ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 253 คนบ้านเดียวกันแทงข้างหลังกันเสียแล้ว!
บทที่ 253 คนบ้านเดียวกันแทงข้างหลังกันเสียแล้ว!
“จื่อรั่ว” หลินหวั่นชิงเดินเข้ามาด้วยความดีใจ จับมือสวีจื่อรั่วไว้
ทั้งสองนั้นมีความสัมพันธ์อันดีมาแต่ไหนแต่ไร
ยามนี้ได้พบกันยิ่งพูดคุยไม่รู้จบ
“เจ้าสวยขึ้นกว่าเดิมแล้ว” สวีจื่อรั่วกล่าว “มีคนที่เจ้ารักคอยดูแล อย่างไรเสียก็ไม่เหมือนกันหรอก”
“ที่ไหนกัน เจ้าก็สวยไม่แพ้กัน” หลินหวั่นชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ชื่นชมความงามของสวีจื่อรั่ว
“ข้าหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาทรัพยากรในการฝึกฝนตลอดปี จะไปมีเวลาใส่ใจรูปโฉมได้อย่างไร”
สวีจื่อรั่วเล่าความไม่สะดวกของตนเอง
นางพาเหล่าตระกูลสวีมา พอมาถึงเรือก็เผชิญหน้ากับโจรผู้ฝึกตน คนในตระกูลตายไปถึงหนึ่งในสาม ภายหลังโจรผู้ฝึกตนก็หลบหนีไป
กว่าจะลงจากเรือได้ก็ยากเย็นเย็นแสนเข็ญ พอมาถึงแดนเซียนตงไห่แห่งนี้ก็พบกับผู้บำเพ็ญมนุษย์แดนเหนือ
เดิมทีคิดว่าคนบ้านเดียวกัน ว่าแล้วทั้งสองก็น้ำตาไหลอาบแก้ม
แต่ไหนเลยจะรู้ว่าคนบ้านเดียวกันจะแทงข้างหลังกันเช่นนี้
เพราะร่วมเดินทางล่าสัตว์ พวกชาวบ้านที่ว่านั้นก็ฉวยโอกาสจู่โจม ทำให้สูญเสียผู้อาวุโสขอบเขตสร้างรากฐานไปสองคน
โชคยังดีที่นางมีของวิเศษโจมตีขั้นกลางระดับสองที่ซื้อมาด้วยราคาสูงลิ่ว จึงกำจัดศัตรูได้
จากนั้นมา พวกเขาก็ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังราวกับเดินบนแผ่นน้ำแข็ง
เพราะนางเลี้ยงดูคนในตระกูลไม่ไหว คนในตระกูลจำนวนมากจึงต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง
บัดนี้ นางเหลือเพียงสี่คน ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางหนึ่งคนคือข้า ส่วนสวีเชี่ยนเชี่ยนและพี่สาวอีกคนเป็นเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าเท่านั้น
สวีจื่อรั่วเอ่ย ทันใดนั้นนางก็พบว่าสวี่หยาง เสิ่นม่านอวิ๋น หลินหวั่นชิง และหลินไห่ถังกลับก้าวสู่ขอบเขตสร้างรากฐานกันหมดแล้ว
ทว่าลมปราณขอบเขตสร้างรากฐานของสวี่หยางช่างเข้มข้นนัก
“เจ้าอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางแล้วเช่นนั้นรึ”
สวีจื่อรั่วร้องเสียงหลง
สีหน้าของสวีเชี่ยนเชี่ยนซับซ้อนยิ่งนัก ความรู้สึกเสียดายภายหลังนั้นค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
นางหวาดหวั่นว่าสวี่หยางยังจดจำเรื่องราวที่นางเคยปฏิเสธเขาไว้
หากว่าเขาผูกใจเจ็บ นางคงจะรู้สึกผิดต่อพี่น้องนางเป็นอย่างมาก
แท้จริงแล้ว สวีเชี่ยนเชี่ยนคิดมากไป สวี่หยางไม่ได้จดจำเรื่องราวเหล่านั้นเลย
“สวีจื่อรั่ว พวกเจ้าเดินทางมาครานี้ มีความประสงค์จะอาศัย ณ ที่แห่งนี้เป็นเวลานานเท่าใด บัดนี้พักอยู่ที่ใดเล่า”
สวี่หยางเอ่ยถาม
