ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 248 การโต้เถียงของคู่สามีภรรยา
บทที่ 248 การโต้เถียงของคู่สามีภรรยา
เมื่อเห็นว่าไม่เป็นผล เหอฉีหลินพลันหน้าแข็งทื่อและจำใจต้องจากไป
“ไม่คิดเลยว่าเขาจะตามมาถึงที่นี่” หยางโต้วโตวพูดด้วยน้ำเสียงหมดอาลัยตายอยาก
“คงเป็นเพราะมู่เส้วอวิ๋นบอกเขาว่าเจ้าอยู่ที่นี่ เขาจึงได้ตามมา คาดว่าคนในตระกูลของเจ้าก็น่าจะรู้แล้วเช่นกันว่าเจ้าอยู่ที่นี่ด้วย”
สวี่หยางคาดเดาพร้อมพยักหน้า “จากนี้ เจ้าจะทำอย่างไรต่อ?”
“ข้าจะเดินทางไปยังเขตแดนลับมังกรดิน!!”
หยางโต้วโตวพูดพร้อมกัดฟัน
“หืม?”
“ข้าต้องคว้าโอกาสนั้น ข้าต้องทำให้สำเร็จเพื่อที่จะได้กลับไปที่ตระกูล เช่นนั้นจึงจะไม่มีใครสามารถกลั่นแกล้งข้าได้อีก ไม่ว่าใคร!! และสิ่งที่ดีที่สุดคือพาแม่ของข้ามาที่นี่ด้วย”
ใจของสวี่หยางเต้นรัว “เจ้าจะเข้าไปในเขตแดนลับมังกรดินงั้นหรือ?”
“ถูกแล้ว! สหายเต๋าสวี่ เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?”
สวี่หยางส่ายหัว “ข้าไม่คิดจะไป แต่ข้าสามารถให้สนับสนุนเจ้าได้”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าจะมอบยันต์แสงทอง เครื่องรางป้องกันระดับสองให้เจ้า เมื่อเจ้าเข้าไปแล้ว สิ่งใดก็ตามที่เจ้าได้มาจากที่นั่น ข้ากับเจ้าจะแบ่งกัน เมื่อเจ้าออกมาแล้วของในถุงเก็บของทั้งหมดข้าต้องตรวจสอบเพื่อดูว่าเป็นของที่ได้มาจากข้างในจริง ๆ แล้วเราจึงแบ่งกัน”
ข้อเสนอของสวี่หยาง นับว่าหลาย ๆ คนก็ใช้วิธีเช่นนี้
พวกเขาเกณฑ์ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน และมอบทรัพยากรให้พวกเขาเข้าไปในเขตแดนลับแห่งนั้น
ในเขตแดนลับ พวกเขาจะได้รับสมบัติแห่งสวรรค์และโลก ซึ่งจะแบ่งตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ส่วนวิธีป้องกันการได้สมบัติแห่งสวรรค์และโลกแล้วกลับไม่ยอมให้ก็ง่ายมาก
มีหลากหลายวิธี เช่น ทำสัญญาทางจิตไว้ล่วงหน้าหรือพอกลับออกมาก็ตรวจสอบถุงเก็บของของพวกเขา เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการซ่อนสมบัติ
วิธีการแบบนี้ ถือว่าต่างคนต่างได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
สำหรับพวกอิทธิพลใหญ่ ๆ พวกเขาไม่ต้องส่งคนไปเสี่ยง เพียงแค่ใช้ทรัพยากรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เพียงพอ
ส่วนผู้บำเพ็ญมนุษย์ พวกเขามีเคล็ดวิชาที่ดีเพื่อความปลอดภัยของตนเอง หากร่วมมือกันก็ยิ่งดีไปอีก
สวี่หยางก็เรียนรู้จากผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นเช่นกัน จึงได้เล่าเรื่องนี้ให้กับหยางโต้วโตวฟัง
