ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 255 เข้าสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และฟ่านเหม่ยเหม่ยผู้น่าสงสัย
- Home
- ย่างก้าวสู่วิถีเซียน
- บทที่ 255 เข้าสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และฟ่านเหม่ยเหม่ยผู้น่าสงสัย
บทที่ 255 เข้าสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และฟ่านเหม่ยเหม่ยผู้น่าสงสัย
สวี่หยางพูดคุยกับหญิงงามผู้นี้สองสามประโยค และได้ทราบว่านางมีนามว่าฟ่านเหม่ยเหม่ย
เขาสังเกตเห็นว่าฟ่านเหม่ยเหม่ยที่เพิ่งพูดคุยกับผู้อื่นเสร็จแล้ว สายตาก็เหลือบมองมาทางเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ
บัดนี้นางได้เข้ามาพูดคุยและสอบถามรายละเอียดบางอย่างจากเขาโดยตรง
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าต้องได้กระทำความชอบอันใหญ่หลวงต่อเมืองเซียนเป็นแน่ ถึงได้มีโอกาสเข้าสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์” ฟ่านเหม่ยเหม่ยเอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้ม
สำหรับหญิงผู้นี้สวี่หยางรู้สึกว่านางมีบางอย่างแอบแฝง และเขาก็มิได้กล่าวอย่างชัดเจน เพียงแสดงว่าตนเองขยันหมั่นเพียรในสมาคมการค้า นั่นจึงได้มาซึ่งคุณงามความดีมากมาย
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าทราบหรือไม่ว่าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้มีข้อควรระวังบางประการ หากเจ้ารู้ถึงข้อระวังเหล่านี้ผลลัพธ์ก็จะทวีคูณ”
ฟ่านเหม่ยเหม่ยกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม
“โอ้! เช่นนั้นหรือ? เช่นนั้นเจ้าพอจะบอกรายละเอียดกับข้าได้หรือไม่?”
จากนั้นฟ่านเหม่ยเหม่ยก็กล่าวถึงข้อควรระวังต่าง ๆ ราวกับผู้ที่ยินดีช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ
หากไม่ใช่เพราะสวี่หยางได้สังเกตเห็นก่อนหน้าว่านางเฝ้าสังเกตตนเองอยู่แล้ว สวี่หยางคงจะเกิดความรู้สึกที่ดีต่อนางได้โดยง่าย
อย่างน้อยก็คงจะไม่รู้สึกหวาดระแวงต่อนางเช่นนี้
แต่บัดนี้จำเป็นต้องระมัดระวังเอาไว้ก่อน
“สหายเต๋าทั้งหลาย ขณะนี้ได้ขึ้นเขากันแล้ว ทุกคนต่างก็เตรียมยาชำระล้างจิตให้พร้อมสำหรับการเข้าสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หากยาชำระล้างจิตไม่เพียงพอ ผลลัพธ์อาจไม่เป็นที่น่าพอใจนัก!”
“นอกจากนี้ ระยะเวลาในการอยู่ในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน หากออกมาก่อนกำหนด จะไม่สามารถเข้าไปใหม่ได้อีก ผู้ใดกล้าก่อความวุ่นวายข้าจะสังหารทิ้งทันที!!!”
