ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 246 ดูหมิ่นบิดามารดาผู้อื่น สมควรตายยิ่งนัก!!
บทที่ 246 ดูหมิ่นบิดามารดาผู้อื่น สมควรตายยิ่งนัก!!
บัดนี้ภรรยาทั้งสี่และหยางโต้วโตวอยู่ด้วยกันทุกเช้าค่ำ ความสัมพันธ์ย่อมดียิ่งนัก
เมื่อทราบว่าหยางโต้วโตวอาจตกอยู่ในอันตราย พวกนางจึงคิดจะไปช่วยเหลือ
“อืม ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
สวี่หยางกล่าวแล้วรีบส่งสารไปยังเหอซีเสวี่ยก่อน
ทั้งนี้เพราะบุคคลที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้มิใช่ใครอื่น หากแต่เป็นบุตรชายของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตาน
หากพลั้งเผลอไปกระตุ้นให้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานมาล้างแค้น ย่อมนำมาซึ่งความยุ่งยากยิ่ง
การบอกกล่าวเหอซีเสวี่ยล่วงหน้าจึงนับเป็นการดับไฟเสียแต่เนิ่น ๆ
………
ณ เมืองเซียน ถ้ำฝึกตนแห่งหนึ่ง
เหอซีเสวี่ยกำลังฝึกฝนจิตเทวะอยู่เมื่อเห็นยันต์ส่งข่าวเรืองแสงวูบไหว ดวงตาประดุจดวงดาวก็พลันเป็นประกายแวววับ
“หืม? สวี่หยาง ไม่ได้กลับไปแล้วหรือ? เพิ่งกลับไปไม่นาน เหตุใดรีบร้อนส่งสารมาหาข้า? หรือว่าคิดถึงข้า?”
เหอซีเสวี่ยพึมพำกับตนเองพลางหยิบยันต์ส่งข่าวขึ้นมา
เมื่อได้ยินเสียงจากภายในใบหน้าก็พลันหมองลง
นึกว่าจะคิดถึงตนเสียอีก กลับกลายเป็นว่านางคิดไปเองเสียอย่างนั้น
ถึงกระนั้น นางก็ยังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมู่ต้าหลินให้ฟังอยู่ดี
มู่ต้าหลินเป็นศิษย์พี่ร่วมสำนักกับนาง ถึงแม้จะเป็นศิษย์ของชิงหนิวเจินเหรินเช่นกัน แต่ก็มีฐานะไม่ต่างจากหลี่ลี่จือมากนัก
จัดว่าเป็นผู้ที่แทบจะไม่ได้รับการเหลียวแลเลยด้วยซ้ำ
“เรื่องของมู่ต้าหลิน ข้าจะจัดการให้เองถ้าหากลูกชายของเขาก่อกวนเจ้า เจ้าจัดการไปเลยไม่ต้องกังวล”
เหอซีเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว
เมื่อได้รับสาร สวี่หยางก็หัวเราะ
การมีผู้อยู่เบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ จะทำการอะไรคงสะดวกขึ้นมาก
เขาเก็บยันต์ส่งข่าว สวี่หยางมีความมั่นใจขึ้นเต็มเปี่ยม เดินทางมาถึงใจกลางเมืองอย่างรวดเร็ว
ที่คฤหาสน์หลังใหญ่แห่งหนึ่ง นี่คือที่พักอาศัยของมู่เส้าอวิ๋น
ในเวลานี้ สถานที่แห่งนี้กำลังวุ่นวายเพราะเกิดการต่อสู้กัน
กลุ่มคนที่นำโดยมู่เส้าอวิ๋นมีอยู่สิบกว่าคน
สามคนที่เก่งที่สุด รวมถึงมู่เส้าอวิ๋นที่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นสองคน ส่วนอีกคนอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง
ส่วนคนที่เหลือล้วนอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณเท่านั้น
ผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางผู้นี้อาจจะเป็นผู้คุ้มกันของมู่เส้าอวิ๋น ดูแล้วเขาอายุค่อนข้างมาก
แม้ว่าหยางโต้วโตวจะอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น แต่นางก็นับว่าเป็นปรมาจารย์ด้านค่ายกลระดับสอง
เมื่อสวี่หยางและคณะมาถึง หยางโต้วโตวได้ใช้ค่ายกลขังคนกลุ่มหนึ่งไว้แล้วเรียบร้อย
“เจ้า! หากเจ้าอยากตายก็พูดมา ท่านพ่อของข้าอยู่ขอบเขตเจินตาน ข้าจะให้ท่านพ่อของข้ามาฆ่าเจ้าเสีย”
มู่เส้าอวิ๋นผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เมื่อดูเผิน ๆ แล้ว เหมือนจะบาดเจ็บไม่น้อย
“เจ้าก็แค่พึ่งพาบารมีพ่อของเจ้าเท่านั้น!” หยางโต้วโตวเย้ยหยันใส่อีกฝ่าย
“สหายเต๋า! ข้าว่าเจ้ายอมแพ้เสียดีกว่า สู้ไปก็มีแต่จะเจ็บตัวเปล่า ๆ!”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์วัยกลางคนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ขณะพูดนั้นเองเขาก็หยิบกระดานค่ายกลขึ้นมาป้องกันการโจมตีของหยางโต้วโตว
ครานี้เองที่หยางโต้วโตวสังเกตเห็นสวี่หยางและภรรยาของเขาเดินเข้ามา
“สหายเต๋าสวี่…” หยางโต้วโตวเรียก
“หึ เจ้าคือผู้นำแห่งถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่งั้นหรือ?”
