ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 256 การฝึกปราณขอบเขตสร้างรากฐาน ระดับแปด
บทที่ 256 การฝึกปราณขอบเขตสร้างรากฐาน ระดับแปด
“ข้าผ่านมาทางนี้ ได้ยินว่ามีผู้ที่มีพรสวรรค์พิเศษอดทนฝึกฝนอยู่ที่นี่มาหลายเดือนแล้ว ข้าอยากเห็นจึงแวะมาดู”
เหอซีเสวี่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
นางเหลือบมองไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ พบว่าสวี่หยางปลอดภัยดีจึงแอบถอนหายใจโล่งอก
การที่นางมาในครั้งนี้เป็นเพราะความกังวล สวี่หยางที่ยังไม่ออกมาเป็นเวลานานจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับเขาหรือไม่
โชคดีที่ความกังวลของนางเป็นเรื่องไร้สาระ สวี่หยางไม่เป็นอะไรเลย กลับดูผ่อนคลายเสียด้วยซ้ำ
หวงเมี่ยวหลินเล่าถึงสถานการณ์ของสวี่หยาง และกล่าวว่าสวี่หยางเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เขาเคยเห็น มีหลายคนที่สามารถอดทนได้หลายเดือนแต่ผู้ที่ทำได้อย่างผ่อนคลายเช่นนี้มีเพียงเขาเท่านั้น!!
เหอซีเสวี่ยแอบประหลาดใจ สวี่หยางอึดจริง ๆ
การมาของเหอซีเสวี่ยก็ดึงดูดความสนใจของผู้อื่นเช่นกัน
อย่างเช่นฟ่านเหม่ยเหม่ย
“เซียนเหอมาที่นี่ได้อย่างไร มาดูสวี่หยางโดยเฉพาะเลยหรือ”
ฟ่านเหม่ยเหม่ยขมวดคิ้วและส่งข่าวออกไป
จากนั้นนางก็ทำก็เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ นั่งสมาธิที่เชิงเขาและหลับตาสงบจิตใจ
เวลาผ่านไปทีละวัน
ไม่นานก็เกือบสามเดือนแล้ว
พลังวิญญาณในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มลดลง เหลือไม่ถึงสองในสามของเดิม
สวี่หยางรู้ดีว่าใกล้เวลาแล้ว
วันนี้เขาได้ออกมาจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เสียที
เหอซีเสวี่ยได้จากที่นี่ไปนานแล้ว ด้วยฐานะอันสูงส่งของนาง หากคอยดูแลเพียงผู้บำเพ็ญธรรมดา ๆ ย่อมจะถูกคนจับสังเกตได้ง่าย
“ขอแสดงความยินดีกับสหายเต๋าสวี่ ที่ได้ชำระสิ่งสกปรกจนสำเร็จ รากฐานมั่นคงยิ่งขึ้น หนทางเซียนยืนยาว”
หวงเมี่ยวหลินต้อนรับอย่างกระตือรือร้นพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้ม
สำหรับพวกเขา หากได้พบกับผู้มีความสามารถล้นเหลือ พวกเขาย่อมให้ความกระตือรือร้นอยู่เสมอ
สวี่หยางรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของตนเองเบาขึ้นมาก
จากคำยกย่องของหวงเมี่ยวหลิน สวี่หยางวางใจอย่างมาก พยักหน้ากล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโสชมเกินไปแล้ว ข้านั้นต้องพยายามอีกมากนัก มีอีกหลายสิ่งที่ต้องร่ำเรียนจากท่าน”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ สหายเต๋าสวี่ ถ่อมตนเกินไปแล้ว ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ย่อมเป็นผู้ที่เก่งกล้าที่สุดในรอบร้อยปี หนทางสู่ขอบเขตจินตานในภายภาคหน้านั้นย่อมมีหวังเป็นแน่!”
