ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 252 ชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลัง!
บทที่ 252 ชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลัง!
เวลานี้สวี่หยางตกตะลึง
แม้จะใช้ยันต์ส่งข่าว แต่เขาก็ยังได้กลิ่นความหึงหวงอย่างแรง
“นั่นคือสหายข้า”
“โอ๊ะ งั้นหรือ?”
ประโยคนี้ไม่ได้มาจากยันต์ส่งข่าว แต่มาจากด้านหลัง
กระนั้น เสียงนี้ก็ไม่ใช่เสียงของเหอซีเสวี่ย ชัดเจนว่าเป็นเสียงผู้ชาย
“อืม เหอซีเสวี่ยเปลี่ยนเพศตั้งแต่เมื่อไหร่?”
สวีหยางงุนงงรีบหันหลังกลับไป
ด้านหลัง มีเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน สวมเสื้อคลุมสีเขียว มีหนวดเคราสีอ่อน หน้าตาขาวซีดนิดหน่อย แต่งตัวคล้ายซิ่วไฉ
“เซียนเหอ…”
สวีหยางรับรู้ถึงลมปราณ ที่เหอซีเสวี่ย เพิ่งแผ่ออกมาจึงอดไม่ได้ที่จะตกใจ
มองคนตรงหน้าที่แต่งหญิงเป็นชายอยู่ ในใจก็อดคิดไม่ได้ “เหมือนผู้ชายยิ่งนัก”
“เซียนเหอตามข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่” สวี่หยางอดไม่ได้ที่จะถาม
เหอซีเสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้ปฏิเสธ “ดูว่า เจ้าหนุ่มคนนี้มีชู้หรือไม่”
สวี่หยางครุ่นคิด ชู้รักของข้าก็เจ้าไง
แน่นอน ประโยคนี้เปล่งออกมาไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้นคงถูกเหอซีเสวี่ยประชาทัณฑ์อยู่กลางถนนแน่
“ผู้บำเพ็ญคนเมื่อครู่นามว่าหวงเสี่ยวเหมย ขณะนี้นางศิษย์สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี แดนเซียนตอนเหนือเช่นเดียวกับข้า ความสัมพันธ์ของเราบริสุทธิ์…”
สวี่หยางเล่าเพียงคร่าว ๆ
“นางก็แค่สหายในวัยเยาว์ของเจ้าสินะ” เหอซีเสวี่ยตาพร่า ทว่าจู่ ๆ ก็เบิกตากว้าง “เหตุใดเจ้าต้องเล่าให้ข้าฟัง มิเห็นจะเกี่ยวกับข้าตรงไหนเลย…”
สวี่หยางลูบจมูก “เซียนเหอ ธุระสำเร็จแล้วมิใช่หรือ ไยถึงต้องปลอมตัวเช่นนี้”
เหอซีเสวี่ยกล่าวเรียบ ๆ “การประมูลสิ้นสุดลงแล้ว เป็นธรรมดาที่ข้าจะเสร็จภารกิจ ทว่าบัดนี้ข้าเบื่อเหลือเกิน ได้ยินเจ้ากล่าวว่าภายนอกสนุกสนานนัก ข้าจึงได้ออกมาเยี่ยมชมดูสักหน่อย”
“เช่นนั้น ข้าจะพาเจ้าไปเดินชมดีหรือไม่?” สวี่หยางเสนออย่างแข็งขัน
“เห็นแก่ความจริงใจของเจ้า เช่นนั้นก็ย่อมได้”
เหอซีเสวี่ยตอบอย่างไม่สนใจ
“ในยามนี้ ข้าใช้ชื่อว่าเหอซีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน เข้าใจหรือไม่? ข้าไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของข้า” เหอซีเสวี่ยกล่าว
“เข้าใจแล้วเซียนเหอ…เอ๊ย! ไม่ใช่สิ เหอซี” สวี่หยางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ทว่าเหอซี เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญแต่ไฉนกลับมีคุณสมบัติบางประการที่ไม่ตรงกับผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานกันนะ?”