“พวกเราอาศัยอยู่ที่เคหาสน์เขาเทพดาบทางทิศนั้น พึ่งพาการออกเรือประมง ทำภารกิจของเคหาสน์เขาเทพดาบเพื่อยังชีพ แต่เมื่อไม่นานมานี้เขตแดนลับมังกรดินกำลังจะเปิดออกข้าจึงคิดจะเข้าไปเสี่ยงดวง”
สวีจื่อรั่วกล่าวอย่างจริงจัง
สีหน้าของสวี่หยางแปรเปลี่ยน มิใช่ว่าเขาจะดูถูกสวีจื่อรั่ว ทว่าพลังปราณของนางอ่อนแอเกินไป
ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นเพียงแค่นี้ จะไปเสี่ยงโชคได้อย่างไร
แม้แต่ผู้เกรียงไกรอย่างหวงเสี่ยวเหมยยังต้องเตรียมยันต์แสงทองและแม้แต่ยันต์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อเตรียมรับมือ
“เขตแดนลับมังกรดินอันตรายยิ่งนัก และผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เข้าไปก็อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานที่ล้วนมียันต์แสงทองหรือแม้แต่ยันต์ศักดิ์สิทธิ์เป็นไม้ตาย ข้าขอให้เจ้าคิดให้ดี” สวี่หยางเอ่ยตักเตือนด้วยความหวังดี
หลินหวั่นชิงก็ฉุดมือสวีจื่อรั่วไว้ หวังให้นางทบทวนดูอีกที
“ข้าคิดถี่ถ้วนแล้ว พวกเราก็เข้าไปเถอะ ไม่ได้มุ่งหาสมบัติจากสวรรค์ราคาแพง พวกเราแค่ต้องการของธรรมดาเท่านั้น แถมได้ยินว่าปราณวิญญาณ ที่นั่นเข้มข้นมากมายนัก บำเพ็ญตนด้านในก็มีประโยชน์ต่อพวกเราด้วย”
หลินหวั่นชิงและเสิ่นม่านอวิ๋นต่างก็เกลี้ยกล่อม
น่าเสียดายสวีจื่อรั่วกลับไม่รับฟัง
“ไม่ต้องเกลี้ยกล่อม ข้าได้แผนที่ภายในมาแล้ว แม่นยำมาก ข้าจะไม่ไปยังสถานที่อันตรายเหล่านั้นก็เพียงพอแล้ว!”
พลางเอ่ยอย่างเจ็บปวด “คราวนี้ ข้าต้องฝ่าด่านนี้ให้ได้”
“เพราะเหตุใดรึ?”
“พวกเราเป็นหนี้เคหาสน์เขาเทพดาบอยู่ก้อนหนึ่ง ดอกเบี้ยทบต้น ทำให้หนี้พุ่งไปถึงหลายแสนแล้ว ถ้าหากไม่ใช้คืน พวกเรา…พวกเรา…” สวีจื่อรั่วก้มหน้ามองสวีเชี่ยนเชี่ยนแล้วกล่าวว่า “พวกเราคงเหลือเพียงทางเดียว นั่นก็คือไปหอนางโลมของเคหาสน์เขาเทพดาบเพื่อขายกายใช้หนี้”
สวีเชี่ยนเชี่ยนร้องไห้ออกมา เดินเข้าไปหาสวีจื่อรั่วแล้วว่า “พี่ใหญ่ ข้าจะไปเอง ข้าจะรับแขกให้เยอะ ๆ ใช้หนี้ให้หมด”
“เจ้าเคยเสียสละให้กับตระกูลหวงมามากแล้ว…”
สวีจื่อรั่วส่ายหน้า
จากบทสนทนาของพวกนาง สวี่หยางได้รู้ว่าสวีเชี่ยนเชี่ยนหย่าร้างสามีแล้ว
“เหตุใดจึงได้เป็นหนี้เยอะขนาดนี้”
สวี่หยางอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
“เพื่อรวบรวมยาสร้างรากฐานให้แก่เหล่าศิษย์ในตระกูล แม้จะสามารถรวบรวมได้แล้ว แต่ผู้ที่เป็นคนหานั้นไม่ได้น่าไว้วางใจนัก ทุกคนต่างพากันล้มเหลวในการหลอมยาสร้างรากฐาน วัตถุดิบยาจึงสูญเปล่าไป จากนั้นก็ได้ไปล่าสัตว์ มีสมาชิกของตระกูลบาดเจ็บ จึงจำเป็นต้องใช้ยารักษา ข้าไม่มีหนทางอื่นใดจึงต้องไปหยิบยืม ยืมไปยืมมาจึงเผลอเป็นหนี้เพิ่มพูนมาเช่นนี้”
สวีจื่อรั่วกล่าวขึ้นขณะทบทวนเรื่องราว
สวี่หยางคาดเดาว่าสวีจื่อรั่ว น่าจะถูกหลอกเข้าให้แล้ว
กล่าวกันง่าย ๆ ก็คือหนี้นอกระบบนั่นเอง