ด้วยสายตาอันเฉียบแหลมของหวงเมี่ยวหลิน เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าในอนาคตสวี่หยางอาจจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองเซียน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จะทำให้เขาต้องตกตายไปเสียก่อน
การลงทุนล่วงหน้าในครั้งนี้ อาจได้ผลตอบแทนมากมายในอนาคต
พูดแล้ว หวงเมี่ยวหลินก็กลั้นใจหยิบขวดยาอมฤตออกมาอีกขวด
“นี่คือ…” สวี่หยางถามด้วยความสงสัย
“ข้างในเป็นโอสถวิเศษ เมื่อสหายเต๋าสวี่ออกมาจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว รับประทานยาเม็ดนี้จะสามารถเพิ่มความเร็วในการเลื่อนขั้นได้โดยไม่เกิดผลข้างเคียงใด ๆ”
“ข้าจำได้ว่าการกินยาอมฤตนี้ มันมีผลข้างเคียงมิใช่หรือ”
“โอสถวิเศษนี้ยามปกติหากเสพย่อมมีผลข้างเคียง แต่ด้วยการชำระล้างของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ทำให้กายเนื้อแท้จริงแทบปราศจากสิ่งเจือปน ผลข้างเคียงจึงแทบจะเป็นศูนย์”
“เช่นนั้นหรือ”
เมื่อแลเห็นแววประจบประแจงในดวงตาของหวงเมี่ยวหลิน สวี่หยางก็อดสงสัยมิได้
จะด้วยประการใดเล่า การกระทำเช่นนี้ หากมิใช่การกระทำอันมุ่งหวังสิ่งตอบแทนก็คงเป็นการทรยศหักหลังเป็นแน่แท้!!
คติประจำตัวของสวี่หยางคือจำต้องระมัดระวัง ไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดให้คุณโดยมิได้มุ่งหวังสิ่งใดตอบแทน
สิ่งใดในโลกนี้ที่ได้มาโดยมิต้องแลกเปลี่ยน มักจะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด
ราวกับว่าได้สังเกตเห็นความระมัดระวังของสวี่หยาง หวงเมี่ยวหลินซึ่งรู้ดีว่าสวี่หยางหาใช่ผู้ที่เชื่อผู้อื่นได้โดยง่าย จึงอดหัวเราะพลางกล่าวว่า “สหายเต๋าสวี่เอ้ย…เจ้าอย่าได้กังวล หากเจ้ายังคงไม่เชื่อใจ ข้าก็มิได้ห้ามปรามให้เจ้าลงจากเขาไปซักถามดู ข้าเองที่พูดเช่นนี้ก็หาได้มีเจตนาอันใดไม่ดี หวังเพียงว่าหากวันใดข้างหน้า สหายเต๋าสวี่ประสบความสำเร็จอันใดแล้วกระนั้น…”
กล่าวมาจนถึงตรงนี้ หวงเมี่ยวหลินก็มิได้เอ่ยถ้อยคำใดต่อไป
กระนั้นสวี่หยางก็เข้าใจทุกประการ
ก็เพียงแค่ปรารถนาจะผูกสัมพันธ์อันดีเท่านั้นเอง
เหมือนกับที่เหล่าเศรษฐีมีอันจะกินลงทุนให้แก่บุตรชาวบ้านยากจนเพื่อให้ได้เข้าสอบ
มีธรรมชาติที่ไม่ได้แตกต่างกัน
ส่วนผลตอบแทนในภายภาคหน้า หากสวี่หยางสามารถช่วยเหลือได้ก็จะช่วย หากไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับเจตจำนงของตน
ในเรื่องนี้สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ข้าสวี่หยางย่อมจดจำบุญคุณครั้งนี้มิลืม”
หวงเมี่ยวหลินรอเพื่อจะได้ยินประโยคนี้ รอยยิ้มของเขายิ่งกว้างมากขึ้น เหล่ตามองมาทางสวี่หยาง แล้วพูดว่า “สหายเต๋าสวี่เอ๋ย เจ้าเองก็ได้ช่วยข้าแล้ว ข้าก็จะพยายามช่วยเจ้าเท่าที่ทำได้ อ้อ! สิ่งนี้ขอมอบให้เจ้า”
แล้วเขาก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา
“นี่เป็นสิ่งที่ต้องระวังหลังจากที่ได้ชำระของเสียจากร่างออกหมดแล้ว เมื่อไม่มีของเสียแล้ว ความเร็วในการบำเพ็ญก็จะเพิ่มขึ้น ต่อไปเมื่อกินยาชำระล้างจิต ก็จะยิ่งได้ผลดีขึ้นไปอีก! ข้าเชื่อว่าเมื่อสหายเต๋าสวี่กลับไป ก็จะสามารถเพิ่มพูนอีกอย่างน้อยสองระดับแน่!”