มู่เส้าอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบร้องขึ้น “นิ่งอยู่ได้! ยังไม่รีบให้พวกของเจ้าหยุดมืออีกหรือ?”
“สหายเต๋าสวี่ บุรุษผู้นี้เพิ่งจะด่าทอผู้เป็นมารดาของข้า ข้าอดกลั้นเอาไว้ไม่อยู่จริง ๆ”
หยางโต้วโตวกล่าวด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน
สวี่หยางคิดในใจว่าเป็นอย่างที่ตนคาดหมายเอาไว้
เขาคิดไว้อยู่แล้วว่า หยางโต้วโตวผู้นี้จะไปก่อเรื่องด่าทอผู้อื่นได้อย่างไร ที่แท้เจ้านั่นก็ดันไปแหย็มกับนางเข้านี่เอง!
ตอนนี้หยางโต้วโตวเป็นสหายที่ดีของภรรยาเขา
ขณะที่ถูกล้อมโดยขอบเขตเจี่ยตานอย่างหลิวเป้า หยางโต้วโตวก็เข้ามาช่วยด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอยู่ข้างหยางโต้วโตวอย่างมิต้องสงสัย
เขาเดินกอดอกไปหามู่เส้าอวิ๋นแล้วพูดว่า “สหายเต๋ามู่… เจ้าลบหลู่สตรีผู้ให้กำเนิดอย่างแม่นางหยางก่อน เจ้ากระทำผิดเสียแล้ว บัดนี้เจ้าจงขอขมานางแล้วชดใช้แก่พวกเราเสีย! เรื่องนี้ก็จะจบลง”
กลุ่มคนเหล่านี้เพิ่งต่อสู้กันในถ้ำฝึกตน ทำให้ค่ายกลทั้งสามแห่งเสียหาย เป็นธรรมดาที่จะต้องชดใช้
สีหน้าของมู่เส้าอวิ๋นดูไม่สู้ดีนัก เขากล่าวว่า “เจ้าพูดอะไร ให้ข้าชดใช้งั้นรึ? เจ้านี่มันบัดซบแท้ ๆ…”
เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็อยากจะด่ากราดเสียจริง ๆ!
อะไรกัน เขาเป็นเพียงผู้นำของถ้ำฝึกตนแห่งนี้เท่านั้น จะเก่งกาจอะไรนักหนา หากบิดาของเขามาถึงละก็ คนผู้นี้จะเชื่อหรือไม่ว่าเขาจะโดนตบเอา
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางก็มีสีหน้าเคร่งขรึมแล้วพูดเสียงต่ำว่า “สหายเต๋าสวี่ เจ้าอย่าได้เข้าใจผิด เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าบิดาของคุณชายมู่เป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตเจินตาน!!”
“ปึ้ง!!”
สวี่หยางลงมือทันใด เขาสะบัดเข็มทิ่มลงบนบ่าของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน
เดิมทีพวกเขาก็ยากที่จะต้านทานค่ายกลของหยางโต้วโตวอยู่แล้ว
ไหนเลยจะรู้ว่าสวี่หยางจะลงมือโดยไม่พูดอะไร?
