ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 237 ดูเหมือนว่าจะเป็นแค่ความสัมพันธ์ชั่วคราว
บทที่ 237 ดูเหมือนว่าจะเป็นแค่ความสัมพันธ์ชั่วคราว
สวี่หยางมองไปยังใบหน้าอันงดงามของเหอซีเสวี่ย ครุ่นคิดอยู่ในใจว่านางจะอดทนได้หรือ?
ด้วยความจำใจ สวี่หยางจึงพูดอย่างจริงจังว่า “รูปกายนั้นว่างเปล่า ว่างเปล่าก็คือรูปกาย รูปกายนั้นว่างเปล่า ว่างเปล่าก็คือรูปกาย รูปกายนั้นว่างเปล่า ว่างเปล่าก็คือรูปกาย…”
ฟังสวี่หยางพูดซ้ำไปมา เหอซีเสวี่ยก็อดหัวเราะไม่ได้
ขณะเดียวกัน นางรั้งตัวสวี่หยางเข้ามาใกล้มากขึ้น ชายหนุ่มสูงกว่านางเล็กน้อย แววตาที่งดงามของเหอซีเสวี่ยจ้องไปที่หน้าผากของสวี่หยาง แล้วส่งเสียงผ่านทางจิต “ถอดหน้ากากของเจ้าออกเถอะ ข้าใช้จิตเทวะปกปิดใบหน้าของเจ้าแล้ว”
“อืม…” สวี่หยางพยักหน้า
เหอซีเสวี่ยมองใบหน้าของสวี่หยางแล้วพูดว่า “อย่าเกร็งไปเลย คิดเสียว่าเป็นเพียงความสัมพันธ์ชั่วคราว”
ความสัมพันธ์ชั่วคราว?
สวี่หยางที่ได้ฟังพลันนิ่งอึ้ง
“เหอซีเสวี่ย เจ้านี่มันช่างน่ารังเกียจเสียจริง! โผเข้ากอดชายแปลกหน้าโดยไม่รู้สึกละอายเลยหรือ?”
เสียงของโม่อวี้เจินเหรินดังขึ้น แฝงไปด้วยความสิ้นหวังอย่างที่สุด!
สวี่หยางพูดขึ้น “เซียนเหอ… มิต้องสนใจเขาหรอก เขากำลังพยายามทำให้เจ้าโกรธเพื่อรบกวนจิตใจของเจ้า”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เหอซีเสวี่ยขยับตัวเข้ามาใกล้สวี่หยางอีกเล็กน้อย จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่ผ้าบาง ๆ กั้น
กล่าวตามตรงว่าความรู้สึกเช่นนี้ถือเป็นความทุกข์ทรมานแสนสาหัสสำหรับสวี่หยาง
เขาทำได้เพียงหลับตาลง
“เจ้าเด็กคนนี้เป็นลูกนอกสมรสของชิงหนิวเจินเหรินจริง ๆ หรือ?”