ผู้นำทางเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน เมื่อผสานลมปราณกับค่ายกลในที่แห่งนี้แล้ว การสังหารผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานที่นี่คงจะเป็นเรื่องง่ายดาย
“ข้าจะเป็นผู้นำทางให้”
ผู้คนทั้งหลายโค้งคำนับอย่างรวดเร็ว
เมื่อพวกเขาค่อย ๆ ขึ้นมาบนภูเขา ก็เห็นว่ามีค่ายกลไหลเวียนอยู่รอบตัวอย่างชัดเจน จากนั้นสวี่หยางก็ค้นพบว่าสภาพแวดล้อมโดยรอบของที่นี่และภูเขาด้านล่างนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
จากภูเขาด้านล่างเมื่อมองขึ้นมา จะเห็นภูเขาเขียวขจี มีหอสูง อาคารและพลังปราณอันมหาศาล เป็นภาพธรรมดา ๆ ที่มีในแดนสวรรค์
แต่เมื่อเข้าสู่ภูเขาจริง ๆ แล้วจึงจะพบว่าที่นี่คือป่าดงดิบ ต้นไม้เตี้ย ๆ เริ่มกลายเป็นต้นไม้ยักษ์ที่สูงใหญ่และแข็งแรง
พวกเขายืนอยู่กลางป่าเขา มียอดเขาสูงชันโดยรอบ ฝูงนกกระเรียนขาวโบยบินไล่จับกันบนท้องฟ้า งดงามจับใจ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดก็มาถึงยอดเขา
ที่จริงแล้ว ภูเขานั้นสูง แต่พื้นที่บนยอดเขานั้นไม่ใหญ่มาก อาจมีขนาดเท่ากับสนามบาสเกตบอลเท่านั้น
กลางป่าทึบมีสถานที่แห่งหนึ่งซ่อนอยู่ มองเห็นเพียงหมอกขาวลอยวน ปราณเซียนพวยพุ่ง ปราณวิญญาณก็เข้มข้นมากทีเดียว
เมื่อลมพัดมา หมอกขาวด้านหน้าจึงพากันหมุนคว้าง เปิดเผยให้เห็นความจริงภายในโดยบังเอิญ
เบื้องหน้านั้นคือบ่อน้ำธรรมดา
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานที่นำทางมายืนเท้าเอวกล่าวเสียงหนักแน่น
“ผู้บำเพ็ญทั้งหลาย ข้าชื่อหวงเมี่ยวหลิน ฉายาสุ่ยมู่เจินเหริน”
“พวกเจ้าเข้ามาที่นี่ ได้รับโอกาสล้างสิ่งสกปรกในร่างกาย นับเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่นัก มิรู้ว่ามีกี่คนที่ต้องการโอกาสเช่นนี้ พวกเจ้าต้องรักษาโอกาสเช่นนี้ เพราะโอกาสในการชำระล้างของแต่ละคนมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น! หลังจากนั้นแม้ว่าพวกเจ้าจะบรรลุจุดประสงค์แล้ว พวกเจ้าก็จะไม่สามารถเข้ามาได้อีก”
เมื่อพูดจบเขาก็ยื่นมือออกไป หมอกสีขาวที่อยู่ตรงหน้าก็เหมือนกับว่ามีกลไกบางอย่างเปิดออก และหายไปในที่สุด
“ว้าว… สวยจริง ๆ”
“แค่ยืนอยู่ตรงขอบบ่อก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว เข้าไปข้างในจะยิ่งทำให้จิตใจสั่นไหวขนาดไหนกัน”
“ใช่แล้ว ตอนนี้ข้าอยากเข้าไปข้างในจริง ๆ”
……
หวงเมี่ยวหลินพยักหน้าอย่างยิ้มแย้ม “ทุกคนไม่ต้องตกใจไป ตั้งสติให้ดี มิเช่นนั้นจะไม่สามารถเข้าสมาธิในระหว่างการฝึกได้นะ แล้วความพยายามก็จะสูญเปล่า”
เหล่าผู้บำเพ็ญที่นี่ล้วนมีพรสวรรค์ดีเยี่ยม เมื่อได้รับการเตือนเช่นนี้แล้วก็กลับมาตั้งสติได้
หลังจากผ่านไปไม่กี่อึดใจ เมื่อทุกคนสงบสติอารมณ์ลงแล้ว หวงเมี่ยวหลินก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เอาละ เข้าไปกันได้แล้ว จำไว้ว่าเมื่อเข้าไปแล้ว ให้รีบโคจรเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินชำระล้างจิตใจเสีย จากนั้นกินยาชำระล้างจิต!! ถ้าทนไม่ไหวก็รีบออกมา มิเช่นนั้นจะได้รับบาดเจ็บ”
“เวลาที่ฝึกฝนที่นี่นานที่สุดก็ประมาณสามเดือน ต้องคอยดูแลตนเองทุกขณะ นอกจากนี้ ห้ามทำร้ายผู้บำเพ็ญด้วยกัน ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกฆ่าตาย”
เสียงของหวงเมี่ยวหลินดังแว่วมาแต่ไกล
สวี่หยางอยู่ตรงมุมขวาสุดของกลุ่ม เขาสังเกตเห็นว่าหญิงสาวที่ชื่อฟ่านเหม่ยเหม่ยคอยเดินอยู่ข้าง ๆ เขา และพูดคุยกับเขา
สวี่หยางส่ายหน้าแล้วเร่งฝีเท้า
ในไม่ช้าตัวเขาก็ถูกหมอกสีขาวหนาทึบโอบล้อม หมอกสีขาวนี้ลึกลับมาก จิตเทวะก็ไม่สามารถทะลุผ่านได้ ทำให้เขาสูญเสียทิศทางไปชั่วขณะ
หมอกสีขาวที่อยู่รอบ ๆ เขายิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ หมอกสีขาวเหล่านี้กลายเป็นหยดน้ำที่มีของเหลวกำลังไหลลงมาบนตัวเขา
ตึกตัก!!