ไม่ทันให้พวกเขาตั้งตัวและไม่มีเวลาจะตั้งรับ จึงทำให้ไหล่ถูกแทงทะลุ แขนข้างหนึ่งก็หลุดออกไปโดยที่คาดไม่ถึงเช่นนี้
“อ๊าก…”
“ไอ้สารเลว! เจ้ามันรนหาที่ตาย”
มู่เส้าอวิ๋นสีหน้าซีดเผือด เขาคิดไม่ถึงว่าผู้บำเพ็ญอิสระอย่างสวี่หยางกลับไม่กลัวบิดาของเขาจะโกรธเลยหรือไร
สวี่หยางเงยหน้ามองไปยังมู่เส้าอวิ๋น
“ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าหยุดเสียเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นเจ้าจบมิสวยแน่”
สวี่หยางพูดเรียบ ๆ
ถึงแม้ว่าเขาจะระมัดระวัง แต่ก็ต้องดูตามสถานการณ์อีกที
หากเจอกับขอบเขตจินตานหรือดินแดนลับบางแห่ง เขาก็อาจจะปราชัยอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงระมัดระวังเป็นพิเศษ
แต่หากเจอกับมู่เส้าอวิ๋นผู้ที่ไม่มีพลังปราณและฐานะก็ด้อยกว่าเขาแล้วละก็ เหตุใดเขาจะต้องระมัดระวังเล่า
ก็อย่างที่พูดไปนั่นแหละ
เจอพวกแข็งแกร่งกว่า เขาก็จะมีเหตุผล เอาตัวรอด ระมัดระวัง และบอกตัวเองว่าการเสียเปรียบนั้นนับเป็นกำไร
แต่หากเจอพวกอ่อนแอกว่า เขาก็จะชกมันเต็มที่ คราหนึ่งมีผู้แข็งแกร่งที่สุดบอกกับคนอ่อนแอว่า ผู้ที่คล้อยตามย่อมได้รับความเมตตา แต่ผู้ที่ต่อต้านจะต้องพบเจอกับความตาย!
อืม แม้ว่าจะดูเหมือนพวกนักเลงเก่งแต่ปากอยู่บ้าง แต่นี่ล้วนเป็นสิ่งที่ชีวิตต้องพบเจอกันทั้งนั้น
ไม่เช่นนั้น เขาก็คงตายไปตั้งนานแล้ว
คงต้องพูดว่าในตอนนี้ มู่เส้าอวิ๋นเริ่มจะหัวหดบ้างแล้ว
จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อแม้แต่ผู้คุ้มกันของเขายังบาดเจ็บสาหัส เขาจะเอาอะไรไปสู้
“มีอะไรก็พูดกันดี ๆ”
มู่เส้าอวิ๋นกลืนน้ำลายลงคอ
สวี่หยางยืนเท้าเอว โบกมือเรียกอีกฝ่ายเข้ามา “เข้ามาคุยกันสิ”
“สหายเต๋าสวี่…”
“เรียกศิษย์พี่สิ!”
“ศิษย์พี่สวี่…”
“เหตุใดจึงมาก่อเรื่องที่ถ้ำฝึกตนของข้า” สวี่หยางมองมู่เส้าอวิ๋นที่เตี้ยกว่าตนครึ่งศีรษะ ก่อนเอ่ยถาม
แท้จริงมู่เส้าอวิ๋นมิได้เตี้ย เพียงแต่พลังปราณของเขาไม่เพียงพอ เมื่ออยู่ตรงหน้าสวี่หยางจึงไม่กล้าเงยหน้า ก้มตัวลงเสียจนดูเหมือนเตี้ย
“ข้าเพียงแค่อยากซื้อค่ายกล แต่หยางโต้วโตวบริการแย่มาก”
“เจ้ากล่าวเท็จ ข้าได้นำน้ำชามาให้พวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับกล่าวหาว่าข้าเป็นลูกที่เกิดจากหญิงชั่ว”
หยางโต้วโตววิ่งเข้ามา โมโหจนควันออกหู
จากนั้นหยางโต้วโตวก็เล่าเรื่องราวคร่าว ๆ
แท้จริงแล้วในตระกูล นางมิได้รับการเหลียวแลอย่างดีนัก บิดาเหยียดหยามนางและมารดาตั้งแต่เล็กจนโต ในสภาวะเช่นนี้ย่อมไม่ต้องกล่าวถึงทรัพยากรสำหรับการฝึกตนเลย
เป็นมารดาของนางที่ใช้วิชาค่ายกลที่เล่าเรียนมา เริ่มทำการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ เก็บหอมรอมริบทีละน้อยเพื่อให้หยางโต้วโตวฝึกตนจนสำเร็จ
สวี่หยางเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดหยางโต้วโตวจึงมัธยัสถ์อย่างมาก
ระหว่างช่วงเวลาที่อยู่กับมารดา นางค่อย ๆ ซึมซับนิสัยประหยัดอดออมมาโดยตลอด
ในขณะเดียวกัน เนื่องจากนางเคยพบความยากลำบากมาจริง ๆ นางจึงรู้ดีว่าการหาหินวิญญาณนั้นยากเย็นเพียงใด จึงให้ความสำคัญกับหินวิญญาณเป็นอย่างมาก
“เพื่อข้า…มารดาของข้าตรากตรำทำงานทั้งกลางวันกลางคืน ขณะนี้ยังล้มป่วยนอนติดเตียงอยู่ ข้าทำงานหนักเพื่อหาหินวิญญาณมาซื้อโอสถวิญญาณเพื่อรักษานาง แต่เจ้ากลับกล้าพูดถึงมารดาของข้าเช่นนี้!”
