ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 251 จะต้องจดจำนางมิรู้ลืม
บทที่ 251 จะต้องจดจำนางมิรู้ลืม
บนแท่นประมูล
เหอซีเสวี่ยสวมชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนก้าวออกมา เสียงอันไพเราะก้องกังวานไปทั่วทั้งห้อง
จากนั้นเหอซีเสวี่ยก็อธิบายกฎการประมูล แล้วจึงประกาศว่าการประมูลอย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้นแล้ว
“ของประมูลชิ้นแรกในงานประมูลครั้งนี้คือ ‘ยาขัดเกลา’ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยสร้างรากฐานแก่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ เพื่อการก้าวข้ามขั้น แต่ก็มีข้อเสียคืออาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทำให้พลังปราณไม่บริสุทธิ์พอ”
ด้านหลังของเหอซีเสวี่ย มีหญิงสาวผู้เลอโฉมสวมชุดสีสันสดใสเดินขึ้นมาพร้อมกับถาดวางของ
‘ยาขัดเกลา’ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานหลายคนคงไม่นิยมใช้
มีเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์วัยกลางคนและสูงอายุที่สิ้นหวังในหนทางก้าวหน้าเท่านั้นที่จะใช้เพื่อเพิ่มพูนการฝึกฝนในระยะเวลาอันสั้น
ถัดมาคือของประมูลชิ้นที่สองซึ่งเป็น ศัสตราศักดิ์สิทธิ์โจมตีขั้นกลางระดับสอง
ของประมูลชิ้นที่สาม คือโอสถวิญญาณชั้นเยี่ยมระดับสอง
โอสถวิญญาณระดับสองนี้มีสรรพคุณในการรักษาบาดแผลภายในได้อย่างวิเศษ สามารถฟื้นฟูร่างกายให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ถึงแปดส่วน
ทันทีที่ปรากฏก็ดึงดูดความสนใจจากผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานได้ไม่น้อย!
เห็นได้ชัดว่า
จุดประสงค์ของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานหลายคนก็คงคล้ายคลึงกับหวงเสี่ยวเหมย
ล้วนต้องการรวบรวมสิ่งของเพื่อใช้รับมือกับเคล็ดวิชาของศัตรูเมื่อเข้าไปในเขตแดนลับ
โอสถวิญญาณนี้เท่ากับทำให้ผู้บำเพ็ญมนุษย์มีชีวิตใหม่
ในเวลาอันสั้นสามารถฟื้นฟูได้แปดส่วนถือว่าดีมาก แม้ไม่เท่าในยามปกติแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้คนอื่นสังหาร
“โอสถวิญญาณนี้ ได้มาจากนักปรุงยาเก่าแก่ตระกูลสวี่ คุณภาพดีมาก ราคาประมูลคือหินวิญญาณ 4500 ก้อน” เหอซีเสวี่ยแนะนำ
สาวใช้ในชุดกระโปรงที่อยู่ด้านหลังเหอซีเสวี่ยสวมถุงมือไหมสีขาว พลางหยิบขวดหยกออกมาจากถาดอย่างระมัดระวัง
“โอสถวิญญาณฟื้นฟูบาดแผล!”
มาจากมือนักปรุงยานั่นหมายความว่า หาซื้อได้จากระดับผู้เป็นอาจารย์โดยเฉพาะเท่านั้น ข้างนอกหาซื้อไม่ได้
สวี่หยางสังเกตเห็นว่า หวงเสี่ยวเหมยนั่งตัวตรงอย่างเห็นได้ชัด หมายความว่านางดูสนใจเรื่องนี้
“4600 ก้อน” จริงอย่างที่คิด หวงเสี่ยวเหมยส่งเสียงใส ๆ ร่วมประมูลทันที
เหอซีเสวี่ยมองขึ้นไปชั้นสองด้วยความประหลาดใจ
นางจำได้ว่าห้องส่วนตัวที่จัดให้สวี่หยางอยู่ที่นั่น
แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงมีผู้หญิงอยู่ด้วยล่ะ
ฟังจากเสียงแล้ว ไม่ใช่ภรรยาของสวี่หยาง
“4800!” ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนขึ้น
“4900”
“5000…”
“6100!” ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายต่างพากัดฟันกันตะโกน
หินวิญญาณเพียงเท่านี้ ผู้เข้าร่วมประมูลทั้งหลายพอจะซื้อได้อยู่แล้ว
แต่อยู่ที่ว่าคุ้มค่าหรือไม่
หากจ่ายสูงเกินไป ก็จะไม่คุ้ม
“6300!”