มีคนไม่สนใจแม้แต่เสื้อคลุมที่สวมอยู่ รีบกระโดดลงไปในบ่ออย่างรวดเร็ว
มีสาวงามบางคนที่ไม่สนใจว่าตนเองจะโป๊เปลือย พวกนางรีบลงไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
อย่างเช่น ฟ่านเหม่ยเหม่ยที่ยืนอยู่ข้างกาย นางสวมเพียงชุดกระโปรงตัวใน ยิ้มให้สวี่หยางเล็กน้อย “สวี่หยาง ข้ารู้สึกว่าเจ้าถูกใจข้าไม่น้อย เรามาช่วยเหลือเกื้อกูลกันเถอะ ฝึกจิตใจไปด้วยกัน เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า”
นี่คือนางเชิญชวนให้เขาฝึกฝนร่วมกับนางกระนั้นหรือ
สวี่หยางไม่ใช่คนที่เห็นแล้วเกิดอารมณ์ เขากลับคิดว่าฟ่านเหม่ยเหม่ยให้ความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงตัดสินใจว่าจะอยู่ให้ห่างจากนาง
จึงส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่เป็นไร ข้าไม่คุ้นเคยกับการฝึกฝนกับผู้ใด!”
กล่าวจบก็เดินมุ่งหน้าไปยังมุมขวาสุดโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น
แล้วเขาก็ลงไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
ของเหลวในสระอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ เมื่อทั้งตัวจมอยู่ในน้ำ กลับไม่มีความรู้สึกหายใจไม่ออกแต่อย่างใด ครั้นกลับรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก
พลังปราณอันมหาศาลแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังของเขา ลมปราณอันอบอุ่นแผ่ไปทั่วร่างกายวนเวียนไปมา สิ่งสกปรกในร่างกายก็ค่อย ๆ ชะล้างไปทีละเล็กทีละน้อย
เขาโคจรเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดิน พร้อมกับกลืนยาชำระล้างจิตใจลงไปในคราวเดียวกัน
ในตอนนี้ความสบายตัวทำให้สวี่หยางแทบจะร้องครางออกมา
คนอื่น ๆ ต่างก็สบายใจจนลืมตาขึ้น
เขาเงยหน้ามองไปยังที่ฟ่านเหม่ยเหม่ยอยู่
หลังจากที่ถูกเขาปฏิเสธเมื่อครู่ ฟ่านเหม่ยเหม่ยก็ไม่ตามเขามา
“หวังว่านางจะไม่มาวุ่นวายกับข้า ไม่อย่างนั้น…”
สวี่หยางหัวเราะขบขันในใจ แล้วก็หมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนอีกครั้ง
……
ไม่ทันไร เวลาก็ผ่านไปหนึ่งเดือน
ทุกคนเข้ามาที่แห่งนี้ด้วยกันสิบแปดคน
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีผู้คนทยอยจากไปแล้วแปดคน
คนที่ออกไปก่อน ขจัดสิ่งสกปรกได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่นคนแรกที่ออกไป ขจัดสิ่งสกปรกไปได้เพียงสามส่วนของทั้งตัวเท่านั้น
ในวันนี้อีกคนได้ออกไปแล้ว ขจัดสิ่งสกปรกได้ห้าส่วน
ผ่านไปครึ่งเดือน
บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เหลือผู้คนอยู่เพียงสามคน
หนึ่งในนั้นคือ ฟ่านเหม่ยเหม่ยซึ่งได้ออกไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
ก่อนออกไป นางมองสวี่หยางอย่างจดจ่อทำให้เขาสับสนใจอย่างมาก
สวี่หยางเป็นผู้ที่มีพลังน้อยที่สุดในบรรดาผู้ฝึกตนด้วยกัน แต่กลับอยู่มาได้ถึงคนสุดท้าย
“คนผู้นี้เป็นคนอย่างไรกันแน่ ไฉนโจวป๋อซู่ถึงได้ตรวจสอบคนผู้นี้?”