หยางโต้วโตวโกรธเกรี้ยวจ้องมองมู่เส้าอวิ๋นด้วยสายตาขุ่นเคือง
“เจ้าฟังสิ ฟังสิ! ที่นี่มิมีกฎหมาย มิมีกฎของแผ่นดินหรอกหรือ?” สวี่หยางชี้ไปที่หยางโต้วโตว แล้วจ้องมองมู่เส้าอวิ๋นอย่างโกรธเกรี้ยว “นางน่าสงสารเช่นนี้ พวกเจ้ายังคิดจะรังแกนางอีก? มิใจดำไปหน่อยหรือ?”
“การดูหมิ่นพ่อแม่ของผู้อื่น สมควรตายยิ่งกว่าสิ่งใด” หลินหวั่นชิงนึกถึงบิดามารดาของตนเอง
ส่วนหลินไห่ถังนึกถึงมารดาที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แต่กลับจากไปเร็วเกินไปเพราะอุบัติเหตุ หลินไห่ถังรู้สึกเหมือนกับตนเองกำลังประสบเคราะห์กรรมเช่นเดียวกัน จึงรู้สึกโกรธแค้นขึ้นมา “พวกเจ้าสมควรตายจริง ๆ”
มู่เส้าอวิ๋นสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าที่แผ่ซ่านออกมาจากพวกเขา จึงรีบกลืนน้ำลายแล้วพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ข้า… ข้าขอโทษ!!”
“แค่ขอโทษมันไม่พอ ยังต้องชดใช้ค่าเสียหายอีกด้วย นอกเหนือจากค่าเสียหายของค่ายกลที่ถ้ำฝึกตนของข้าแล้ว ยังต้องชดใช้ค่าเสียหายทางจิตใจของหยางโต้วโตวด้วย”
สวี่หยางกล่าว
มู่เส้าอวิ๋นก้มหน้า ซ่อนดวงตาไว้เพื่อปิดบังความโกรธแค้น แต่ปากกลับพูดว่า “ได้ ข้าจะชดใช้”
อันที่จริงแล้วเขากำลังรออยู่!
เนื่องจากเพิ่งมีการส่งสารทางจิต เมื่อครู่บิดาของเขาก็อยู่ในเกาะใกล้เคียง กำลังมุ่งหน้ามาที่นี่และอีกไม่นานคงจะมาถึง
และแล้วทันใดนั้นก็มีกลิ่นอายของขอบเขตเจินตานแผ่ขยายออกมา
มู่เส้าอวิ๋นและพรรคพวกต่างก็ดีใจกันยกใหญ่
“มาแล้ว!”
“อาฮ่า!” มู่เส้าอวิ๋นลุกขึ้นอย่างฉับพลัน ชี้ไปที่สวี่หยางแล้วตะโกน “เจ้าจบแล้ว เจ้าจบแล้ว พ่อข้ามาแล้ว!!”
“ซู่ววว!!”
“เพี๊ยะ!”
เสียงตบอันดังก้องนั้น แน่นอนว่าดังมาจากฝ่ามือของสวี่หยาง
ตบจนปากของมู่เส้าอวิ๋นบิดเบี้ยวไปหมด เขาเหล่ตาข้างหนึ่งอย่างโกรธเกรี้ยว
“ตู้มมมม!!”
ร่างของมู่เส้าอวิ๋นกระแทกเข้ากับกำแพงด้านหลังจนบ้านถล่มลงมา
“เจ้า… เจ้าไม่กลัวพ่อข้ารึ!”
“หากพ่อเจ้าจะมา ก็มาเลยไม่ต้องเกรงใจ!”
