุกไหม้ทันที
สีหน้าเหอซีเสวี่ยไม่สู้ดีนัก ก่อนจะโยนชุดคลุมทิ้งไปไกล ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ ศิลาหลอมนี้คือเส้นชีพจรวิญญาณใต้พิภพ มีพลังในการกัดกร่อนพลังวิญญาณ เสื้อคลุมระดับสองธรรมดา ๆ ทนได้ไม่นานหรอก”
เมื่อโม่อวี้เจินเหรินรับรู้ว่าเสื้อคลุมของเหอซีเสวี่ยชุดหนึ่งไร้ประโยชน์แล้ว ก็ยิ้มลูบเคราพลางปล่อยคลื่นจิตเทวะออกมากวนศิลาหลอม โจมตีอย่างต่อเนื่อง
เมื่อจิตเทวะของเหอซีเสวี่ยและสวี่หยางหลอมรวมกันแล้ว แน่นอนว่าจิตเทวะในยามนี้จะต้องแข็งแกร่งกว่าโม่อวี้เจินเหรินมาก
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจิตเทวะหลังจากหลอมรวมกัน มีไว้เพื่อการป้องกันเท่านั้น หากต้องการโจมตีกลับไปก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
ถึงขนาดที่ว่าทั้งสองคนได้แต่มองศิลาหลอมร้อนระอุไหลเข้ามาเรื่อย ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ไม่นานนักเสื้ออคลุมตัวที่สองของเหอซีเสวี่ยก็ถูกกัดกร่อนจนไหม้เกรียมไปในเวลาอันรวดเร็ว
บัดนี้ เหลือเพียงตัวสุดท้าย
เหอซีเสวี่ยเริ่มมีใบหน้าขาวซีด จิตใจได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
เพราะหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เสื้อคลุมตัวสุดท้ายของนางก็ต้องสูญสิ้น นั่นก็หมายความว่าจะต้องหยุดหลอมรวมแก่นจินตาน
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ขณะนี้นางจะสามารถหลอมรวมได้เพียงแก่นจินตานระดับต่ำสุดเท่านั้น!!
นั่นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
“โอ๊ะ”
ทันใดนั้นโม่อวี้เจินเหรินก็ร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ
“เด็กน้อย เสื้อคลุมที่เจ้าสวมใส่นั้นเยี่ยมยอดนัก”
เสื้อคลุมระดับสามสามารถต้านทานศิลาหลอมที่แผดเผาได้ กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมานั้นทรงพลังยิ่ง ศิลาหลอมไม่อาจเข้าใกล้ได้แม้แต่นิด
นั่นคือพลังแข็งแกร่งของเสื้อคลุมขั้นสูง
หากสมบัติศักดิ์สิทธิ์ยิ่งมีระดับสูง ก็ยิ่งมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เช่นเสื้อคลุมทั้งสามตัวของเหอซีเสวี่ยที่นำมารวมกันก็เทียบไม่ได้กับเสื้อคลุมปัญจกว่างหานที่สวี่หยางสวมใส่
“ท่าไม่ดีแล้ว เสื้อคลุมของข้าใช้ไม่ได้แล้ว”
เหอซีเสวี่ยมองเสื้อคลุมตัวสุดท้ายของตนที่พลังวิญญาณกำลังลดลง เห็นได้จากลวดลายบางส่วนของเสื้อคลุมที่เริ่มไหม้เกรียม นางรู้สึกวิตกกังวลยิ่งนัก
อีกทั้งเพราะเหลือเสื้อคลุมเพียงตัวเดียวแล้ว แม้แต่ชุดตัวในของนางก็ยังได้รับผลกระทบจากศิลาหลอม พลังวิญญาณเริ่มลดลง และจะกลายเป็นผ้าธรรมดาในไม่ช้า
หากแปรสภาพเป็นผ้าธรรมดา ด้วยกลิ่นอายจินตานของนางในยามนี้ อาจทำให้ผ้าธรรมดาฉีกขาดได้โดยง่าย
ยามนั้นนางคงเปลือยเปล่า
สวี่หยางย่อมรู้ว่าเหอซีเสวี่ยคิดเช่นไร เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “เซียนเหอ เจ้าไว้ใจข้ามากพอใช่หรือไม่ เจ้าอาจหลบเข้ามาในเสื้อคลุมของข้า เรามาร่วมใช้เสื้อคลุมผืนเดียวกัน”
เหอซีเสวี่ยขมวดคิ้ว การใช้เสื้อคลุมร่วมกันกับสวี่หยางหมายความว่าทั้งสองต้องแนบชิดกัน
แม้สวี่หยางจะดูเป็นสุภาพชน แต่กระนั้นนางก็ยังรู้สึกเขินอายอยู่ดี
ทว่าในเวลานี้ ดูเหมือนจะไม่มีหนทางใดที่ดีกว่าแล้ว
ทันใดนั้นเสื้อคลุมบนตัวนางถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว
“เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!?”