“เดิมทีพวกเราอยู่ที่เมืองเซียนชิงหนิว บังเอิญได้ยินเรื่องราวของเจ้า…ากแผงลอยแห่งหนึ่ง ในตอนแรกข้าก็ไม่กล้าฟันธงว่าสวี่หยางที่ได้ยินมานั้นคือเจ้าหรือไม่ จึงได้ตามมา”
“ได้ยินจากสาวใช้ที่นี่ว่า เจ้ามีทั้งหวั่นชิงและม่านอวิ๋น ข้าจึงได้รู้ว่ายอดเขาแห่งนี้มีเจ้าเป็นผู้นำอยู่จริง ๆ”
“การเดินทางมาของข้าในครั้งนี้ ต้องการซื้อเครื่องรางและวัสดุบางอย่าง ข้าเตรียมที่จะฝากให้ผู้อื่นหลอมยาสร้างรากฐานอีกครั้ง แล้วมอบให้แก่สวีเชี่ยนเชี่ยน เพื่อยกระดับสู่เขตแดนลับมังกรดิน ความปลอดภัยของนางจะได้สูงยิ่งขึ้น”
เอ่ยจบ นางก็หันไปมองหลินไห่ถัง “ไห่ถัง เจ้าก็เป็นนักปรุงยาเช่นกัน ช่วยข้าหลอมสักเม็ดได้หรือไม่”
หลินไห่ถังกล่าวว่า “ได้สิ แต่ว่าข้ามีวัตถุดิบในการหลอมยาสร้างรากฐานน้อยนัก พวกเจ้ารวบรวมมาได้มากน้อยแค่ไหนแล้ว”
“เพียงสามส่วนเท่านั้น”
หลินไห่ถังขมวดคิ้ว “น้อยเกินไป”
“ยาสร้างรากฐาน น่ะหรือ…”
สวี่หยางพลิกฝ่ามือ ทันใดนั้นยาสร้างรากฐานขั้นยอดเยี่ยมก็ปรากฏขึ้นในมือ
“สวี่หยาง เจ้ามียาสร้างรากฐานด้วยหรือ!” สวีจื่อรั่วอึ้งไป แต่ก็ดีใจอย่างสุดซึ้งในทันที “เป็นยาขั้นอะไร”
“ขั้นยอดเยี่ยม”
ก่อนหน้านี้บนเรือที่เดินทางมา เขาก็ได้ช่วยเหลือสองผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลหยวน จึงได้รับยาสร้างรากฐานขั้นยอดเยี่ยมนี้มา
“ขั้นยอดเยี่ยมก็เพียงพอแล้ว สวี่หยางเจ้าตั้งราคาเถอะ!” สวีจื่อรั่วพูด เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้นางจึงหยิบถุงเก็บของขึ้นมา “ข้าหินวิญญาณไม่พอ สามารถนำของอย่างอื่นมาแลกได้หรือไม่ ที่ข้ามีก็คือศัสตราศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง แต่ว่าคุณภาพไม่สูงนัก…”
สวี่หยางและหลินหวั่นชิงสบตากัน
ทั้งสองคนนั้นก็มองออกว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร
จากนั้นสวี่หยางก็ส่งยาสร้างรากฐานให้กับสวีจื่อรั่ว “ข้าให้เจ้า”
“อะไรนะ ให้…ให้ข้า?”
สวีจื่อรั่วตกใจชั่วขณะราวกับว่าได้ยินผิด เลยถามซ้ำอีกครั้ง “สวี่หยาง เจ้าแน่ใจนะ?”
“เพราะเหตุใดกัน?” สวีเชี่ยนเชี่ยนอดไม่ได้ที่จะถาม
ยาสร้างรากฐานนี้เป็นของที่ตั้งใจให้แก่นาง เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงยิ่งทำให้นางงงเข้าไปใหญ่
“จื่อรั่ว เจ้าก็เป็นพี่สาวที่ดีของข้า! บัดนี้เจ้าประสบเคราะห์กรรม ข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างไร?” หลินหวั่นชิงพูดเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“จริงสิ ข้ากับหวั่นชิง แต่เดิมหากมิใช่เจ้า พวกเราก็คงไม่ได้กำจัดหมู่แมลงออกไป” สวี่หยางยิ้ม
“แต่ว่า…” เขาเปลี่ยนน้ำเสียง “พูดตรง ๆ ว่าด้วยพลังปราณของเจ้าทั้งสองในตอนนี้ หากต้องการจะฝ่าเขตแดนลับนั่น ก็ยังมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ข้ามีข้อเสนอ…”
“สิ่งใด จงกล่าวมาเถิด!”