สวี่หยางยิ้มแล้วพูดว่า “เช่นนั้นข้าก็คงจะได้อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายแล้วละ ขอให้คำอวยพรของท่านสัมฤทธิผล”
เมื่อเก็บหนังสือเข้าที่เรียบร้อย สวี่หยางก็ออกจากที่นั่นไปแล้ว
หวงเมี่ยวหลินมองตามสวี่หยาง แล้วพึมพำอยู่คนเดียวว่า “พรสวรรค์หาได้ยาก ไม่ยโสโอหัง เมื่อประสบความสำเร็จในภายหน้าเกรงว่าอำนาจจะไม่น้อยไปกว่าใคร บางทีเขาอาจถูกเซียนเหอหมายตาไว้แล้วก็เป็นได้”
ที่หวงเมี่ยวหลินทำเช่นนี้ ทั้งมวลไม่ได้อาศัยโชคเพียงอย่างเดียว
เพราะที่แท้เขาก็ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาหนึ่งที่เรียกว่า ‘เคล็ดวิชาเพ่งชะตา’
สามารถมองเห็นปราณแห่งโชคของผู้อื่นได้ราง ๆ หากได้ช่วยเหลือหรือผูกสัมพันธ์คนผู้นั้นไว้ และเมื่อคนผู้นั้นมีชื่อเสียงถึงจุดรุ่งโรจน์ เขาก็จะมีส่วนได้ ซึ่งโชคของเขาที่จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
เคล็ดวิชาเพ่งชะตานี้ลึกลับอย่างมาก จัดว่าเป็นวิธีมองปราณชนิดหนึ่ง ไม่ได้แม่นยำทุกครั้ง
ถึงกระนั้นเขาก็ได้เล่าเรียนมาตั้งแต่เล็ก
เมื่อก่อน สมัยที่ยังอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณ เพื่อเพิ่มพูนพลังปราณของตนเองแล้ว เนื่องจากได้ช่วยเหลือหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญ ต่อมาหญิงสาวผู้นั้นได้ไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานและได้แต่งงานกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานคนหนึ่ง เขาก็ได้รับส่วนแบ่งจากโชคนั้นด้วย ทำให้การบำเพ็ญของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ต่อมาเขาจึงสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน แล้วก็ขอบเขตเจี่ยตานได้สำเร็จ
ตลอดหลายปีมานี้ ในที่สุดเขาก็ได้เห็นผู้มีพรสวรรค์อีกครั้งจึงได้ลงทุนกับสวี่หยาง
………
“สุ่ยมู่เจินเหรินผู้นี้ดูแล้วจะเกรงอกเกรงใจข้าเกินไปแล้ว…”
สวี่หยางโฉบขึ้นกลางอากาศพลางบ่นในใจ
ก่อนหน้านี้เขาได้ถามไปแล้ว และหวงเมี่ยวหลินก็ตอบถูกต้อง การกินโอสถวิเศษในตอนนี้จะได้ผลดีที่สุดโดยไม่มีผลข้างเคียง
หลังจากที่ออกจากเกาะสัตตะรัศมีแล้ว เขาก็รีบกลับถ้ำฝึกตนทันที
“สามีกลับมาแล้ว”
หลังจากที่รอคอยมาสามเดือนในที่สุดสวี่หยางก็กลับมาแล้ว
เหล่าภรรยาต่างก็รีบออกมาต้อนรับ
หลังจากที่สิ่งสกปรกในร่างกายถูกชำระล้างออกไปแล้ว สวี่หยางก็ดูแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
เขาดูอ่อนกว่าวัยลงไปหลายปี ผิวพรรณเนียนละเอียดจนแทบจะเทียบเท่ากับหลินอวี้ได้เลย
ต้องรู้ไว้ว่าหลินอวี้เคยกินยาจู้เหยียน ซึ่งทำให้ผิวพรรณของนางเนียนละเอียดมาก
“สุดยอดไปเลย ผิวเช่นนี้…”
หลินหวั่นชิงอดที่จะอิจฉาไม่ได้
“ข้าขอจับหน่อย!” เสิ่นม่านอวิ๋นเดินเข้ามา
“ข้าก็ขอแตะดูบ้าง!”