โม่อวี้เจินเหรินประหลาดใจ
“ลูกนอกสมรสหรือ?” เหอซีเสวี่ยหันมาถามสวี่หยางโดยใช้กระแสจิต “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
สวี่หยางเล่าเรื่องราวให้ฟังคร่าว ๆ อย่างสิ้นหวัง “ข้าก็มิอาจรู้ว่าเพราะเหตุใด เจ้าหลิวเป้าจึงปล่อยข่าวลือว่า ข้าเป็นลูกนอกสมรสของชิงหนิวเจินเหริน”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง แต่มานึกดูอีกที ทั้งชุดของเจ้าก็ดูดีกว่าข้าเสียอีก พวกเขาสงสัยเช่นนั้นก็สมควรอยู่หรอก”
เหอซีเสวี่ยกล่าวเสียงเบา
ในใจของนางคาดการณ์ว่า สวี่หยางอาจเคยได้โอกาสล้ำค่าบางอย่าง
เช่น ถ้ำฝึกตนโบราณ หรือซากโบราณสถานบางแห่ง แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยออกไป เพราะแต่ละคนล้วนก็มีความลับอยู่ด้วยกันทั้งนั้น
เมื่อคิดทบทวน นางจึงกล่าวว่า “แต่เรื่องนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน เจ้าไม่ต้องปฏิเสธสิ่งใด ปล่อยให้พวกเขาคิดต่อไปว่าเจ้าเป็นลูกนอกสมรสของอาจารย์ข้า เช่นนั้นจะไม่มีใครสงสัยตัวตนที่แท้จริงของเจ้าเลย พวกเขาจะได้ไม่ตามรังควานเจ้าด้วย”
“ปัจจุบันมีเพียงหลี่ลี่จือที่ล่วงรู้ถึงตัวตนของเจ้า ส่วนทางนั้นข้าจะจัดการเอง บอกเขาไปว่า เมื่อเจ้าช่วยเหลือข้าในฐานะผู้พิทักษ์เสร็จแล้วก็จะจากไป”
สวี่หยางพยักหน้า “ตกลง เอาตามที่เจ้าว่า”
“เวลานี้เราต่างแนบชิดจนถึงเพียงนี้ แม้จะยังไม่ถึงขั้นสุดท้าย แต่ท่าทางเช่นนี้ก็ใกล้เคียงแล้ว นับว่าเราเปิดเผยต่อกันอย่างหมดเปลือก หากแต่หลังจากนี้เจ้ามีเรื่องใด ข้าจะช่วยเหลือเจ้าอย่างสุดความสามารถ”
นับเป็นสัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากเซียนผู้สูงส่งหรือ
สวี่หยางพยักหน้า
ขณะที่ทั้งสองสื่อสารกัน โม่อวี้เจินเหรินก็ยังคงโวยวายไม่หยุด น่าเสียดายที่เหอซีเสวี่ยใช้จิตเทวะปิดกั้นเสียงของเขาไปแล้ว
ตอนนี้แม้ว่าโม่อวี้เจินเหรินจะใช้จิตเทวะสอดแนมพวกเขาอย่างไร ก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าทั้งสองกำลังทำอะไร
และก็ไม่อาจเข้าไปหาพวกเขาได้ จึงทำได้แค่ร้อนใจเท่านั้น
…
ท่ามกลางบรรยากาศอันร้อนระอุ ภายในเสื้อคลุมกลับมีอุณหภูมิที่เหมาะสม สวี่หยางที่รู้สึกอึดอัดเป็นครั้งคราวจึงขยับตัว แต่การกระทำของเขากลับสร้างความอึดอัดให้กับเหอซีเสวี่ยมากขึ้นกว่าเดิม
สวี่หยางรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น
ลมหายใจของเหอซีเสวี่ยเริ่มถี่ขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าสวี่หยางจะเป็นสุภาพบุรุษแต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เหอซีเสวี่ยจะได้เข้าสู่รายชื่อภรรยาของเขา?
หากเป็นจริงได้ ในอนาคตเขาก็คงจะได้รับรางวัลจากภรรยาห้าเท่า ความสุขอีกห้าเท่า!