“เจ้าว่าพวกเจ้ามีแผนที่ ข้ารู้จักสหายคนหนึ่ง บังเอิญว่าจะเข้าไปในเขตแดนลับนี้เช่นกัน ถึงเวลานั้นพวกเจ้าสามารถจับมือช่วยเหลือกันได้ นอกจากนี้ ข้าจะให้เครื่องราง และทรัพยากรแก่เจ้าเปล่า ๆ อีกด้วย! แต่ข้ามีข้อเสนอเล็กน้อย เมื่อเจ้าเข้าไปข้างในแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยข้าหาบางสิ่ง
สวี่หยางเอ่ยถึงไข่มุกวารีระดับสาม ไม้อสนีระดับสี่และบัวหิมะระดับห้า
สวีจื่อรั่วจดจำเอาไว้ในใจ
“เยี่ยมมาก มียอดฝีมือร่วมเดินทางเช่นนี้ดีที่สุดแล้ว”
“วันนี้เจ้าพักอยู่ที่นี่เถิด มากินข้าวด้วยกันก่อน”
สวี่หยางหัวเราะ พร้อมรินน้ำชาให้กับทั้งสองจากนั้นกล่าวต่อไปว่า “สวีเชี่ยนเชี่ยน เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม อยู่ถ้ำฝึกตนของข้าแล้วฝึกฝนรากฐานเสีย”
“ขอบคุณ สหายเต๋าสวี่เป็นอย่างมาก บุญคุณนี้เชี่ยนเชี่ยนไม่มีทางลืม”
ดวงตาของสวีเชี่ยนเชี่ยนแดงก่ำ
นางมิเคยฝันถึงเรื่องเช่นนี้
สักวันหนึ่ง นางจะได้ใช้เส้นชีพจรวิญญาณขั้นสูงระดับสองเพื่อฝึกฝนรากฐาน!
โอกาสในการฝึกฝนรากฐานสำเร็จย่อมสูงขึ้นอย่างมาก และทั้งหมดนี้กลับเป็นของที่บุรุษซึ่งเคยมาสู่ขอแต่ครั้งก่อนนำมาให้
“แม่นางสวีเชี่ยนเชี่ยน มิต้องเกรงใจ หากจะพูดถึงเรื่องนี้ข้าและสวีเหวินเผิงน้องชายของเจ้าก็ยังเป็นสหายกันอยู่ ทว่าไม่ทราบว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง” สวี่หยางเอ่ยถาม
“ยามที่ข้ากับท่านพี่จากที่นั่นไป เขามีครอบครัวและรู้สึกว่าพรสวรรค์ของตนไม่เพียงพอ จึงมิได้ติดตามไป หากยามนี้ยังอยู่ที่ตระกูล เขาก็น่าจะอยู่สุขสบายดี”
สวีเชี่ยนเชี่ยนอธิบายอย่างตั้งใจ
“เช่นนั้นก็ดี สวีเหวินเผิงผู้นี้ก็ถือว่าใช้ได้มิเบาเลย” สวี่หยางออกมาปากชม
จากนั้นก็พูดคุยกันถึงเรื่องราวในอดีต
“จริงสิ! ข้าได้ยินเรื่องของหลินอี้เตาที่เคหาสน์เขาเทพดาบ”
สวีจื่อรั่วพลันนึกบางสิ่งขึ้นได้จึงเอ่ยถามหลินหวั่นชิง
หลินอี้เตาผู้นี้ในอดีตได้แข่งขันตำแหน่งประมุขกับหลินหวั่นชิง
เวลานั้น สวี่หยางสังเกตเห็นว่าหลินอี้เตามีโอกาสพิเศษอยู่
บุรุษผู้นี้ค่อนข้างเที่ยงธรรม มีเจตจำนงแห่งกระบี่ พลังปราณก็แข็งแกร่งไม่น้อย มีความสามารถต่อสู้ข้ามระดับ
ต่อมาเพราะว่า ผู้บำเพ็ญมารจะเข้ายึดร่างขณะที่เขากำลังฝึกตนก้าวสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับหกในอนาคต จึงทำให้หลินอี้เตาตัดสินใจละทิ้งแดนเซียนตอนเหนือ มายังที่แห่งนี้เพื่อมุ่งหวังให้ตนแกร่งกล้ามากขึ้น ป้องกันไม่ให้ร่างถูกยึดครอง
“บัดนี้เขาเป็นเช่นไร?” หลินหวั่นชิงอดถามไม่ได้เมื่อได้ยินข่าวคราวของสมาชิกตระกูลหลิน
“หลินอี้เตาเข้าสู่เคหาสน์เขาเทพดาบกลายเป็นศิษย์ต่างแซ่ ได้ยินมาว่าได้รับการยกย่อง ตอนนั้นพลังปราณของเขาอยู่ที่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับสี่ ข้าเคยพบหลินอี้เตา เขามอบของมีค่าบางอย่างให้แก่ข้า ภายหลังได้ยินมาว่าเขาได้รับภารกิจอันตรายให้ไปยังท้องทะเลลึกเพื่อตามหาโจรผู้ฝึกตนและยังมิได้กลับมา”
“วิชาที่หลินอี้เตาฝึกฝนคือเจตจำนงแห่งกระบี่ สำคัญคือการเข้าใจความหมายของกระบี่ในการต่อสู้ ต้องอาศัยการต่อสู้ที่รุนแรง จึงจะแข็งแกร่งขึ้นได้!”
