ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 247 หยางโต้วโตวผู้น่าสงสาร
บทที่ 247 หยางโต้วโตวผู้น่าสงสาร
จากนั้นมู่ต้าหลินก็ชดใช้สวี่หยางและหยางโต้วโตวด้วยหินวิญญาณคนละสองหมื่นก้อน เรื่องนี้จึงได้ยุติลง
เมื่อเห็นพวกเขาเดินจากไปสวี่หยางก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร รีบพาภรรยาทั้งหลายเดินจากไปด้วยเช่นกัน
“สหายเต๋าสวี่ เรื่องครั้งนี้ข้าต้องขอบคุณเจ้าเป็นอย่างมาก”
หยางโต้วโตวกำถุงเก็บของที่เพิ่งได้รับการชดใช้ไว้ในมือแน่นพลางถอนหายใจ
ใครจะคิดล่ะว่าสวี่หยางจะแข็งแกร่งเช่นนี้ สามารถข่มขู่ให้ขอบเขตเจินตานล่าถอยได้
นางพบว่าสวี่หยางผู้นี้อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ๆ กันก็ได้
“ไม่เป็นไร แต่ว่าเหตุใดมู่เส้าอวิ๋นถึงด่าเจ้าโดยไร้เหตุผลเช่นนี้? เจ้าเคยรู้จักกับเขาหรือ?”
สวี่หยางเอ่ยถาม
“เขาคือสหายของคู่หมั้นข้า!”
หยางโต้วโตวกล่าวด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
จากนั้นก็ค่อย ๆ เล่าเรื่องราวอันน่าเศร้าออกมา
ตั้งแต่เด็ก หยางโต้วโตวไม่ได้รับความเอาใจใส่จากครอบครัว เมื่อมารดาป่วยหนัก นางรู้สึกว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ตนเองคงไม่มีวันได้ดีอย่างแน่นอน
จึงปรึกษากับมารดาและตัดสินใจที่จะออกเดินทางผจญภัยด้วยตนเอง
ครอบครัวของผู้บำเพ็ญมนุษย์นั้นเป็นเช่นนี้
หากไม่ได้รับความสำคัญจากครอบครัวและไม่มีทรัพยากรในการฝึกตน ก็ได้แต่พึ่งตนเองหาทรัพยากรเหล่านั้นมา
แต่โชคดีที่นางได้รับการถ่ายทอดวิชาจากท่านมารดา จึงมีทักษะด้านค่ายกล
ด้วยเหตุนี้เอง ภายในเมืองเล็ก ๆ นางจึงเริ่มต้นสร้างกระดานค่ายกล และปรับเปลี่ยนค่ายกลให้ผู้อื่น รายได้อาจไม่มากนัก ทว่าไม่นานนางก็ผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ มาได้และเริ่มจะมีเงินเก็บมากขึ้น
ในปีนั้นนางฝึกฝนเพื่อก้าวสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณได้ถึงระดับแปดแล้ว
ในเมืองเล็ก ๆ นั้น ตัวนางเองก็จัดว่ามีชื่อเสียงพอสมควร สาวน้อยแห่งค่ายกลผู้เลอโฉม
สตรีผู้มีฝีมือเช่นนี้ แถมยังรูปโฉมงดงามจึงเป็นที่สนใจของผู้คน
บุตรชายตระกูลหนึ่งหมายปองในตัวนาง
ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจากตระกูลนั้นจึงมาสู่ขอพร้อมของหมั้นมีค่ามากมาย
เดิมทีนางก็ไม่ได้รับความสนใจจากคนในบ้าน เมื่อบิดาเห็นของหมั้นมากมายเช่นนี้จึงตัดสินใจยกนางให้แต่งงานออกไป
เมื่อมารดานางทราบเรื่องจึงมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ตนมีให้แก่นางและให้นางจากไปเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ หยางโต้วโตวจึงได้จากเมืองบ้านเกิด มายังเมืองเซียนแห่งนี้