อย่างไรก็ตาม การให้สวี่หยางริเริ่มเองนั้นเป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด
อย่างไรเสียเขาก็เป็นสุภาพบุรุษ
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และในพริบตาเวลาก็ล่วงเลยไปแล้วสามวัน
เมื่อโม่อวี้เจินเหรินเห็นว่าสถานการณ์ไม่เป็นใจ เขาจึงด่าทอเสียงดังลั่น แล้วจากไป
ว่ากันว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ได้ต่อสู้อย่างสุดกำลังกับชิงหนิวเจินเหริน สถานการณ์ตอนนี้จึงจบลงที่ทั้งคู่เสมอกัน และได้แยกย้ายกันไปแล้ว
นั่นหมายความว่า ชิงหนิวเจินเหรินไม่มีเรื่องให้ต้องวุ่นวายแล้ว
และตอนนี้ก็กำลังเดินทางมา
ทางด้านนอก หลังจากผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเจตจินตานและเจินตานจำนวนหนึ่งต่างประสบสงครามครั้งใหญ่อยู่หลายครั้ง ในท้ายสุดพวกเขาก็ได้แยกย้ายกันไป
…
เมื่อรับรู้ว่ากลิ่นอายของโม่อวี้เจินเหรินหายไป เหอซีเสวี่ยพลางถอนหายใจ และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เขาไปแล้ว”
สวี่หยางได้กลิ่นหอมคล้ายกับดอกกล้วยไม้จากลมหายใจของนาง ก่อนจะกล่าวว่า “เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน”
“รอสักครู่เถิด ข้างนอกล้วนเป็นศิลาหลอม ตอนนี้หากเจ้าออกไป ก็มีความเสี่ยงอยู่พอสมควร”
เหอซีเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ขณะนี้ทั้งสองอยู่ในท่าหมิ่นเหม่ นางนั่งคร่อมอยู่บนตักของสวี่หยางที่นั่งอยู่เบื้องล่าง อย่าว่าแต่สวี่หยางเลย แม้แต่เหอซีเสวี่ยเองก็รู้สึกอึดอัดยิ่งนัก
ยามนี้นางได้ก้าวสู่ขอบเขตจินตานได้สำเร็จแล้ว นิมิตต่าง ๆ ภายนอกจางหายไป ขณะนี้นางปลอดภัยดีแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องใดอีก
หัวใจของสวี่หยางเต้นแรงขึ้น เหอซีเสวี่ยยกสะโพกขึ้นเล็กน้อย อาภรณ์ของนางไม่รู้ขาดตอนไหน อาจเป็นเพราะอาภรณ์ของนางได้กลายเป็นผ้าธรรมดาไปแล้ว
ทว่าเกิดเสียง ‘สวบ…’ ดังขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ส่วนที่ไม่ควรเชื่อมประสานกันก็… เชื่อมเข้าด้วยกันเสียแล้ว
“นี่มัน…”
สวี่หยางตกตะลึง
เขารีบอธิบาย “ข้าไม่ได้ตั้งใจ…”
พอพูดจบ สวี่หยางเองก็อดแปลกใจไม่ได้ คล้ายกับว่าเหอซีเสวี่ยจะตั้งใจให้เป็นเช่นนี้ หากนางไม่ตั้งใจจริง ๆ แล้วจะยกสะโพกขึ้นมาจนอยู่ในท่าทางเช่นนี้ได้อย่างไร
“อย่ากังวล ก็แค่ความสัมพันธ์ชั่วคราวครั้งหนึ่ง”
ใบหน้าของเหอซีเสวี่ยแดงก่ำ
หัวใจของสวี่หยางเต้นโครมคราม
จริง ๆ แล้ว ตอนนี้เหอซีเสวี่ยสามารถไล่เขาออกไปได้แล้ว แต่กลับไม่ได้ทำเช่นนั้นเขาเลยเดาว่าเหอซีเสวี่ยคงจะเริ่มมีใจ
แต่มันก็ไม่ใช่ความรักแบบแท้จริงหากแต่เป็นความสัมพันธ์ชั่วคราว
นางไม่ได้รังเกียจเขาก็เท่านั้นเอง
เมื่ออีกฝ่ายพูดออกมาแบบนี้ สวี่หยางจะยังพูดอะไรได้อีก หากพูดอะไรไปมากกว่านี้ก็เหมือนเสแสร้ง