เหอซีเสวี่ยก้มลงมองเสื้อผ้าของตนซึ่งก็เรียบง่าย แล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็รีบ ๆ บอกมาเถอะ”
“เจ้าเย็นชาเกินไปแล้ว…ราวกับว่าผู้อื่นล้วนติดค้างหินวิญญาณของเจ้าอย่างไรอย่างนั้น ผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานที่ไหนเล่าจะเป็นเช่นนี้ ในยุคสมัยนี้ การฝึกตนมิใช่การต่อสู้หรือสังหารแต่เป็นการมีมนุษยสัมพันธ์ เมื่อออกนอกบ้านควรเจรจาต่อรองกันด้วยรอยยิ้มเราจึงต้องยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคน”
“ยิ้มแย้มแจ่มใสหรือ? เข้าใจแล้ว!”
เหอซีเสวี่ยยิ้มอย่างไม่ค่อยเต็มใจออกมาครั้งหนึ่ง ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับดูเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
เหล่าสาวงามที่ผ่านไปมาต่างก็อดใจมองมิได้ ซุบซิบกันว่า “โอ้โห ช่างเป็นชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลังจริง ๆ”
“ชายผู้นี้คงแข็งแกร่งยิ่งนัก”
“หากได้ชายเช่นนี้ ตายก็ไม่เสียดาย”
“สหายเต๋ามาเพียงสองคนหรือ” หญิงสาวนางหนึ่งเดินเข้ามาถาม
“ไปให้พ้น!!”
เหอซีเสวี่ยเกือบจะหลุดปากไปแล้ว
แต่ได้ยินสวี่หยางสื่อจิตมาว่าห้ามทำท่าเย็นชา!
มิเช่นนั้นใครจะเชื่อว่าเจ้าคือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น?
เหอซีเสวี่ยจึงยิ้มแย้ม พยักหน้า “ไปสิ…แม่น้ำสายนี้ยาวและงดงามเหลือเกิน วันนี้ฟ้าแจ่มใส ข้ากับท่านพี่สวีออกมาเที่ยวเล่น สาวงามท่านนี้ เอ้อ…ท่านมาเพียงสองคนหรือ?”
ด้านหลังหญิงสาวที่เดินเข้ามานั้น ยังมีหญิงสาวอีกนางหนึ่งยืนอยู่
“ถูกต้อง ท่านจะไปชมโคมไฟด้วยกันหรือไม่?”
เหอซีเสวี่ยหาข้ออ้าง “เกรงว่าจะไม่สะดวก พวกเราเที่ยวกันพอสมควรแล้ว ต้องกลับก่อน ขออภัยด้วย”
“เช่นนั้นก็ได้”
หญิงสาวสองนางรู้ตัวว่ามิได้เป็นที่ต้องตา จึงเดินจากไปด้วยความผิดหวัง
“รับมือเป็นอย่างไรบ้าง?”
เหอซีเสวี่ยพยักหน้าให้สวี่หยาง
สวี่หยางชูนนิ้วโป้งขึ้นมา “เจ้าเก่งมากเลย”
สอง ‘ชายหนุ่ม’ เดินทางด้วยกันมาเช่นนี้ ก็มักจะเรียกความสนใจจากบรรดาหญิงสาว
ช่วยไม่ได้ เหอซีเสวี่ยแม้แปลงกายมาเป็นชายหนุ่ม แต่รูปโฉมที่สะสวยและยังสะดุดตาอยู่ดี เหมือนหิ่งห้อยในกลุ่มผู้คนที่เป็นที่สนใจได้ง่าย
“ฮ่าฮ่า คาดไม่ถึงว่าข้าจะได้รับความนิยมจากพวกหญิงสาวเช่นนี้ สวี่หยางเจ้าว่าหากข้าได้พบกับภรรยาเจ้า ภรรยาเจ้าจะชอบข้าหรือไม่”
“ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด”
สวี่หยางร้อนใจ เขาร้อนใจ!