เมื่อหวงเสี่ยวเหมยประมูลราคา ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานบางส่วนส่ายหัวถอนใจก่อนทรุดตัวลงไปนั่ง
หมดสิทธิ์แล้ว หากประมูลราคาสูงเกินกว่านี้ก็จะไม่คุ้ม เพราะของดี ๆ ยังมีอีกมากมายรออยู่ข้างหลัง
ของในลำดับถัดมายังคงมีระดับสูงเช่นเดิม
เป็นยาอายุวัฒนะระดับสอง
ยาเม็ดนี้มีผลต่อผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน และขอบเขตกลั่นลมปราณ
ส่วนผู้บำเพ็นมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานจะได้ผลลดลงครึ่งหนึ่ง
หากสูงกว่าขอบเขตเจินตานนโอสถก็จะไร้ผล
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานและขอบเขตเจี่ยตานที่เริ่มชราภาพ เริ่มแย่งประมูลกันเสียงดังลั่น
สวี่หยางเองก็ร่วมเสนอราคาไปแล้วสองครั้ง
สาเหตุสำคัญคือ เขาเป็นห่วงว่าสักวันภรรยาของตนอาจจำเป็นต้องใช้
อย่างไรก็ตาม เสิ่นม่านอวิ๋นความสามารถไม่สูงนัก อนาคตจะก้าวขึ้นขอบเขตจินตานได้ยาก
พูดตามตรงแล้ว นางสามารถฝึกตนจนถึงขอบเขตเจี่ยตานได้ ก็ถือว่าดีมากแล้ว
และผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานไม่อาจเพิ่มพูนอายุขัย จึงให้นางเตรียมยาอายุวัฒนะระดับสองเอาไว้ล่วงหน้าก็ดีไม่น้อย
ไม่ช้า หินวิญญาณก็พุ่งขึ้นไปถึงสามพันสี่ร้อยก้อน
สวี่หยางตัดสินใจคว้าเอาไว้
“หินวิญญาณ 3600 ก้อน!”
“3800” ชายชราสวมเสื้อผ้าธรรมดา ๆ ผมสีเงิน พูดด้วยเสียงแหบพร่า
พูดจบ ชายชราก็เงยหน้ามองไปยังห้องของสวี่หยางทางชั้นบน
“แค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย…”
สวี่หยางสำรวจ พลังปราณของบุคคลผู้นี้
โดยไม่ลังเล เขารีบเสนอราคา “4000!!”