หยางโต้วโตวลูบคางไปมาพลางจ้องมองไปที่สวี่หยางก่อนจะพูดว่า “สหายเต๋าสวี่ เจ้ามียันต์แสงทอง สิ่งดี ๆ แบบนี้เหตุใดตัวเจ้าเองไม่เข้าไปล่ะ ข้าได้ยินภรรยาของเจ้าคุยกันว่าพวกนางอยากเข้าไปนะ”
สวี่หยางส่ายหน้า “มันอันตรายเกินไป ข้าไม่อยากเสี่ยง อีกอย่างข้ายังมีภรรยาที่ต้องเลี้ยงดู ถ้าข้าเกิดเป็นอะไรไป ภรรยาอาจจะต้องลำบาก”
“แต่ข้าได้ยินหลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังพูดว่าพวกนางอยากไป”
“ข้าจะบอกกับพวกนางเอง เพราะข้าคือหัวหน้าครอบครัว ถ้าพวกนางอยากไป ข้าจะลงโทษพวกนางอย่างหนักเลย” สวี่หยางกล่าวอย่างเด็ดขาด
หยางโต้วโตวมีสีหน้าแปลกประหลาด
เห็นได้ชัดว่าเมื่ออยู่ด้วยกันมานาน นางก็รู้ว่าสวี่หยางพูดถึงการลงโทษแบบใด
เมื่อพูดถึงการลงโทษเหล่านั้น ก็พูดกันไม่จบไม่สิ้น ทั้งวันทั้งคืนเป็นแน่
เพราะเมื่อเห็นเหล่าภรรยาของเขา บางครั้งพวกนางก็พูดต่อหน้าตนว่า สวี่หยางจะเคลื่อนไหวหลายแบบราวกับวัวถึก เขาไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยและแข็งแรงมาก บางครั้งนางยังเห็นหลินอวี้หรือหลินหวั่นชิงเดินกะเผลก ๆ เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนต้องประสบกับการลงโทษที่ว่านั้นมาอย่างแน่นอน
คิดดูก็สยองแล้ว
“เอาเถอะ ข้าจะพิจารณาดู ถ้าสหายเต๋าสวี่แน่ใจว่าจะไม่เข้าไป ข้าก็จะยอมรับการสนับสนุนของเจ้า”
หลังจากคิดดูแล้ว หยางโต้วโตวก็พูดขึ้น
“ตกลง”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน หลินหวั่นชิงที่แอบฟังอยู่ไม่ไกลนักรอจนกระทั่งหยางโต้วโตวพูดจบและจากไป นางจึงเดินเข้ามา ใบหน้าสะสวยเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “สหายเต๋าสวี่ ข้าอยากพูดเรื่องจริงจังกับเจ้าสักหน่อย”
“เจ้าจะไป เขตแดนลับมังกรดินงั้นรึ?”
สวี่หยางถามตรง ๆ
เพราะที่ผ่านมา หลินหวั่นชิงพูดถึงการจะไปยังเขตแดนลับมังกรดินต่อหน้าเขาอยู่หลายครั้ง แต่สวี่หยางก็ปฏิเสธมาตลอด
เพียงแต่ว่า หลินหวั่นชิงจะพูดอย่างไรก็ไม่ฟังคำของเขาเลย
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าบางครั้งหลินหวั่นชิงก็แอบไปกับหลินไห่ถังเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเขตแดนลับมังกรดินเหมือนเตรียมตัวที่จะเข้าไป
เป็นไปตามคาด หลินหวั่นชิงพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่ ข้าปรึกษากับไห่ถังแล้ว พวกเราเตรียมตัวจะเข้าไป สามี เจ้าก็ไปเถอะ พวกเราสามคนไม่กลัวหรอก ส่วนม่านอวิ๋น นางเพิ่งจะก้าวสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน ถ้าเข้าไปที่นั่นอาจจะเจออันตรายได้ง่าย ๆ”
สวี่หยางปฏิเสธอีกครั้งว่า “ไม่ให้ไป”
“สามี…”
“อย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีก ข้าไม่มีทางยอมให้พวกเจ้าไปยังสถานที่อันตรายเช่นนั้นเด็ดขาด!”