เหอซีเสวี่ยโน้มเข้ามากัดไหล่ของสวี่หยาง พร้อมกับพูดเสียงแผ่ว “ขยับเบา ๆ หน่อย”
“อ๊ะ~~”
สวี่หยางไร้สิ้นหนทางที่จะปฏิเสธเช่นกัน แน่นอนว่าลึก ๆ แล้วเขารู้สึกยินดีอย่างยิ่ง
เพราะในขณะนี้ บนหน้าต่างระบบ ปรากฏชื่อของเหอซีเสวี่ยอยู่บนนั้น เป็นไปตามที่เขาตาดไว้
[ความชอบของภรรยาเหอซีเสวี่ย : 77]
…
“อืม…” สวี่หยางอ้าปากค้าง รู้สึกอึ้งไปเล็กน้อย
แม้ความชอบของเหอซีเสวี่ยจะเพิ่มแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่มากนัก
แท้จริงแล้วก็พอมองออก ครั้งนี้เหอซีเสวี่ยเป็นฝ่ายรุก ส่วนหนึ่งก็เป็นการแสดงออกมาโดยธรรมชาติของร่างกาย อีกส่วนหนึ่งหลังจากรอดชีวิตมาได้อาจจะมีความรู้สึกตื่นเต้นเกิดขึ้น
สองส่วนรวมกัน ทำให้นางรู้สึกปล่อยวางลงไปบ้าง
นอกจากนี้ ในความคิดของเหอซีเสวี่ย ที่ผ่านมานางและสวี่หยางอยู่ในท่าทางเช่นนี้มาตลอด เพื่อต้านทานการกัดกร่อนจากศิลาหลอมของเส้นชีพจรวิญญาณ ซึ่งท่าทางเช่นนี้เปรียบเสมือนได้อยู่กับคู่รัก
ยิ่งไปกว่านั้นจิตเทวะของทั้งสองยังถูกหลอมรวมกันอีก
ดังนั้น นางจึงคิดว่าด้วยความเชื่อใจที่มีร่วมกัน การหลอมรวมเป็นหนึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ประสบการณ์บนเตียงของสวี่หยางได้ถูกงัดมาใช้อย่างเต็มที่
แม้เขาจะอยู่ในท่านั่งขัดตะหมาดและเหอซีเสวี่ยนั่งอยู่บนตัก สวี่หยางกลับทำให้การร่วมรักเกิดท่าทางต่าง ๆ ได้ถึงสิบแปดท่า เหอซีเสวี่ยที่ตอนนี้เป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน แต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
ด้วยคลื่นอารมณ์ที่รุนแรง นางจึงทิ้งรอยเขี้ยวเล็บเอาไว้บนบ่าของสวี่หยางอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทว่านางมีพลังของผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน แม้จะเผลอใช้พลังออกมาเพียงน้อยนิดก็ใช่ว่าร่างกายของสวี่หยางจะต้านทานได้ในตอนนี้
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
เหอซีเสวี่ยกอดเขาอยู่เช่นนั้น สวี่หยางเองก็มิได้ขยับ
“อย่าออกไป ขอให้เป็นเช่นนี้ จนกว่าศิลาหลอมข้างนอกจะลดลง…”
เหอซีเสวี่ยกล่าวขณะที่ใบหน้านั้นยังคงแดงก่ำ ร่างกายของนางรู้สึกสบายจนลืมตาไม่ขึ้น และเผลอหลับไป
ล่วงเลยไปอีกหนึ่งวัน
ยามเช้า
สวี่หยางได้รับรางวัลจากเหอซีเสวี่ยแล้ว
[ภรรยาเหอซีเสวี่ย พึงพอใจในพฤติกรรมของท่านอย่างมาก ด้วยพลังปราณของภรรยาที่เหนือล้ำกว่า จึงได้รับคะแนนพิเศษ 1000 แต้ม ได้รับกระดานค่ายกลขั้นสูง ระดับสาม : หอเจ็ดสมบัติ]
…
“นี่…”
สวี่หยางตกตะลึง
ในทันใดนั้น ในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความตกใจ!
ไม่นึกเลยว่าหลังจากได้อยู่กับเหอซีเสวี่ย จะได้รับรางวัล แถมรางวัลยังล้ำค่ามหาศาลอีกด้วย!!
“ข้าเข้าใจแล้ว หากภรรยาสูงกว่าข้าหนึ่งขั้น รางวัลก็จะสูงกว่า!!”