เหอซีเสวี่ยร้องออกมาเบา ๆ ความร้อนของศิลาหลอมเบื้องหลังสูงกว่า
“ฮ่า ๆ ๆ เหอซีเสวี่ย บัดนี้ข้าใช้ศิลาหลอมแกนกลาง เจ้าตายแน่”
“โม่อวี้เจินเหริน ศิลาหลอมในเแกนกลางสามารถจุดประกายพลังวิญญาณ แม้กระทั่งกัดกร่อนจิตเทวะได้ เจ้าไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาเช่นนี้ จิตเทวะของเจ้าคงจะต้องได้รับบาดเจ็บเช่นกัน เจ้าเต็มใจหรือ”
เหอซีเสวี่ยเยาะหยันกล่าว
“ฮ่า ๆ ๆ มีสิ่งใดที่ไม่เต็มใจ เพียงทำให้เจ้าบาดเจ็บ ลดระดับแก่นจินตานของเจ้าก็เพียงพอแล้ว!!”
สิ้นคำเหอซีเสวี่ยก็ขมวดคิ้ว ไม่นานนักพลังวิญญาณของเสื้อคลุมก็หมดสิ้น
“สวี่หยาง เช่นนั้นรบกวนเจ้าแล้ว”
นางเปิดเสื้อคลุมของสวี่หยางออก
เสื้อคลุมปัญจกว่างหานสามารถขยายและหดได้ กว้างที่สุดสามารถซ่อนคนไว้ข้างในได้ถึงห้าคน
ดังนั้นเหอซีเสวี่ยจึงหลบเข้าไปได้โดยง่ายดาย สวี่หยางห่มเสื้อคลุมให้กับนาง เมื่อสังเกตดี ๆ เสื้อคลุมที่นางสวมทับไว้นั้นหลุดออกไปแล้ว เหลือเพียงชุดสีขาวด้านใน รวมถึงชุดตัวในสีชมพูอ่อน
ด้านนอก ศิลาหลอมได้โอบล้อมพวกเขาอย่างรวดเร็ว
พลังวิญญาณของเสื้อคลุมปัญจกว่างหานนั้นแข็งแกร่งมาก จึงไม่ต้องกังวลอะไรในระยะเวลาอันใกล้นี้
“สวี่หยาง โอบข้าไว้ ลดพื้นที่รับแรงกระแทก”
เหอซีเสวี่ยสั่งการโดยไม่ยอมให้โต้แย้ง
“ขออภัย”
สวี่หยางประคองร่างของนาง ขาทั้งสองของพวกเขาพันเกี่ยวกัน ใบหน้าแนบชิด รับรู้กลิ่นอายของกันและกัน
หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สวี่หยางจะมีปฏิกิริยาบางอย่าง เหอซีเสวี่ยจึงดุว่า
“ข่มใจไว้”