หินวิญญาณนั้นเขาไม่ขาดแคลนอยู่แล้ว
สีหน้าของชายชราเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ส่ายหน้าอย่างจำใจ “ก็ได้ ก็ได้ ยกให้เจ้าก็แล้วกัน”
สวี่หยางยิ้มกว้าง
หินวิญญาณสี่พันก้อน ซื้อยาอายุวัฒนะระดับสองมาไว้ในครอบครองได้สำเร็จ
ยาอายุวัฒนะนี้มีคุณภาพดีเยี่ยม ทำให้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานอายุยืนยาวขึ้นได้อย่างน้อยสามสิบปี
ต่อมาได้มีการประมูลศัสตราศักดิ์สิทธิ์ทำให้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแย่งชิง
หลังจากศัสตราศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ถึงคราวของเครื่องราง
คราวนี้ยันต์แสงทองปรากฏออกมาพร้อมกันถึงสิบใบ
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานจำนวนมากต่างก็ตะโกนเสนอราคาแข่งกันอย่างดุเดือด
เดิมทีหวงเสี่ยวเหมยก็ตั้งใจจะซื้อเช่นกัน
แต่สวี่หยางได้กล่าวว่า เขาจะจัดหายันต์แสงทองให้ นางจึงไม่ได้แย่งชิง
สุดท้าย นางได้ใช้หินวิญญาณไปกว่าหมื่นก้อนเพื่อซื้อศัสตราศักดิ์สิทธิ์ ประเภทอาวุธลับขั้นต้นระดับสองมาหนึ่งชิ้น
…………
ล่วงเลยมาจนพวกเขามิรู้ตัว การประมูลได้เข้าสู่ช่วงท้ายแล้ว
ในที่สุดเหอซีเสวี่ยก็ได้กล่าวถึงของสำคัญที่จะนำมาประมูลปิดท้าย
ซึ่งก็คือยันต์ศักดิ์สิทธิ์
ถึงแม้จะเป็นเพียงยันต์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น แต่ก็ยังถือเป็นของดีที่ใช้จัดการกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานและขอบเขตเจินตานได้
ราคาเริ่มต้นอยู่ที่หินวิญญาณสี่หมื่นแปดพันก้อน
หวงเสี่ยวเหมยลุกขึ้น “60000!!”
สวี่หยางตกใจ
เขาก็ว่า หวงเสี่ยวเหมยยกมือเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น
ที่แท้ก็รอยันต์ศักดิ์สิทธิ์นี่เอง
“65000”
มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานเหลือบมองมาที่หน้าต่างชั้นสอง
เห็นได้ชัดว่าผู้บำเพ็ญขอบเขตเจินตานผู้นี้มาหายันต์ศักดิ์สิทธิ์ให้กับศิษย์น้องของตนเพื่อให้เข้าไปในเขตแดนลับโดยอาศัยเคล็ดวิชาที่ได้เปรียบกว่าอย่างยันต์แสงทอง
“100000!!”
ทันใดนั้น จากชั้นสองสวี่หยางก็พูดขึ้นโดยตรง
“โฮ้!…”
ผู้คนร้องโฮกันสนั่น
บางคนถอนหายใจ แสนหนึ่งเชียวรึ?!
คนที่คิดจะเพิ่มราคาต่างก็ชะงักแล้วก็ละทิ้งความคิดนั้นไป
บางคนไม่ใช่ว่าไม่มีหินวิญญาณมากมายขนาดนี้
ทว่าพอสังเกตคนที่อยู่ชั้นสองแล้ว ก็คิดว่าน่าจะมีตำแหน่งที่ไม่ธรรมดาหากไปแย่งชิงอาจจะนำมาซึ่งการแก้แค้นและก็ไม่คุ้มค่า
“ยินดีด้วยท่านได้รับ ยันต์ศักดิ์สิทธิ์! เดี๋ยวไปรับที่หลังเวที”
เหอซีเสวี่ยเหลือบตาขึ้นมองชั้นสองแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
ลึก ๆ นางกลับบ่นอยู่ในใจ
ยังจะบอกว่าจนอีกหรือ ตั้งราคาสูงขนาดนี้แล้วยังจะซื้อยันต์ศักดิ์สิทธิ์ไป นี่มันจนตรงไหนกัน
ดู ๆ แล้วน่าจะซื้อให้กับหญิงสาวผู้นั้นมากกว่า
“ท่านทั้งหลาย การประมูลในครั้งนี้จบลงแล้ว เชิญทุกท่านออกจากที่นี่อย่างเป็นระเบียบ เกาะสัตตะรัศมีแห่งนี้เป็นดินแดนของเมืองเซียนชิงหนิว ห้ามต่อสู้หรือฆ่าฟันกันภายในเกาะ หากลักทรัพย์หรือฆ่าชิงของ ผู้นั้น…”
เหอซีเสวี่ยประกาศกฎ
ผู้คนด้านล่างต่างก็ทยอยออกไป
“ไปเถอะ เราลงไปข้างล่างกัน”
สวี่หยางพาหวงเสี่ยวเหมยไปที่หลังเวที
ตอนออกมา เขาแอบรู้สึกว่าเหมือนมีคนกำลังจับตามองอยู่
“เอ๊ะ กลุ่มคนของโจวป๋อซู่หรือ?”