สวี่หยางกล่าวอย่างหนักแน่น
“เจ้ากลัวขนาดนั้นเลยรึ?”
“ข้าทำเพื่อความปลอดภัยของทุกคน”
“ข้าจะไป”
“เจ้า…”
“สามี หวั่นชิงพูดถูกแล้ว ไปเถิด…” เมื่อหลินไห่ถังได้ยินทั้งสองโต้เถียงกัน ก็อดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้
“ไห่ถัง หวั่นชิงไม่รู้จักโต เจ้าก็เป็นไปกับนางด้วยงั้นรึ?”
สวี่หยางส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา
“เจ้ามันไม่มีหัวใจ ถึงกับบอกว่าข้าไม่รู้จักโต!”
ขณะนี้ หลินหวั่นชิงโกรธจริง ๆ แล้ว นางกระทืบเท้า “เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะเตะเจ้า”
สวี่หยางถึงกับอึ้ง “งั้นรึ เจ้าอยากให้ข้าเป็นห่วงหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าสถานที่แห่งนั้นมันอันตรายเพียงใด?”
“เช่นนั้นเจ้าดูพลังปราณที่ข้าเพิ่งฝึกสิ”
เมื่อกล่าวจบหลินหวั่นชิงจึงแผ่เคล็ดวิชาเข้าใส่สวี่หยาง เคล็ดวิชาเปลี่ยนเป็นลำแสงพุ่งเข้าใส่ด้วยพลังที่รุนแรง
“เจ้า…”
สวี่หยางไม่คาดคิดว่าหลินหวั่นชิงจะทะเลาะกับตนเพราะเรื่องนี้
ทว่าแม้หลินหวั่นชิงจะลงมือแต่ก็ไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ คาดว่าจะใช้พลังเพียงครึ่งเดียว
สวี่หยางรับมือพร้อมกับปะทะฝีมือกับหลินหวั่นชิง
“พรึบ พรึบ พรึบ…”
ทันใดนั้น คนทั้งสองก็ปล่อยเคล็ดวิชาออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
เห็นได้ชัดว่า ระดับการฝึกตนของหลินหวั่นชิง ในช่วงนี้นางก้าวหน้าขึ้นจริง ๆ โดยเฉพาะเคล็ดวิชาที่นางฝึกฝน ประสบการณ์ในการต่อสู้ก็เพิ่มขึ้นมากด้วย
แต่สวี่หยางก็อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางแล้ว หวั่นชิงในระดับต้นมิอาจที่จะเทียบเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้นเคล็ดวิชาที่เขาฝึกฝน ล้วนอยู่ในขั้นปรมาจารย์แล้ว ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่หลินหวั่นชิงจะเทียบได้เลย
หากไม่ใช่เพราะสวี่หยางยอมให้นาง นางคงพ่ายแพ้ไปนานแล้ว
“มีเรื่องอะไรกันหรือ” หยางโต้วโตวได้ยินเสียงจึงเดินออกมาและกล่าว
หลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋นก็วิ่งเข้ามาเช่นกัน
“หยุดทะเลาะกันเถอะ หยุดได้แล้ว” หลินอวี้รีบเรียกหุ่นเชิดวานรทองแดงออกมาขวางระหว่างคนทั้งสอง
“พอแล้ว เป็นสามีภรรยากัน มีอะไรต้องทะเลาะกันนัก!”