เพราะเมืองเซียนชิงหนิวมีขนาดใหญ่ พลังปราณเข้มแข็ง แม้ว่าผู้คนจากตระกูลจะตามหานางพบก็มิอาจใช้กำลังบังคับให้นางสวามิภักดิ์ได้
“เรื่องราวเป็นเช่นนี้!” หยางโต้วโตวถอนหายใจ “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข้าใช้ช่องทางพิเศษส่งจดหมายถึงท่านแม่เพื่อบอกข่าวคราวทุกเดือน! ร่างกายของท่านแม่ไม่สู้ดีนัก จำต้องใช้โอสถวิญญาณในการบำรุงรักษาร่างกาย ข้าจึงประหยัดอดออมอย่างเต็มที่ หวังเพียงจะนำโอสถวิญญาณไปรักษานาง”
ช่างเป็นหญิงสาวที่มีคุณธรรมยิ่งนัก
เมื่อฟังเรื่องราวนี้ สวี่หยางก็ถอนหายใจ “ว่าที่คู่หมั้นของข้า เป็นสหายกับมู่เส้าอวิ๋น ครั้งที่ข้าหลบหนีจากตระกูล มู่เส้าอวิ๋นยังตามล่าข้าร่วมกับว่าที่คู่หมั้นของข้า”
กล่าวถึงเรื่องในอดีต หยางโต้วโตวพลางก้มศีรษะลง สีหน้าเต็มไปด้วยความอ้างว้าง
เสิ่นม่านอวิ๋นแอบปาดน้ำตาที่ซึมออกจากหางตา พลางเอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “คนพวกนั้นช่างโหดเหี้ยมนัก เจ้าไม่ปรารถนาจะแต่งงาน แต่พวกเขากลับบังคับเจ้า”
“โต้วโตวเจ้าไม่ต้องกังวล อย่างไรเสีย ตอนนี้เจ้าก็ปลอดภัยดีแล้ว” หลินหวั่นชิงปลอบนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้าทุกข์ใจนักที่ไม่รู้ว่าท่านแม่ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง หลังข้าจากมา ข้าเกรงว่าท่านแม่จะต้องประสบความลำบาก ข้าเพียงหวังจะฝึกค่ายกลให้ถึงระดับสามและยกระดับการฝึกฝนของข้าให้สูงขึ้น เมื่อข้ากลับบ้านครอบครัวจะไม่มีทางทำอันใดข้าได้”
“โต้วโตว ขอบเขตสูงสุดในตระกูลของเจ้าอยู่ในขอบเขตใด” หลินอวี้ซักถาม
“ขอบเขตเจี่ยตาน”
หยางโต้วโตวตอบ “ตระกูลข้าตั้งอยู่ในพื้นที่ทะเลอู่หลินทางใต้”
ขณะที่เหล่าภรรยากำลังปลอบโยนหยางโต้วโตว สวี่หยางรู้สึกกระอักกระอ่วนใจนักที่จะอยู่ร่วมวงสนทนา
เขาจึงเดินกลับเข้าไปในถ้ำฝึกตนหยิบคัมภีร์บัญญัติเทพออกมา
ในนั้นบันทึกวิธีการฝึกฝนวิชาบัญชาสวรรค์เอาไว้ด้วย
วิชาบัญชาสวรรค์มาจากสำนักเต๋า กำเนิดขึ้นในสมัยที่มนุษย์ธรรมดาได้บูชาวิถีแห่งสวรรค์
วิชาบัญชาสวรรค์นั้นประกอบไปด้วยยันต์อักขระ คาถา และวิถีแห่งเต๋า ผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ลึกลับนัก
ดังนั้นเขาจึงต้องฝึกฝนทั้งสามอย่าง
วาดอักขระ สวดภาวนา และฝึกฝนวิถีแห่งเต๋า
วิถีแห่งเต๋ากับวิถีแห่งเซียน มีความแตกต่างกันโดยพื้นฐาน จะเอามารวมกันไม่ได้
‘เต๋า’ สิ่งที่เป็นของปุถุชนไม่จำเป็นต้องมีรากฐานวิญญาณก็สามารถบำเพ็ญได้
มันจะทำให้เกิดพลังที่แปลกประหลาดซึ่งเรียกว่า ‘กฎเต๋า’
ก่อนสวี่หยางจะเริ่มเรียนคาถา
“เต๋าเรียนรู้จากหัวใจ สุคนธ์กระจายสู่ดวงจิต ธูปมอดไหม้ในเตาหยก และหัวใจอยู่ต่อหน้าพระพักตร์จักรพรรดิ*[1]”
บทสวดทั้งหมดที่มีประมาณสามสิบตัว ไม่ซับซ้อนอะไรมากนัก