ถูกต้อง ที่ฟ่านเหม่ยเหม่ยเข้าใกล้สวี่หยางนั้นก็เป็นคำสั่งของโจวป๋อซู่
ในวันนั้นเอง ตอนที่สวี่หยางออกจากโรงประมูลตระกูลสวี ก็ทำให้เขากลายเป็นที่สนใจของโจป๋อซู่ทันที
หลังจากนั้น โจป๋อซู่ก็สั่งให้รุ่นน้องอย่างหวังลี่ฉวินตรวจสอบบุคคลนี้ หวังลี่ฉวินได้พบฟ่านเหม่ยเหม่ย เขาจึงได้ฉวยโอกาสครั้งนี้เข้าหาสวี่หยาง ทำให่เกิดเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ขึ้น
……
“น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถฝืนต่อไปได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้น…” ฟ่านเหม่ยเหม่ยส่ายหัวด้วยความผิดหวัง
ยิ่งอยู่ในขั้นตอนหลัง ยิ่งมีความกดดันมากขึ้นเท่านั้น
พลังจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลท่วมท้นเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เส้นลมปราณและกายเนื้อขยายตัวอย่างรุนแรง หากไม่รีบคลายออก กายเนื้อก็จะรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกฉีกขาด
เนื่องจากเจ็บปวดจนทนไม่ไหว คนจำนวนมากจึงทำได้เพียงออกมาก่อนกำหนดเท่านั้น
มิเช่นนั้นหากยังดันทุรัง อาจทำให้เส้นลมปราณระเบิดจนร่างกายได้รับบาดเจ็บซึ่งไม่คุ้มค่าเลย
ขณะนี้สวี่หยางเองก็ประสบกับสถานการณ์เช่นเดียวกัน
ราวกับร่างกายกำลังจะระเบิด
แต่ทุกครั้งที่เจอสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งแรกที่เขาทำคือโคจรเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดิน
เคล็ดวิชานี้ไม่เพียงแต่ล้ำลึกเท่านั้น แต่เขายังฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์ ดังนั้นเพียงแค่โคจร พลังในร่างกายก็จะถูกย่อยสลายไปถึงเจ็ดแปดส่วน
เมื่อทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ สิ่งเจือปนในร่างกายก็จะถูกกำจัดออกอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าผิวของสวี่หยางทั้งตัวก็ขาวขึ้นมาก
คนอื่น ๆ ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สบายนักหากเทียบกับสวี่หยาง
การฝึกเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินของพวกเขามีขั้นธรรมดา ๆ เท่านั้นและยังไม่ถึงขั้นที่สมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่สลายพลังในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว สุดท้ายผู้บำเพ็ญคนหนึ่งก็ทนไม่ไหวตะโกนออกมาว่า “ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”
“ซู่!”
เขากระโดดขึ้นและออกจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ทันที
เมื่อเขาออกมา และสังเกตดูอย่างละเอียด พบว่าร่างกายของเขาแดงก่ำและทรมานสุด ๆ
นี่เป็นสัญญาณว่าเส้นลมปราณกำลังจะระเบิด หากช้ากว่านี้อีกนิดอาจเกิดเรื่องไม่ดีได้
สวี่หยางมองไปที่คนทางด้านซ้าย บุคคลผู้นี้ก็กัดฟันอดทนเช่นกัน
สวี่หยางยิ้มราวกับว่าเขาผ่อนคลายที่สุด
ตอนนี้เหลือเพียงสองคนแล้ว
หวงเมี่ยวหลินรับรู้ถึงพลังปราณในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์พลันรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
เนื่องจากในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสวี่หยางมีท่าทางผ่อนคลายมาก
นี่มันไม่ปกติ
“ดูเหมือนว่าบุคคลผู้นี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากพลังของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เลย เกิดอะไรขึ้น? หรือว่าเขาได้ฝึกฝนเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินของตัวเองไปจนถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว?”