“โอ๊ะ…ดีจริง ๆ”
“ข้าจะลูบไล้อีกหน่อย ช่างเพลิดเพลินยิ่งนัก”
สวี่หยางเอือมระอานัก ภรรยาทั้งสี่ของเขาไม่ได้อยู่กับเขานานมาก ดูเหมือนว่าจะอยากซุกซนแล้วสินะ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะรังแกพวกนาง เขาต้องทำสิ่งที่สำคัญกว่า
จึงบอกว่าจะเข้าถ้ำฝึกตนเพื่อเลื่อนขั้น
“เช่นนั้น สามี! พวกเราจะเป็นผู้คุ้มกันให้เจ้าเอง!”
หลินไห่ถังกางค่ายกลขึ้นบริเวณถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ บริเวณโดยรอบก็ถูกป้องกัน
เมื่อเข้าไปในถ้ำบำเพ็ญสวี่หยางสัมผัสได้ว่า ยาในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ยังอยู่ในร่างกายของเขา
ตอนที่อยู่ในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เขามีความรู้สึกอยากเลื่อนขั้นหลายครั้ง
แต่เขาก็ระงับมันเอาไว้ได้
ตอนนี้เขาสามารถก้าวข้ามไปได้โดยไม่มีอุปสรรค
ในไม่ช้าก็ก้าวสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับหก!
สวี่หยางดีใจมาก เขารู้สึกราวกับจะสามารถเลื่อนขั้นต่อไปได้
จึงกินโอสถวิเศษเข้าไป
พลังปราณในร่างกายค่อย ๆ ควบแน่นจนจะกลายเป็นของเหลว
หลังกินโอสถวิเศษเข้าไป สวี่หยางรู้สึกได้ถึงจุดตันเถียนกำลังโคจรขึ้นมา กระทั่งพลังวิญญาณกลายเป็นของเหลว!
ราวกับเป็นหินโม่กำลังหมุนด้วยความเร็ว ยิ่งหมุนเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ ระดับของขอบเขตพลังก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
สวี่หยางรู้ดีว่านี่คือสัญญาณของการยกระดับรากฐาน
ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะก้าวหน้าขึ้นเท่านั้น แต่รากฐานก็ยังได้รับการยกระดับอีกด้วย!
ก่อนหน้านี้ รากฐานวิญญาณของเขาคือขั้นสูง ระดับต่ำ!
บัดนี้ก็กลายเป็นขั้นสูง ระดับกลางแล้ว!
ขาดเพียงแค่ก้าวเดียว ก็จะถึงรากฐานวิญญาณขั้นปฐพีแล้ว!!
“ตัวข้าในตอนนี้ การปรุงยาสร้างจินตานก็จะง่ายขึ้นไปอีกมากทีเดียว”
สวี่หยางครุ่นคิดอยู่ในใจ
ถัดมาก็เป็นไปตามคาด เขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับเจ็ด
สวี่หยางก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายอย่างเป็นทางการแล้ว
สวี่หยางอดล่องลอยไม่ได้ หากการเลื่อนขั้นที่ความเร็วขนาดนี้แพร่สะพัดออกไปละก็ คงไม่น่าเชื่อเสียเท่าไหร่
แต่เขาก็ทำได้แล้ว
การเก็บตัวฝึกฝนในครั้งนี้ ใช้เวลานานถึงสิบกว่าวัน
…………
เมื่อสวี่หยางก้าวออกมาจากถ้ำฝึกตน เหล่าภรรยาที่เอาแต่กระวนกระวายทั้งสี่รีบวิ่งกรูเข้ามาหาเขา
ตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา พวกนางหลับตาลงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ต่างร้อนรนเป็นห่วงสวี่หยางผู้เป็นที่รักยิ่ง
“รบกวนพวกเจ้าแล้ว”
แท้จริงแล้วสวี่หยางก็เฝ้าสังเกตการณ์ภายนอกมาโดยตลอด เป็นธรรมดาที่จะล่วงรู้ความยากลำบากของเหล่าภรรยา
“ไม่ลำบากหรอกสามี ตอนนี้พลังปราณของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หลินอวี้เอ่ยถามด้วยความรีบร้อน
สวี่หยางยิ้มอย่างมีเลศนัย
พยักหน้าให้หลินอวี้พร้อมกับกล่าวว่า “เจ้าลองทายดูสิ”
เขาปกปิดพลังปราณเอาไว้ ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงไม่รู้ว่าพลังปราณของสวี่หยางเป็นเช่นไร
“ครานี้ที่สหายเต๋าสวี่เข้าไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าแล้วอย่างน้อยก็ต้องเพิ่มขึ้นสองระดับ! ขอบเขตสร้างรากฐานระดับเจ็ดแน่นอน” หลินหวั่นชิงกล่าว
หลินไห่ถังก็เห็นด้วยกับคำพูดของหลินหวั่นชิง พลางเอ่ยว่า “แน่นอนอยู่แล้วขอบเขตสร้างรากฐานระดับเจ็ด แน่ ๆ!”