แต่การท่องบทสวดจะต้องอาศัยกฎเต๋าคอยช่วย จึงจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่วิเศษได้
เป็นอย่างนี้สวี่หยางก็ท่องบทสวดไปเรื่อย ๆ
เพราะมีคัมภีร์บัญญัติเทพทำให้การฝึกวิชาบัญชาสวรรค์ง่ายดายมาก ใช้เวลาเพียงสามวันเศษเท่านั้น
วันนี้ยามเย็นสวี่หยางสังเกตเห็นว่าที่หน้าต่างระบบ วิชาบัญชาสวรรค์พลันสว่างขึ้น
[กฎเต๋า : วิชาบัญชาสวรรค์ขั้นพื้นฐาน : 0/500]
……
วิชาบัญชาสวรรค์ไม่ใช่ทักษะการต่อสู้ แต่เป็นเพียงทักษะของการสถาปนาเทพเจ้าที่คล้ายคลึงกับกฎเต๋าของมนุษย์ธรรมดา
จึงทำให้คะแนนพิเศษที่ต้องการใช้มีไม่มาก
เขาได้ตรวจสอบคะแนนพิเศษของตนเองในยามนี้
[ชื่อ : สวี่หยาง]
[คะแนนพิเศษ : 8500 แต้ม]
[ขอบเขตพลัง : ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง]
“อืม เพียงพอแล้ว เพิ่มแต้ม!”
ในเวลาอันรวดเร็ว วิชาบัญชาสวรรค์ก็เลื่อนขั้น
[กฎเต๋า : วิชาบัญชาสวรรค์ขั้นสมบูรณ์ : 0/4000]
สุดท้าย เขาได้ใช้คะแนนพิเศษ 4000 แต้ม เพื่อยกระดับวิชาบัญชาสวรรค์ขึ้นเป็นขั้นปรมาจารย์
[กฎเต๋า : วิชาบัญชาสวรรค์ขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นลักษณะ : กฎเต๋าระดับเจ็ด)]
………
“ช่างน่าเหลือเชื่อ มันกระตุ้นคุณสมบัติของพลังได้!!”
สวี่หยางดีใจจนตัวสั่น
แท้จริงแล้ว พลังที่เหล่าสำนักเต๋าในแดนมนุษย์ใช้ก็คือวิชากฎเต๋า
กฎเต๋าแบ่งเป็นเก้าระดับ ต่ำสุดคือระดับเก้า รองลงมาคือแปด เจ็ด หก ห้า สี่ สาม สอง และหนึ่ง โดยหนึ่งจะเป็นระดับสูงสุดของกฎเต๋า
เพราะฝึกวิชาบัญชาสวรรค์สำเร็จเขาจึงได้รับรางวัลเป็นกฎเต๋าระดับเจ็ดโดยตรง
“อื้อหือ”
สวี่หยางรู้สึกได้ถึงพลังปราณแปลก ๆ ในร่างกายของตนเอง แตกต่างจากพลังยุทธ์ที่บริสุทธิ์และทรงพลัง
แต่กลับมีพลังปราณพิเศษบางอย่าง
“ด้วยกฎเต๋านี้ ต่อให้จะไม่ได้ใช้พลังยุทธ์ในโลกมนุษย์ ทว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว!”
สวี่หยางพึมพำ
แท้จริงแล้วในโลกมนุษย์ก็ไม่ได้ห้ามใช้พลังยุทธ์โดยสิ้นเชิง
แต่เขาเกรงว่าหากตนเองใช้พลังยุทธ์ สวรรค์จะรับรู้ได้ เมื่อถึงเวลาสถาปนาเทพ สวรรค์อาจเห็นว่าเป็นการเอาเปรียบ หากเป็นเช่นนั้น หลินอวี้ก็คงไม่ได้เป็นเทพแล้ว
“อวี้เอ๋อร์ มานี่สิ ข้าจะบอกข่าวดี”
สวี่หยางส่งสารบอกหลินอวี้ในทันที
“เรื่องอะไรหรือ”
หลินอวี้ที่อารมณ์ดีอยู่แล้วผลักประตูหินแล้วย่างกรายเข้ามา
“สามีฝึกสำเร็จแล้ว!!” สวี่หยางยิ้ม
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาได้เก็บตัวอยู่ในถ้ำฝึกตนเพื่อที่จะฝึกวิชาบัญชาสวรรค์
บัดนี้ ในที่สุดก็สำเร็จการฝึกแล้ว
หลินอวี้ตาเป็นประกาย “ขอแสดงความยินดีกับสามี ไม่สิ! เพราะสามีฝึกวิชาบัญชาสวรรค์เพื่อข้า เช่นนั้นข้าก็ควรจะกล่าวว่าขอบคุณสามีต่างหาก!!”