“ฮ่าฮ่าฮ่า…”
เหอซีเสวี่ยเห็นท่าทีของสวี่หยางแล้วก็รู้สึกขำ
ในที่สุดก็หาจุดอ่อนของสวี่หยางได้แล้วสินะ
เมื่อมาถึงที่ที่ภรรยาของเขาอยู่ สวี่หยางก็แนะนำเหอซีเสวี่ยให้ภรรยาของตนทั้งสี่รู้จัก
“นี่คือเหอซี เราเจอกันที่งานประมูลตระกูลสวี นิสัยดีมาก ช่วยข้าแก้ไขปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย”
สวี่หยางแนะนำ
ภรรยาทั้งสี่ต่างพากันตะลึง
หล่อเหลาจริงเชียว! ชายผู้นี้ช่างเปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่งจริง ๆ
ต่อมา สวี่หยางก็พาพวกนางไปเล่นโคมไฟริมทะเลสาบแล้วก็เช่าเรือเล็กพายเรือกันทั้งหกคน
ระหว่างนั้นหลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังก็มิใช่คนโง่ ทั้งสองคาดเดากันว่าสถานภาพของเหอซีคงจะไม่ธรรมดา
มิฉะนั้นแล้วด้วยนิสัยของสามีผู้รอบคอบ จะยอมให้เหอซีไปเที่ยวกับพวกนางได้อย่างไร
มันไม่สอดคล้องกับการกระทำของสามีเลย
หลังจากที่สังเกตการณ์มาระยะหนึ่งแล้ว พวกนางก็ยังพบว่าการเคลื่อนไหวหลาย ๆ อย่างของเหอซี ดูแล้วมีลักษณะคล้ายเป็นผู้หญิง
เช่น ตอนที่เหอซีเดินยกชายเสื้อคลุมของตนเองขึ้นมา
นั่นไม่ใช่ท่วงท่าเวลาที่หญิงสาวยกกระโปรงกระนั้นหรือ
แล้วตอนทานของว่าง เหอซีก็กินทีละเล็กละน้อย ไม่มีกิริยาท่าทางของบุรุษเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้จะสงสัยในสถานภาพของเหอซีอยู่ในใจ แต่ภรรยาทั้งสี่ก็ฉลาดมากพอที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียง
แต่ก็ตัดสินใจกันไว้เป็นมั่นเหมาะ
เมื่อกลับถึงจวนแล้ว พวกนางจะต้องเล่นงานสามีให้เข็ด
ยามโพล้เพล้
เหอซีเสวี่ยเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า “วันนี้พวกเราเล่นกันอย่างสนุกสนาน ตอนค่ำนี้ข้าจะเป็นเจ้าภาพเอง เลี้ยงสหายเต๋าสวี่และเหล่าแม่นางทั้งหลายไปรับประทานอาหารด้วยกันเถิด”
“เช่นนั้นก็รบกวนท่านด้วย” หลินหวั่นชิงกล่าว
เหอซีเสวี่ยเลือกร้านอาหารที่ดีที่สุดของเกาะสัตตะรัศมี
เมื่อมาถึงที่นี่ หลินไห่ถังก็อดแปลกใจไม่ได้
“เท่าที่ข้ารู้ เกาะสัตตะรัศมีเป็นของเซียนเหอ ปกติแล้วหากจะจองห้องที่นี่ จะจองไม่ได้เลย แล้วช่วงเทศกาลโคมไฟเช่นนี้ ยิ่งจองได้ยากยิ่งขึ้น”
เหอซีเสวี่ยหันไปยิ้มให้หลินไห่ถังเล็กน้อย “แม่นางไห่ถังกล่าวถูกต้อง เพียงแต่ข้าจองไว้ล่วงหน้าก็เลยได้ ข้าบอกตามตรง ข้ามีความสัมพันธ์กับเสวี่ยหยางเจินเหรินมากทีเดียว ข้าทำงานให้นางน่ะ”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
หลินไห่ถังพยักหน้าเล็กน้อย
นางคาดเดาว่า เหอซีอาจเป็นคนของเหอซีเสวี่ยหรือไม่ก็อาจเป็นคนรับใช้คนใดคนหนึ่ง
เกาะสัตตะรัศมีหรูหราสมคำร่ำลือจริง ๆ วัตถุดิบต่าง ๆ ก็ล้วนเป็นของเลิศรส แขกที่มารับประทานอาหารที่นี่ ล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขึ้นไป
ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานและเจี่ยตานต่างมารวมตัวกันที่นี่
เหอซีเสวี่ยพาสวี่หยางและภรรยาเข้ามาในห้องส่วนตัว สั่งอาหารไปสิบเจ็ดอย่าง
เมื่อรับประทานกันจนอิ่มหนำสำราญแล้ว เหอซีเสวี่ยจึงลุกขึ้นเพื่อกล่าวคำลา
“สวี่หยาง เจ้ารู้จักเหอซีได้อย่างไร เขาช่างรูปงามและร่ำรวยเช่นนี้”
หยางโต้วโตวกล่าวด้วยความคลั่งไคล้ ดวงตาเปล่งประกาย
ถูกต้องแล้ว ในยามนี้แววตาหยางโต้วโตวเปล่งประกาย!