สวี่หยางกล่าวถึงข้อสันนิษฐานของตน “ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องต่อสู้ไม่หยุดยั้ง มิฉะนั้นหากไม่ก้าวหน้าก็จะถดถอย”
“เมื่ออยู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับหก ผู้บำเพ็ญมารก็จะตามหาเพื่อเข้ายึดร่าง ไม่รู้ว่ายามนั้นเขาจะรับมืออย่างไร?”
หลินหวั่นชิงเอ่ยเสียงหนัก
พูดคุยกันอีกพักใหญ่ภรรยาของพวกเขาก็ไปทำอาหาร
ยามรวมทานอาหารนั้น สวีจื่อรั่วและสวีเชี่ยนเชี่ยนก็ยังพูดคุยเรื่องราวในที่นี้ต่อไป
ในถ้อยคำของนาง มีการเอ่ยถึงความชื่นชมต่อสวี่หยางอยู่เนือง ๆ
ทั้งที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระ และมีภรรยาที่งดงามราวกับดอกไม้หลายคนชีวิตก็ยังสุขสบายถึงเพียงนี้
ประเด็นสำคัญคือ ทุกคนล้วนได้ยกระดับถึงขอบเขตสร้างรากฐานแล้วทั้งนั้น!!
คงเหลือเพียงหลินอวี้ผู้นี้ที่ยังเป็นเพียงคนธรรมดา
ยามดึกสงัด
สวี่หยางและหลินหวั่นชิงได้ส่งสวีจื่อรั่วและสวีเชี่ยนเชี่ยนลงจากเขาไปด้วยกัน
ในตอนนี้พวกนางก็อาศัยอยู่ในบ้านเช่าที่เมืองซานชิงซานแห่งนี้
ระหว่างทางกลับ
หลินหวั่นชิงจับมือของสวี่หยางแล้วถอนหายใจ “ดูเหมือนว่ามิใช่ทุกคนที่เดินทางมาจากแดนเซียนตงไห่ แล้วจะมีชีวิตที่ดี”
“เป็นจริงเช่นนั้น”
สวี่หยางอดที่จะครุ่นคิดไม่ได้ โชคดีที่เขาได้พบกับโอกาสอันดี มิเช่นนั้นเขาก็คงมิอาจมาไกลได้เช่นนี้
“แต่ก็ต้องบอกว่า พวกเราโชคดีที่ได้พบกับเจ้า” หลินหวั่นชิงนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงคิดว่า “อวี้เอ๋อร์ เป็นเพียงคนธรรมดาหากปราศจากเจ้า คงไม่อาจมีชีวิตที่ดีได้”
“ม่านอวิ๋นก็ได้กล่าวแก่ข้าเช่นกัน ด้วยเพราะการช่วยเหลือจากเจ้า ทำให้นางรอดพ้นจากหายนะ”
“ส่วนข้า ด้วยเพราะเจ้าทำให้ขจัดพิษในตัวได้ และมีชีวิตใหม่”
“ไห่ถังก็ด้วย เพราะเจ้าขจัดข้อจำกัด ‘ภวังค์จิต’ ภายในของนาง!”
สวี่หยางหัวเราะ “กล่าวเช่นนี้เพื่อสิ่งใด เจ้าเป็นภรรยาของข้า ไม่จำต้องกล่าวเช่นนี้หรอก”
ว่าแล้วยื่นไปมือโอบเอว พลางมองดูต้นไม้อันหนาทึบโดยรอบ
แสงจันทร์ยามค่ำคืน ทำให้หน้าตาของหลินหวั่นชิงผุดผ่องยิ่งนัก
ในใจพลันไหวหวั่น
“หวั่นชิง หรือว่าเราจะ…”
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….