หัวใจสวี่หยางเต้นแรง!!
เมื่อครู่ กลุ่มคนของโจวป๋อซู่อยู่ห้องข้าง ๆ เขา
เห็นได้ชัดว่าราคาที่เขาประมูลนั้นได้ดึงดูดความสนใจของโจวป๋อซู่
“ศิษย์พี่ ชายหญิงคู่นี้เป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น มีคุณสมบัติเช่นใดจึงได้นั่งอยู่ข้างศิษย์พี่เช่นนี้”
ชายเบื้องหลังโจวป๋อซู่ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานขมวดคิ้วกล่าวด้วยถ้อยคำที่ไม่เป็นมิตรนัก
“บุรุษผู้นี้ ช่างคุ้นหน้าเหลือเกิน…”
โจวป๋อซู่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะจำได้อย่างฉับพลันว่า ในวันนั้นเหอซีเสวี่ยได้จัดงานเลี้ยงก้าวสู่ขอบเขตจินตาน บุรุษผู้นี้ได้เดินมาพร้อมกับหลี่ลี่จือ และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของหลี่ลี่จือ
“แม้แต่หลี่ลี่จือยังต้องอยู่ที่ชั้นล่าง บุรุษผู้นี้มีฐานะเช่นใดจึงได้มานั่งข้างข้า”
โจวป๋อซู่มองดูเงาหลังสวี่หยาง แล้วสั่งชายข้างกายว่า “หวังลี่ฉวิน เจ้ากลับไปสืบประวัติของชายผู้นี้เสีย อยากรู้ว่ามีความสามารถเช่นไร”
สำหรับบุคคลที่มีสถานะแปลก ๆ เช่นนี้ โจวป๋อซู่ก็อยากจะทำความเข้าใจให้กระจ่าง
“รับทราบ ศิษย์พี่โจว”
…..
เมื่อลงมาชั้นล่าง สวี่หยางก็ได้จ่ายหินวิญญาณก่อนจะรับของมา
เมื่อได้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว สวี่หยางก็มอบยันต์ศักดิ์สิทธิ์ให้กับหวงเซี่ยวเหมย “เจ้ากำลังจะเข้าสู่เขตแดนลับมังกรดินมันจำเป็นต่อเจ้ามากกว่าข้า เก็บไว้เถอะ”
“มันมีค่าเกินไป ข้า…” หวงเสี่ยวเหมยขมวดคิ้ว สายตาสับสน
แท้จริงนางก็เข้าใจดีว่าการกระทำของสวี่หยางเช่นนี้คงจะหนีไม่พ้นที่ยังคงผูกพันอยู่กับนางแน่นอน
หากสวี่หยางล่วงรู้ความนึกคิดในใจของหวงเสี่ยวเหมย คงจะร้องหาความอยุติธรรมอย่างแน่นอน
เขาเพียงแค่ตั้งใจจะสนับสนุนหวงเสี่ยวเหมยเท่านั้น
สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีศิษย์สายใน นามนี้มิใช่น้อยเลย แม้แต่ศิษย์ของชิงหนิวเจินเหรินก็ยังต้องเกรงใจ
ทว่าครั้นเดินออกจากหอประมูล หวงเสี่ยวเหมยก็ยังคงไม่ยอมรับไว้
“หวงเสี่ยวเหมย เจ้าลืมสิ่งที่ข้าเคยบอกกับเจ้าไปก่อนหน้าแล้วหรือ? สิ่งนี้คือการสนับสนุนเจ้า ข้ายังมีความหวังให้เจ้าได้สิ่งของวิเศษในเขตแดนลับมังกรดิน หากเจ้าเกิดเรื่องร้ายขึ้นภายในนั้น ใครเล่าที่จะมอบผลประโยชน์ให้ข้า”
สวี่หยางเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะก่อนจะยัดยันต์ศักดิ์สิทธิ์ใส่ในมือของหวงเสี่ยวเหมย
“เจ้าจงรับไว้เถิด!”