“โต้วโตวเจ้าคงจะชอบเขาแล้วกระมัง”
หลินอวี้เอ่ยแซวพร้อมรอยยิ้ม
“ก็มีบ้าง…คนผู้นั้นรูปงาม นิสัยดี มีความสามารถ…”
สวี่หยางถึงกับอึ้ง “ได้สิ กลับไปข้าจะแนะนำให้รู้จัก”
ครอบครัวรับประทานอาหารเสร็จสิ้น ในวันนี้พวกเขายังคงพักอยู่ที่นี่
เช้าวันรุ่งขึ้นรับประทานอาหารเช้าที่ชั้นล่าง
สวี่หยางก็ได้รับข่าวสารบางอย่าง
เมื่อวานนี้มีผู้ที่เดินทางมาจากเมืองเซียนแล้วถูกปล้นระหว่างทาง
คล้ายว่าผู้บำเพ็ญมารจะเป็นผู้ลงมือ
สวี่หยางอดคิดถึงหลี่เจี้ยนเจิ้นและเหอปิงอวิ๋นศิษย์ของหลี่เจี้ยนเจิ้นไม่ได้
พวกเขาล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐาน อีกไม่นานแดนลับมังกรดินก็ใกล้จะเปิดแล้ว สองคนนั้นจะต้องเข้าไปอย่างแน่นอน
รับประทานอาหารเช้าเสร็จสิ้น ครอบครัวก็ยังคงท่องเที่ยวที่นี่ต่อ ส่วนหยางโต้วโตวหาแผงขายกระดานค่ายกลได้แล้วกิจการก็ยังถือว่าดี ในวันที่สี่ก็ได้เชิญครอบครัวของสวี่หยางมาทานอาหารเป็นครั้งแรก
เล่นเริงรมย์อยู่ร่วมสิบกว่าวัน สุดท้ายคนทั้งครอบครัวก็ติดตามกองคาราวานเดินทางกลับเมืองซานชิงซาน
สิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงก็คือเมื่อมาถึงหน้าประตูเมือง เสิ่นปิงก็ตรงดิ่งเข้ามาต้อนรับพร้อมแจ้งว่ามีแขกมาเยี่ยมสวี่หยาง
“ข้าบอกไปแล้วมิใช่หรือว่าช่วงนี้จะไม่ขายของ” สวี่หยางเอ่ย
“มิได้มาซื้อของ แต่บอกว่าเป็นคนรู้จักกับเจ้า เป็นผู้บำเพ็ญหญิงนามว่าสวีจื่อรั่ว”
เสิ่นปิงกล่าวอย่างจริงจัง
“สวีจื่อรั่ว มาหาแล้วรึ”
หลินหวั่นชิงตกใจก่อนจะหัวเราะ “สวีจื่อรั่วมาแดนเซียนตงไห่ก่อนพวกเรา แต่ก็มิได้ข่าวคราวของนางอีกเลย นึกไม่ถึงว่านางจะติดต่อมาเอง”
เสิ่นม่านอวิ๋นก็พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ในดินแดนแห่งนี้ หากได้พบผู้คนจากบ้านเกิดก็ถือเป็นเรื่องที่ดี”
สวี่หยางก็อารมณ์ดีเช่นกัน
ความรู้สึกของเขาที่มีต่อสวีจื่อรั่วนั้นนับว่าดีทีเดียว ในตอนที่อยู่เมืองสวีเจียฟาง สวีจื่อรั่วดูแลเขาเป็นอย่างดี
เพราะนางด้วย เขาจึงได้มาพบรักกับหลินหวั่นชิง
กล่าวได้ว่าสวีจื่อรั่วนั้นเป็นเสมือนแม่สื่อคนหนึ่ง
“เชิญนางเข้ามาเร็ว” สวี่หยางสั่ง
“ตกลง!”