กล่าวจบหลินอวี้ก็กระโดดโอบเอวสวี่หยางไว้
สวี่หยางเอื้อมไปลูบก้นนางพลางหัวเราะ “เจ้าปีศาจน้อย เจ้าอย่างบอกนะว่า…?”
หลินอวี้ซบหน้าลงบนบ่าของสวี่หยางพึมพำ “อื้ม ข้างในข้าว่างเปล่าเหลือเกิน…”
กล่าวจบ หลินอวี้ที่เขินอายก็กัดหูสวี่หยางเบา ๆ
สุดยอดไปเลย
สวี่หยางอึ้งไปชั่วครู่
หลินอวี้ผู้ประพฤติตนนิ่งเงียบไฉนวันนี้กลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
นี่คงเป็นเพราะหลินหวั่นชิงและเสิ่นม่านอวิ๋นชักจูงนางไปในทางนี้แน่ ๆ
“อะ..อะ…เอ่อ…”
เมื่อภรรยาเป็นเช่นนี้สวี่หยางก็ต้องรีบตอบสนอง
พวกเราชายชาตรีทั้งหลายอย่าได้ทำให้ภรรยาผิดหวังเป็นอันขาด
สวี่หยางฉวยโอกาสขยับชุดคลุมของหลินอวี้ขึ้น แล้วขยับนางขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เพียงเวลาแค่แวบเดียวในถ้ำฝึกตนก็มีเสียงหอบหายใจดังขึ้น
……
วันนี้สวี่หยางกลับจากข้างนอก
เขาเพิ่งฝากคนให้ไปเสาะหาไม้อสนี บัวหิมะและไข่มุกวารี น่าเสียดายที่ไม่มีเบาะแสอะไรเลย
โรงประมูลตระกูลสวียิ่งไม่ต้องพูดถึง ช่วงนี้ไม่มีของดีอะไรเลย
แต่ได้ยินมาว่า เขตแดนลับมังกรดินเคยปรากฏไข่มุกวารีมาก่อน
“อืม กลับไปส่งจดหมายให้หวงเสี่ยวเหมย ขอให้นางช่วยสืบข่าวที่สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี”
สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อยกลับมายังถ้ำฝึกตน ไม่ทันไรเสิ่นปิงก็มา
“สหายเต๋าสวี่ มีผู้บำเพ็ญคนหนึ่งมาบอกว่ามาซื้อวัสดุสำหรับสร้างค่ายกล!!”
“โอ้? เชิญเข้ามา”
สวี่หยางพยักหน้าแล้วพูดอย่างสบาย ๆ
เขาคิดว่าที่มาก็แค่แขกธรรมดาคนหนึ่งจึงส่งสารให้หยางโต้วโตว แจ้งว่ามีแขกมาแล้วให้นางออกมาต้อนรับ
วันนี้หยางโต้วโตวสวมชุดกระโปรงสีขาว หุ่นที่บอบบางของนาง มองดูแล้วยิ่งทำให้นางดูเป็นสาวมากขึ้น
นางกล่าวยิ้มแย้มกับสวี่หยางว่า “เช้า ๆ แบบนี้ก็มีแขกมาเยือนแล้วหรือ”
เห็นได้ชัดว่า สำหรับแขกที่มาเยือนนางย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าเพียงแค่เห็นใบหน้าของผู้มาเยือน หยางโต้วโตวก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันที ใบหน้าเจือไปด้วยความไม่พอใจ “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
ข้าง ๆ สวี่หยางเป็นชายวัยกลางคนใบหน้าเหลี่ยม ผู้บำเพ็ญมนุษย์สวมเสื้อคลุมสีเขียวขั้นต้นระดับสอง เครื่องแต่งกายเรียบง่าย ไม่ได้โดดเด่นแต่อย่างใด
เมื่อครู่ สวี่หยางเพิ่งจะพูดคุยกับเขาตามมารยาทไปไม่กี่คำ
แต่เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ!