“ฮ่าฮ่า มาเดิมพันกันไหมล่ะ” สวี่หยางหัวเราะ
“เดิมพันเรื่องอะไรล่ะ” หลินไห่ถังเอ่ยอย่างสงสัย
“เดิมพัน…”
“ข้าไม่เสี่ยงหรอก เจ้าอาจมีกลอุบายใดซ่อนเร้นอยู่แน่ พวกข้าไม่หลงกลเป็นอันขาด!!”
เสิ่นม่านอวิ๋นราวกับนึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบปรามทันที
เมื่อพวกนางได้ฟังก็พากันพยักหน้าและมองสวี่หยางด้วยความระแวง
“เกือบตกหลุมพรางแล้วเรา”
เหล่าภรรยาเปล่งเสียงอย่างพร้อมเพรียง
สวี่หยางอึ้งไป “ข้าชั่วร้ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
เขากล่าวพลางส่ายหัว จากนั้นก็ได้แผ่พลังปราณของตนเองออกมา
“ขอบเขตสร้างรากฐาน ระดับแปด”
“อู้! ว้าว!!…”
“เก่งกาจนัก คาดไม่ถึงว่าเราจะคาดการณ์ผิด” หลินไห่ถังกล่าวด้วยความอิจฉา
“ก้าวขึ้นสามระดับในคราวเดียว อื้อหือ! น่าทึ่งยิ่งนัก สหายเต๋าสวี่ เราควรฉลองกันสักหน่อย!” เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยด้วยความปลาบปลื้ม
“เอาเถิด ไปกินข้าวกันก่อน ข้าเลี้ยงเอง”
ค่ำวันนี้สวี่หยางพาเหล่าภรรยาออกไปรับประทานอาหารมื้อใหญ่
ตกดึกก็สลับกันรับใช้ทีละคนไป
ถือว่าได้ระบายความอัดอั้นที่เก็บไว้ถึงสามเดือน
คืนนั้น ผ้าปูที่นอนถึงกับเปียกโชก
………
รุ่งเช้า
สวี่หยางรีบเปิดหน้าต่างระบบ
ทุกครั้งที่พลังปราณเพิ่มขึ้นจะมีรางวัลใหญ่
คราวนี้ขึ้นสามระดับรวดเดียว ตอนนี้สวี่หยางคาดหวังมาก ภรรยาทั้งห้าจะนำรางวัลอะไรมาให้เขากัน
ที่น่ากล่าวถึงคือ
เมื่อคืนหลังจากที่เลื่อนขั้น เขาก็ได้ส่งข่าวไปหาเหอซีเสวี่ย
ดังนั้นตอนนี้เหอซีเสวี่ยก็รู้เช่นกันว่าพลังปราณของเขาเพิ่มขึ้น งั้นฝั่งนางก็ต้องมีรางวัลใหญ่เช่นกันสิ
พอดูรางวัลแล้วสวี่หยางถึงกับอึ้งไปเลย
เพราะรางวัลในครั้งนี้ มันช่างน่าตกใจสำหรับเขาเหลือเกิน
แม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานก็ยังต้องหมายปอง
โดยเฉพาะรางวัลที่เหอซีเสวี่ยนำมาให้นั้นช่างน่ากลัวเหลือเกิน
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….