เสิ่นปิงโผทะยานจากไปอย่างว่องไว
กลับมาที่ถ้ำฝึกตน
หยางโต้วโตวกลับไปที่ห้องทำงานของตนเองแล้วเก็บกระดานค่ายกลไป
หลินอวี้เสิ่นม่านอวิ๋นและหลินหวั่นชิงก็จัดการเตรียมชารอต้อนรับแขก
ชั่วครู่ต่อมา
เงาร่างอันคุ้นเคยลอยมา
นอกจากสวีจื่อรั่วแล้วสวี่หยาง ยังเห็นคนคุ้นเคยอีกคน
คู่หมายที่เคยดูตัว สวีเชี่ยนเชี่ยน
สวี่หยางถอนหายใจ
ไม่คิดว่าเวลาผ่านมาหลายปีเช่นนี้ ยังได้พบกับสวีเชี่ยนเชี่ยนคู่หมายในอดีตอีก
เวลาผ่านไปนานขนาดนี้
สวีจื่อรั่วยังเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด
เพียงแต่ใบหน้าดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ลบความเขินอายในวัยเด็กออกไป และไม่มีความรู้สึกสง่างามโอ่อ่าเหมือนเมื่อก่อน
คิด ๆ ดูแล้ว ในแดนเหนือนั้นสวีจื่อรั่วเป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสวี แม้ตระกูลสวีจะไม่ใช่ตระกูลใหญ่ระดับแนวหน้า แต่ก็อยู่ในระดับกลาง ๆ
แต่ที่นี่สวีจื่อรั่วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าผู้บำเพ็ญคนอื่น ต้องพึ่งพาตนเองทุกอย่าง
ส่วนสวีเชี่ยนเชี่ยน เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ที่ใสซื่อในอดีต ตอนนี้ดูเป็นสาวเต็มตัวมากขึ้น อาจเป็นเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการแสวงหาทรัพยากรเพื่อการฝึกฝน ผิวพรรณและเส้นผมจึงไม่ได้ดีไปกว่าสวีจื่อรั่วเท่าใดนัก ทั้งตัวดูอิดโรยไปบ้าง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือดวงตาของนางไร้ประกาย
ใช่แล้วไร้ประกาย
“คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสวี ห่างหายกันไปนาน ข้าได้ยินว่าเจ้าจะมา จึงทำให้ข้าดีใจยิ่งนัก”
สวี่หยางต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น แล้วหันไปทางสวีเชี่ยนเชี่ยน “แม่นางสวีเชี่ยนเชี่ยน พบกันอีกแล้ว”
สวีเชี่ยนเชี่ยนรีบยิ้มแล้วพยักหน้าให้สวี่หยาง สายตาของนางซับซ้อนยิ่งนัก
ย้อนกลับไปตอนนั้นประมุขแห่งตระกูลสวีมีความประสงค์จะจับคู่ให้นางกับสวี่หยาง
น่าเสียดายที่นางมิได้สนใจ
หลังจากนั้นน้องชาย สวีเหวินเผิงก็พยายามจับคู่ให้นางกับสวี่หยางอยู่หลายครั้ง นางก็ยังคงปฏิเสธ
บัดนี้เมื่อนึกย้อนกลับไป
นางรู้สึกเสียใจยิ่งนัก
นี่คงเป็นเรื่องของโชคชะตา
เมื่อนึกถึงบุรุษที่ตนเองได้แต่งงานด้วย บัดนี้พวกเขาทั้งสองได้เลิกรากันไป ส่วนนางก็ติดตามสวีจื่อรั่วออกเรือมาจนถึงที่นี่
จนถึงทุกวันนี้ นางก็ยังคงเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าเท่านั้น