เสิ่นม่านอวิ๋นเดินมาทางหลินหวั่นชิง ขัดขวางกระแสพลังจิตจากสวี่หยางเพื่อนาง
หลินไห่ถังดึงตัวสวี่หยางไว้
สวี่หยางไม่รู้จะตอบอย่างไร “ข้ามิได้ทำอะไรนาง ข้าเพียงป้องกันตัว”
“เจ้ายังกล้าพูดว่ามิได้ทำอะไร เจ้าชกข้าหลายหมัด เจ้า เจ้า เจ้า… เจ้าทำร้ายภรรยาตัวเอง ฮึกฮึก! ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว”
หลินหวั่นชิงร้องไห้ด้วยความรีบร้อน นางรู้ว่าเมื่อครู่ สวี่หยางไม่ได้ใช้พลังมากเลย และมิได้ลงมือทำร้ายนางจริง ๆ
แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงจู่โจมนาง
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของนางเจ็บปวดอย่างมาก
“สามี ครานี้เจ้าผิดแล้ว เจ้าไม่ควรแกล้งนาง!” หลินไห่ถังว่า
หลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋นก็เข้ามาปลอบโยนหลินหวั่นชิง
สวี่หยางสิ้นหวังเดินเข้ามา แล้วพูดว่า “เอาละ ข้าขอโทษ แต่ว่าการเดินทางไปสู่เขตแดนลับมังกรดินข้าก็ยังคงไม่อนุญาตอยู่ดี”
เมื่อกล่าวเช่นนั้น เขาก็หยิบรายชื่อออกมา “หลายวันนี้ ข้าให้ผู้อื่นจัดการรายชื่อคนที่จะเข้าไปยังเขตแดนลับมังกรดินในปีที่ผ่านมา เจ้ารู้หรือไม่? จำนวนผู้ที่เสียชีวิตเมื่อเข้าไปในเขตแดนลับมังกรดินสูงเพียงใด มากกว่าสามในสิบเชียวนะ!! หมายความว่า เมื่อมีคนเข้าไปหนึ่งร้อยคน จะมีผู้ประสบเหตุถึงสามสิบคน และในบางครั้ง อัตราการเสียชีวิตพุ่งสูงถึงหกในสิบส่วน!! หวั่นชิงเจ้าลองคิดดู หากเราเข้าไปแล้วเกิดเหตุร้ายขึ้น เราจะทำอย่างไรกัน”
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากได้โอกาสก้าวสู่ขอบเขตเจี่ยตาน แต่สำหรับพวกเราตอนนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน เจ้าเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น และข้าก็เพิ่งก้าวสู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง เราสามารถรอให้พลังปราณแข็งแกร่งขึ้นอีกสักหน่อยได้”
“นอกจากนี้ เจ้าคิดว่าพวกเราที่มียันต์แสงทองและเครื่องรางป้องกัน จะทำให้เราสบายใจได้งั้นหรือ มันไม่ใช่เช่นนั้นเลย!”
“เท่าที่ข้ารู้ ทุกคนที่เข้ามาที่นี่จะมียันต์แสงทองอย่างน้อยหนึ่งใบ บางคนที่มาจากตระกูลใหญ่ ๆ จะมีมากกว่านั้น หากเราพบศัตรูเหล่านี้ เราจะรับมืออย่างไร”
“หากเราถูกล้อม จะรับมืออย่างไร หากเราเจออันตรายจากค่ายกล เราจะรับมืออย่างไร”
คำพูดต่อเนื่องจากประโยคก่อนหน้าของสวี่หยางทำให้หลินหวั่นชิงตะลึงไปชั่วขณะ
นางคิดอยู่ตลอดเวลาว่าครอบครัวของตนนั้นเก่งกาจนักหนา แม้เผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานก็มิได้เกรงกลัว
แต่ไม่เคยคิดเลยว่า หากศัตรูมียันต์แสงทองจำนวนมากจะทำเช่นไร
หากเผชิญหน้ากับค่ายกลสังหารขั้นสูง จะรับมืออย่างไร
“ไห่ถังประคองหวั่นชิงเข้าไปพักผ่อนเถอะ”
สวี่หยางกล่าว
“โอ้”
ครู่ต่อมาหลินหวั่นชิงคิดทบทวนจนเข้าใจ จึงเดินเข้าไปในห้องพลางนั่งเท้าคาง
ในเวลานั้นสวี่หยางก็เดินเข้ามา
เมื่อเห็นสวี่หยาง หลินหวั่นชิงจึงรีบหันหน้าหนี ไม่พูดด้วย
สวี่หยางหัวเราะ “หวั่นชิง ยังโกรธอยู่หรือ”
“เจ้าตีข้า!!”
“ข้าแค่แตะเบา ๆ เอง!”