“ภรรยาคนอื่น ๆ ให้รางวัลสูงสุดเพียง 100 แต้ม แต่เหอซีเสวี่ยให้รางวัลถึง 1000 แต้ม ทั้งยังได้กระดานค่ายกลขั้นสูง ระดับสามอีกด้วย”
สวี่หยางขยับร่างกาย ทันใดนั้นศิลาหลอมก็ได้จางหายไปแล้ว
เหอซีเสวี่ยสัมผัสได้ว่าสวี่หยางขยับตัว นางจึงลืมตาขึ้น
ครู่ต่อมา
ร่างงามของนางผละจากสวี่หยาง แล้วสวมเสื้อคลุมธรรมดาไว้
เมื่อสวี่หยางลืมตาขึ้นอีกครั้ง เหอซีเสวี่ยได้สวมเสื้อคลุมธรรมดาไว้แล้ว นางทำหน้าเย็นชาจ้องไปที่สวี่หยาง แล้วพยักหน้า
“สวี่หยาง ขอบใจเจ้าในครั้งนี้ด้วย”
ดูเหมือนจะเป็นแค่ความสัมพันธ์ชั่วคราวจริง ๆ สวี่หยางคิดในใจ จริง ๆ แล้วเมื่อเช้านี้ เขาเตรียมจะร่วมรักกับเหอซีเสวี่ยอีกครั้ง
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมา “เป็นสิ่งที่ควรทำ ยินดีด้วยที่ได้เห็นเซียนเหอก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตาน ข้า สวี่หยางรู้สึกชื่นใจยิ่งนัก”
เหอซีเสวี่ยเชิดหน้าขึ้นเย็นชา “เมื่อกลับไปแล้ว เรื่องของเจ้า ข้าจะไม่บอกใคร ส่วนเรื่องของเรา…”
สวี่หยางรีบรับรอง “ข้าก็จะไม่บอกใครเช่นกัน จะไม่พูดจาเหลวไหลอย่างแน่นอน”
เหอซีเสวี่ยพยักหน้า
แน่นอนว่าเหอซีเสวี่ยเชื่อคำพูดของสวี่หยาง
ประการแรก หากสวี่หยางเปิดเผยเรื่องราวของพวกเขาออกไป ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเขาเลย
ประการที่สอง แม้ว่าเขาจะพูดไปจริง ๆ นางก็ไม่เป็นไร
นี่คือโลกของผู้บำเพ็ญไม่ใช่โลกมนุษย์ ความบริสุทธิ์ของสตรีไม่ได้ถูกให้ความสำคัญมากนัก
ที่จริงนั้น ยึดถือตามใจปรารถนามากกว่า
แม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ทรงพลังบางคนก็มีชายบำเรอไม่น้อย
หากสวี่หยางพูดเรื่องของพวกเขาออกไปจริง ๆ ก็อาจพิสูจน์ได้ว่าสวี่หยางไม่น่าไว้ใจ นางอาจจะตามสังหารเขาอย่างลับ ๆ ก็เป็นได้
ดังนั้น หากสวี่หยางฉลาดพอ ก็ไม่ควรพูดจาไร้สาระ
“เช่นนั้น พวกเราออกไปกันเถอะ ข้าจะออกไปก่อน เจ้าค่อยตามมาทีหลัง!”