สวี่หยางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เพ้อเจ้อ!” มู่เส้าอวิ๋นด่าลั่น
ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีผู้บำเพ็ญมนุษย์สวมเสื้อคลุมสีเทาหนวดเครารุงรัง กลิ่นเหล้ายังคงอบอวลไปทั่วทั้งตัว วิ่งรี่เข้ามา
นั่นก็คือ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานมู่ต้าหลินนั่นเอง!!
“ท่านพ่อ โปรดช่วยข้าด้วยเถิด สวี่หยางผู้กระด้างกระเดื่องคนนี้ กล้ารังแกข้า… ท่านดูข้าสิ โดนมันซ้อมจนยับเยินไปหมดแล้ว”
มู่เส้าอวิ๋นร้องไห้โฮ ๆ คร่ำครวญ กอดต้นขาของบิดา
สวี่หยางเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน แม้จะต้องเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตาน ก็ยังคงสีหน้าไม่เปลี่ยนไปแต่อย่างใด
ภาพเช่นนี้ทำให้ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่ต่างรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก
“ผู้นำยอดเขาอย่างสวี่หยางไปกระตุกหนวดผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานเข้าเสียแล้ว แต่เขากลับนิ่งเฉยได้ขนาดนี้เชียวรึ!”
“เขาไม่กลัวการแก้แค้นของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานบ้างเลยหรือ?”
“นั่นสิ ถ้าเป็นข้าคงหนีไปนานแล้ว”
ผู้คนพากันกระซิบ
ถึงขนาดหลินไห่ถังและหลินหวั่นชิงยังรู้สึกกังวล
แต่คาดไม่ถึง…
มู่ต้าหลินเตะบุตรชายกระเด็นออกไปอย่างแรงด้วยความโกรธ ที่เหล็กกล้าอย่างเขายังกลายเป็นเหล็กไร้ค่า
“ปัง!!”
มู่เส้าอวิ๋นถูกเตะกระเด็นออกไป ตกลงมากระแทกพื้นตรงหน้าสวี่หยาง
“อ๊ากกกก…”
แรงนี้หนักไม่เบา มู่เส้าอวิ๋นอาเจียนเป็นเลือด สีหน้าตกใจ
“ท่านพ่อ ท่าน…”
“หากยังพร่ำเพ้ออยู่เช่นนี้ ข้าจำต้องกำจัดเจ้าออกจากตระกูล!” มู่ต้าหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น พร้อมหันไปมองสวี่หยางด้วยสีหน้าที่ซับซ้อนเกินกว่าจะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
ยามที่เดินทางมาเขาก็ได้รับสารจากเหอซีเสวี่ยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
‘สวี่หยางช่วยเหลือข้าไว้มาก’
เพียงคำสั้น ๆ ของนาง ทำให้มู่ต้าหลินเข้าใจความหมายในทันที
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นว่าบุตรชายของตนกล้าไปยุ่งเกี่ยวกับสวี่หยาง แล้วจะทำให้เขาไม่โกรธได้อย่างไรเล่า
มู่เส้าอวิ๋นถึงกับงุนงง แต่ก็ได้สติในภายหลัง
ท่านพ่อของเขากำลังโกรธจริง ๆ
“สหายเต๋าสวี่ ระหว่างทางที่มา ข้าได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เรื่องนี้เป็นความผิดของบุตรชายข้า ขอเจ้าให้อภัยด้วยเถิด”
มู่ต้าหลินกล่าวอย่างสุภาพ
“รู้ผิดแล้วก็ย่อมจะแก้ไขมิใช่หรือ เช่นนั้นก็ชดเชยค่าเสียหายมาแล้วกัน”
สวี่หยางเดาว่าเหอซีเสวี่ยคงจะได้เล่าเรื่องราวบางอย่างให้มู่ต้าหลินฟังแล้ว
“ได้ ๆ”
มู่ต้าหลินรีบพยักหน้ารับคำ เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนบริเวณนั้นตกตะลึง ผู้ที่ช่างสังเกตก็สามารถแลเห็นเบาะแสบางอย่างจากเหตุการณ์นี้แล้ว
สวี่หยางมิใช่เพียงผู้นำยอดเขาธรรมดา ๆ เสียแล้ว
เบื้องหลังเขามีผู้แข็งแกร่งหนุนหลังอยู่
จากวันนี้เป็นต้นไป
ที่นี่มีบุคคลที่มิควรจะเข้าไปหาเรื่องด้วย และคนผู้นั้นก็คือสวี่หยาง