เมื่อหยางโต้วโตวได้เห็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ผู้นี้ก็ราวกับได้เห็นผี
ผู้บำเพ็ญมนุษย์วัยกลางคนผู้นั้นกล่าวอย่างสิ้นหวัง “โต้วโตว เจ้าคือคู่หมั้นของข้า เรื่องในอดีตผ่านพ้นไปนานแล้วเหตุใดเจ้ายังโกรธอยู่เล่า?”
“ใครเป็นคู่หมั้นของเจ้า อย่าพูดจาเหลวไหล!”
หยางโต้วโตวโกรธจัด
สวี่หยางรู้สึกมึนงงเล็กน้อย
“เดี๋ยวก่อนนะ… เจ้าคือคู่หมั้นของแม่นางหยาง”
“ถูกต้องแล้ว! ข้าคือเหอฉีหลิน ผู้บำเพ็ญเซียนจากตระกูลเหอแห่งทะเลอู่หลินทางใต้”
สวี่หยางขมวดคิ้ว “ต้องขออภัย แม่นางหยางเคยกล่าวไว้ว่า การหมั้นหมายของนางและเจ้าเป็นการหมั้นหมายของตระกูล มิได้เป็นความประสงค์ของนาง”
เหอฉีหลินขมวดคิ้ว “คำสั่งของบิดามารดา นางจะไม่ยินยอมได้อย่างไร”
เขาส่ายหัวปฏิเสธคำพูดของสวี่หยาง
“สหายเต๋าสวี่ เรื่องของข้ากับหยางโต้วโตว ขอเจ้าอย่ามาก้าวก่ายเลย นางยังเยาว์วัย ข้าจะพานางกลับไปเยี่ยมบ้านสักระยะ เพราะมารดานางอาการหนักอยู่ที่บ้าน ร่างกายไม่สู้ดีนัก นางต้องการให้หยางโต้วโตวกลับไปเยี่ยมเยียน”
“อย่ามาอ้างถึงแม่ของข้า ข้ารู้ดีถึงอาการของนาง เจ้ามิต้องเป็นห่วง กลับไปเสียเถอะ”
หยางโต้วโตวเอ่ยเสียงเย็นชาไร้ซึ่งเยื่อใยใด ๆ ให้กับเหอฉีหลิน
เหอะฉีหลินขมวดคิ้ว “โต้วโตว เจ้า…”
แต่ยังมิทันจะพูดจบ สวี่หยางก็กล่าวขัดขึ้น “พอแล้ว เหอฉีหลิน ข้าคิดว่าเจ้าคงฟังภาษาคนรู้เรื่องนะ แม่นางหยางไม่ปรารถนาจะกลับไปกับเจ้า เจ้าควรจะรู้ตัวและกลับไปเสียเดี๋ยวนี้!!”
เหอฉีหลินสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจากร่างของสวี่หยาง จึงรับรู้ได้ว่าตนมิอาจต่อกรกับสวี่หยางได้จึงรีบหยิบถุงเก็บของออกมา “สหายเต๋าสวี่ นี่เป็นของกำนัลเล็ก ๆ น้อย ๆ…”
จิตเทวะของสวี่หยางตรวจดูถุงเก็บของ ปรากฏว่ามีหินวิญญาณพันก้อน
คิดจะติดสินบนข้าหรือไง?
เสียงหัวเราะหลุดออกมาจากปากของสวี่หยาง นี่มันช่างดูหมิ่นกันเสียเหลือเกิน
“รีบไปให้พ้นเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะเปิดค่ายกล และเจ้าจะมิอาจหลบหนีไปได้!” สวี่หยางโบกมือไล่
สำหรับพวกที่ชอบรังแกผู้อ่อนแอแล้วนั้น สวี่หยางไม่เคยปรานี!
[1] เต๋าเรียนรู้จากหัวใจ สุคนธ์กระจายสู่ดวงจิต ธูปมอดไหม้ในเตาหยก และหัวใจอยู่ต่อหน้าพระพักตร์จักรพรรดิเป็น “คาถาสุคนธ์บูชา” ซึ่งเป็นบทสวดที่นักบวชลัทธิเต๋าสวดเมื่อถวายธูป เป็นหนึ่งใน “คาถาศักดิ์สิทธิ์แปดประการ” ที่ใช้กันทั่วไปในกิจกรรมทางศาสนาของลัทธิเต๋า