เมื่อได้มองดูยันต์ศักดิ์สิทธิ์ในมือที่ยังคงอบอวลไปด้วยไออุ่นจากมือของสวี่หยาง หวงเสี่ยวเหมยจึงตัดสินใจพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ได้ ข้าจะรับไว้ ข้ามีหินวิญญาณมากกว่าเจ็ดหมื่นก้อน ข้าให้เจ้าเจ็ดหมื่นก้อนก่อน”
“กว่าจะถึงเวลาเข้าไปยังเขตแดนลับมังกรดิน ก็ยังเหลืออีกหลายเดือน เจ้าก็เก็บเอาไว้เถิด หากเจ้าขาดแคลนสิ่งใด ก็ซื้อหามาใช้เองได้ เมื่อเจ้าออกมาจากเขตแดนลับมังกรดินแล้ว พวกเราค่อยมาคิดบัญชีกันก็ได้”
สวี่หยางกล่าวโดยมิได้ใส่ใจนัก
ในยามนี้ หวงเสี่ยวเหมยมีความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก
หลังจากได้มาอยู่ในโลกเซียนอันแปลกประหลาดแห่งนี้ สวี่หยางก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่นางหลายครั้งหลายครา ทำให้ความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวในใจของนางได้ปรากฏขึ้น
“ขอบใจเจ้า…”
หวงเสี่ยวเหมยเฝ้ามองเงาหลังของสวี่หยาง ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น เอ่ยพึมพำเบา ๆ
ส่งข่าวให้กับเหล่าภรรยา ทราบว่านางกับผองเพื่อนกำลังเที่ยวงานโคมลอยริมทะเลสาบสัตตะรัศมี
ครั้นเมื่อไปถึง หวงเสี่ยวเหมยกล่าวว่านางยังมีธุระอื่นที่ต้องจัดการ จึงขอแยกทางกับสวี่หยาง
สวี่หยางแอบรู้สึกว่าแม้ความสัมพันธ์ของตนกับหวงเสี่ยวเหมยจะแน่นแฟ้นดุจทองคำแท้
แต่กลับมีความห่างเหินไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคงไม่อาจหวนคืนสู่วัยเยาว์ดุจดังเก่าก่อนได้อีกแล้ว คงเหลือเพียงความเป็นมิตรที่ดีต่อกันเท่านั้น
“นี่แหละหนาชีวิต”
ว่ากันตามจริงแล้ว สวี่หยางก็มิได้จงใจจะให้เกิดสิ่งใดกับหวงเสี่ยวเหมย
เพียงแค่ถือว่านางเป็นสหายสนิทที่สามารถพูดคุยปรึกษากันได้
ขณะนั้นเครื่องรางส่งข่าวของเหอซีเสวี่ยก็ได้สั่นไหว
สวี่หยางหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นข้อความจากเหอซีเสวี่ย ที่ส่งมาว่า “คนรักของเจ้าจากไปแล้วหรือ?”
สวี่หยาง “…”
คนรักอะไรกันเล่า!
สวี่หยางงุนงงอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เขาจะไหวตัวทัน
เหอซีเสวี่ยคงเข้าใจผิดคิดว่าหวงเสี่ยวเหมยเป็นคนรักของตนสินะ!