หวงเมี่ยวหลินลูบปลายคาง ขณะนั้น ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เหลืออยู่ข้างกายสวี่หยางในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็ทนไม่ไหวแล้ว
เขาคำรามกึกก้องพร้อมออกไปจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์โดยพลัน
เขาหันมองสวี่หยางที่ยังอยู่ในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ พลางก่นด่ว่า “ไอ้โรคจิต ทนอยู่ได้จนถึงตอนนี้! ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยบ้างเลยรึไง?”
หวงเมี่ยวหลินไม่พอใจ “พร่ำบ่นอีกคำ ข้าจะทำลายวิชาที่เจ้าฝึกมาซะ!”
“ขออภัยสุ่ยมู่เจินเหริน ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
……
ชั่วพริบตา สองเดือนล่วงเลยไปแล้ว
หวงเมี่ยวหลินมองสวี่หยที่อยู่ในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ นัยน์ตาของเขาเปี่ยมด้วยความล้ำลึก
ยามนี้แม้แต่เขาก็เห็นว่า สวี่หยางเข้าขั้นโรคจิตแล้วจริง ๆ
เขาเฝ้าดูแลที่นี่มายี่สิบปีแล้ว
ผู้ที่ทนได้สองเดือนก็มีไม่น้อย
ทว่าผู้ใดเล่าจะไม่ทุกข์ทรมาน และแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา
กลับกันสวี่หยางเหมือนลงไปแช่น้ำด้วยสีหน้าและท่าทางสบายอารมณ์ มองอย่างไรก็ไม่รู้สึกว่าเขาเจ็บปวดแม้แต่น้อย
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยน พลางกล่าวเสียงแผ่วเบา “เด็กคนนี้มีชะตาที่ยิ่งใหญ่อยู่ในตัวอย่างไม่ต้องสงสัย!! หากไม่ตาย อนาคตจะต้องยิ่งใหญ่เป็นแน่ ข้าจะต้องหาทางผูกมิตรกับเขาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ดีต่อข้า”
กล่าวจบเขาก็ประสานมือร่ายคาถาตัดสินใจช่วยสวี่หยางสักเล็กน้อย
โอสถวิญญาณหนึ่งเม็ดร่วงลงสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
สวี่หยางระแวดระวังมองหาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กำลังสงสัยนั้นเอง เสียงของหวงเมี่ยวหลินก็ดังขึ้น “สวี่หยาง…สิ่งนี้คือยาดีสำหรับการฝึกพลังในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ช่วยในการดูดซับได้ดีขึ้น ข้าส่งให้เจ้า”
“ขอบพระคุณ ผู้อาวุโส”
สวี่หยางสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พยักหน้ารับ
เขาแอบรู้สึกว่า หวงเมี่ยวหลินมีความคิดที่จะตีสนิทกับเขา
คิดดูก็แล้วกัน ที่เขาสงบนิ่งอยู่ที่นี่เหมือนคนตกปลาอยู่เฉย ๆ ก็แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่อยู่ในตัวเองแล้ว
การกระทำของหวงเมี่ยวหลินในตอนนี้ก็คือการลงทุนอย่างหนึ่ง เพื่อตีสนิทกับเขานั่นเอง
“อ้าว เสวี่ยหยางเจินเหรินเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
ขณะที่หวงเมี่ยวหลินกำลังคุยกับสวี่หยางเพื่อสานสัมพันธ์ดี ๆ
เหอซีเสวี่ยก็มาหยุดอยู่ด้านหลังของเขา
สวี่หยางที่อยู่ในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ใจหายวาบ
‘ภรรยา’ ขอบเขตจินตานของเขามาแล้วหรือ?