เหอซีเสวี่ยเดินไปหาสวี่หยาง พลางเอื้อมมือไปลูบเส้นผมบนหน้าผากของเขา “ในช่วงไม่กี่วันนี้ นับเป็นวาสนาที่เราสองได้รู้จักกัน ข้าจะจดจำไว้”
“ขอให้เจ้าเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
สวี่หยางก้มหัวลงโค้งคำนับ
ฝ่ายตรงข้ามในตอนนี้ก็คือผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน และไม่ใช่จินตานธรรมดาอีกด้วย สวี่หยางไม่กล้าที่จะเพิกเฉยในการเคารพนาง
“ข้าไปแล้ว”
เหอซีเสวี่ยจากไป
อารมณ์และความรู้สึกของนางพลันซับซ้อนอย่างมาก
ลึก ๆ ในใจ นางรู้สึกดีกับสวี่หยางบ้าง แต่ก็ไม่มากพอหากถึงขั้นต้องอยู่ร่วมกัน
เรื่องราวระหว่างคนสองคนนั้น ล้วนเกิดจากปัจจัยของช่วงเวลา สถานที่และผู้คนที่ทำให้พวกเขาได้อยู่ร่วมกันอย่างเหมาะสม
บัดนี้ ปัจจัยภายนอกทั้งมวลได้จางหาย คนทั้งสองจึงถือว่าเรื่องของพวกเขาเป็นเพียงหยดน้ำค้างอันแสนหวาน
เวลาล่วงเลยไปหนึ่งชั่วยาม
สวี่หยางสัมผัสได้ว่าเหอซีเสวี่ยและผู้คุ้มกันด้านนอกได้จากไปแล้ว
สวี่หยางสวมหน้ากากหนังมนุษย์อีกครั้ง ก่อนที่เขาจะจากไป
………
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาสื่อจิตกับเหล่าภรรยาเป็นการลับเพื่อแจ้งข่าวคราว
ด้วยเหตุที่สงครามได้เกิดขึ้นที่นี่ ทางด้านถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่จึงไม่ได้เผชิญกับปัญหาใดอีก
ภายในป่า
ขณะที่สวี่หยางกำลังเร่งฝีเท้าอยู่นั้นกลับถ้ำอยู่นั้น เขาก็วิเคราะห์เกี่ยวกับขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ย
สามารถกล่าวได้ว่า คุณภาพของขอบเขตจินตานของนางสูงมาก
จินตานนั้นแบ่งออกเป็นขั้นต้น กลาง ปลาย และสูงสุด
ขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ยอยู่ในขั้นปลาย
ในภายภาคหน้า ขอเพียงมีทรัพยากรมากพอ โอกาสก้าวเข้าสู่การเป็นเซียนนั้นก็คงมิหนีไปไหน!!
ส่วนการเป็นเซียนวิญญาณนั้น… หากพยายามอย่างเต็มที่ โอกาสสำเร็จก็มีราว ๆ ห้าในสิบส่วนขึ้นไป
โอกาสห้าในสิบส่วนขึ้นไปนั้นถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
ผู้บำเพ็ญที่อยู่ขอบเขตจินตานทั่วไป ส่วนใหญ่ไม่แม้แต่จะก้าวถึงการเป็นเซียนได้ โอกาสของพวกเขาน้อยกว่าห้าในสิบส่วนเสียด้วยซ้ำ
………
ภายในถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่
หลินอวี้ เสิ่นม่านอวิ๋น และหยางโต้วโตว ต่างกำลังตรวจสอบและซ่อมแซมค่ายกลกันอย่างขะมักเขม้น
หลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังกำลังติดต่อกับสวี่หยาง เมื่อรับรู้ว่าสวี่หยางกำลังเดินทางกลับ ทั้งสองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อสวี่หยางกลับมาถึง ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยคราบโคลนและฝุ่น พลังปราณของเขาเบาบางลง
เสิ่นปิงซึ่งเฝ้าระวังค่ายกลป้องกันภูเขาอยู่ เมื่อสังเกตเห็นสวี่หยาง จึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจว่า “สหายเต๋าสวี่ เหตุใดสภาพเจ้าถึงเป็นเช่นนี้”
“ข้าออกไปข้างนอกแล้วก็พบกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่กำลังขัดขวางการก้าวสู้ขอบเขตจินตานของเซียนเหอ โชคดีนักที่ข้าหนีไปซ่อนใต้น้ำ ไม่เช่นนั้นคงจะต้องตายเป็นแน่”
สวี่หยางโกหกและหาข้ออ้างให้กับการหายตัวไปของตนในช่วงหลายวันที่ผ่านมา