สวี่หยางนั่งลงข้างหลินหวั่นชิงแล้วโอบกอดนางไว้ “เจ้าต้องเข้าใจ ข้าล้วนมีเจตนาดี เขตแดนลับเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปง่าย ๆ เช่นนั้น ต่อให้จะเข้าไปจริง ๆ ก็ต้องรอจนกว่าเราจะมั่นใจจริง ๆ เสียก่อน”
“เช่นนั้นข้าจะเข้าไปเองก็ไม่ได้หรือ”
“หากเจ้าเป็นอันใดไปเล่า ข้ามิเป็นต้องโศกเศร้าไปจนตายหรอกหรือ”
สวี่หยางถอนหายใจ “เจ้าลืมไปแล้วหรือ ท่านพ่อและท่านแม่ของเจ้ายังอยู่ในแดนเหนือ อย่าลืมว่าเจ้าเคยเกือบจะตายไปแล้ว ยามนี้เพิ่งจะวางใจได้ เจ้ากลับจะฝ่าเข้าไปในที่อันตรายเช่นนั้น หากบังเอิญเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นเล่า”
แท้จริงหลินหวั่นชิงเพิ่งเดินกลับมาถึงกระท่อม จากการโน้มน้าวของหลินไห่ถังนางก็ค่อย ๆ คิดอะไรหลายอย่างได้มากขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นรายชื่อจำนวนคนเสียชีวิตที่สวี่หยางมอบให้ ก็ยิ่งเปรียบเสมือนน้ำเย็นสาดเข้าหน้า ยิ่งรู้สึกว่าเขตแดนลับมิใช่ที่ที่ดีนัก
แม้มีโอกาสอันดีซ่อนอยู่ ทว่าเบื้องหลังก็แฝไว้ด้วยความอันตรายอันยิ่งใหญ่
ยามนี้สวี่หยางจึงได้ยินนางเอ่ยว่า “ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ เพียงแต่เหตุใดเมื่อครู่เจ้าจึงตีข้าเช่นนั้น?”
“เอ่อ…”
สวี่หยางอ้าปากค้าง นึกในใจว่า เมื่อครู่มิใช่เจ้ากระโจนเข้ามาหาข้าก่อนหรอกหรือ ข้าเพียงตั้งรับปกป้องตนเองก็เท่านั้น
ทว่ากล่าวเช่นนี้ก็คงไม่ดีกระมัง
อย่างไรเสียก็ไม่ควรโต้เถียงกับสตรี
ด้วยเหตุนี้จึงได้ฉวยมือของหลินหวั่นชิง “เอาเถิด ข้าขอโทษ เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปเล่นที่เกาะสัตตะรัศมี”
“เกาะสัตตะรัศมี ที่แห่งนั้นคือที่ใด?”
“คือเกาะในบริเวณนี้ที่มีทัศนียภาพงดงามยิ่งนัก ทุก ๆ ปีจะมีการจัดเทศกาลโคมไฟเพื่อเฉลิมฉลองวันก่อตั้งของเมืองเซียน ที่สำคัญสถานที่ที่เราจะเข้าไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็คือที่แห่งนี้”
ความจริงที่ทราบเรื่องเกาะสัตตะรัศมีนั้นก็คือ เหอซีเสวี่ยได้บอกเล่าแก่สวี่หยาง เนื่องจากเหอซีเสวี่ยได้เชิญให้เขาไปที่เกาะสัตตะรัศมีพรุ่งนี้
สวี่หยางลูบหัวของหลินหวั่นชิง จากนั้นก็ประคองเอวของนางให้มานั่งบนตักแล้วกล่าวต่อไปว่า “ที่นั่นมีสิ่งบันเทิงมากมาย มีของว่างนานาชนิด ของแปลก ๆ หากินยากก็มีอยู่ไม่น้อย”
“น่าเกลียด พูดก็พูดเถอะ แต่มือเจ้านี่มันอยู่ไม่สุขจริง ๆ นะ”
หลินหวั่นชิงถูกสวี่หยางหยอกเย้าจนตัวอ่อนระทวย ก่อนจะรีบเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว