ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 257 เขตแดนลับมังกรดินได้เปิดออกแล้ว!
บทที่ 257 เขตแดนลับมังกรดินได้เปิดออกแล้ว!
[เนื่องจากเจ้าเลื่อนสามขั้นติดต่อกัน ภรรยาหลินอวี้จึงรู้สึกตื่นเต้นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ได้รับคะแนนพิเศษ 200 แต้ม ได้รับประสบการณ์การฝึกฝนห้าปี ได้รับประสบการณ์การฝึกฝนแบบสุ่มห้าปี ได้รับศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง ระดับสาม : ขวดกลืนฟ้า]
[เนื่องจากเจ้าเลื่อนสามขั้นติดต่อกัน ภรรยาเสิ่นม่านอวิ๋นจึงรู้สึกตื่นเต้นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ได้รับคะแนนพิเศษ 200 แต้ม ได้รับประสบการณ์การสร้างยันต์ห้าปี ได้รับประสบการณ์การสร้างยันต์แบบสุ่มห้าปี ได้รับพู่กันสร้างยันต์ขั้นสูง ระดับสาม : พู่กันสร้างยันต์วารี]
[เนื่องจากเจ้าเลื่อนสามขั้นติดต่อกัน ภรรยาหลินหวั่นชิงจึงรู้สึกตื่นเต้นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ได้รับคะแนนพิเศษ 200 แต้ม ได้รับประสบการณ์การฝึกฝนห้าปี ได้รับประสบการณ์การฝึกฝนแบบสุ่มห้าปี ได้รับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ : แพรเก้าเซียนหลิวหลี]
[เนื่องจากเจ้าเลื่อนสามขั้นติดต่อกัน ภรรยาหลินไห่ถังจึงรู้สึกตื่นเต้นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ได้รับคะแนนพิเศษ 200 แต้ม ได้รับประสบการณ์การหลอมยาห้าปี ได้รับประสบการณ์การหลอมยาแบบสุ่มห้าปี ได้รับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ : เตาเก้ามังกรกลืนมุก]
[เนื่องจากเจ้าเลื่อนสามขั้นติดต่อกัน ภรรยาเหอซีเสวี่ยจึงรู้สึกยินดีด้วย รู้สึกว่าขอบเขตจินตานนั้นยังมีหวัง ได้รับคะแนนพิเศษ 2000 แต้ม ได้รับประสบการณ์การฝึกฝนแบบสุ่มยี่สิบปี ได้รับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขั้นยอดเยี่ยม ระดับสี่ : ชุดคลุมสีม่วงลายหงส์ ได้รับหุ่นเชิดขั้นกลาง ระดับสาม : หุ่นเชิดเกราะงูเหินเวหา]
…………
สวี่หยางค้นพบว่า
พลังปราณของภรรยาสูงเท่าไร สมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับก็ยิ่งมีคุณภาพดีเท่านั้น
ตัวอย่างเช่นหลินหวั่นชิงและหลินไห่ถัง พวกนางมีพลังปราณที่แข็งแรง จะได้รับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่โดยตรง
จริง ๆ แล้วนั้น!
หลังจากถึงระดับสี่แล้ว จะไม่เรียกว่าศัสตราศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป
แต่คือสมบัติศักดิ์สิทธิ์!!
และจะไม่มีการแบ่งขั้นสูง กลาง ต่ำอีกด้วย
เนื่องจากสมบัติศักดิ์สิทธิ์แต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถประเมินระดับความสามารถของสมบัติศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างแม่นยำได้ อย่างมากก็แค่แบ่งคุณภาพเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขั้นยอดเยี่ยมและสมบัติศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาได้เท่านั้น
เหอซีเสวี่ยในฐานะผู้อยู่ในขอบเขตจินตานจึงได้รับของวิเศษถึงสองอย่าง
สมบัติศักดิ์สิทธิ์ขั้นยอดเยี่ยม ระดับสี่ เสื้อคลุมสีม่วงลายหงส์
เสื้อคลุมนี้ แค่ฟังชื่อก็น่าจะรู้ว่าเป็นของผู้หญิง
ข้อดีก็ไม่ต้องพูดถึง เสื้อคลุมระดับสามล้วนมีครบ
แต่ข้อดีที่ดีที่สุดคือ ความสามารถในการป้องกัน
สามารถต้านทานการโจมตีร่างวิญญาณของผู้บำเพ็ญมนุษย์ได้ถึงสองครั้ง!
นั่นก็หมายความว่าผู้ที่ถือสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้จะมีถึงสองชีวิต
แม้แต่ร่างวิญญาณของผู้บำเพ็ญมนุษย์ยังต้องโจมตีถึงสองครั้ง หากเจอขอบเขตจินตานยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ตอนนี้สวี่หยางกำลังตัดสินใจว่าจะให้เสื้อคลุมนี้แก่ภรรยาคนไหน
คิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกว่าของรางวัลที่เหอซีเสวี่ยได้มานั้นเหมาะที่จะมอบให้นาง
ยิ่งไปกว่านั้นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ ไม่ใช่ว่าใครก็ใช้ได้
เช่น หากให้หลินหวั่นชิงสวมใส่ อาจจะถูกนินทาว่าดูโอ้อวดมากเกินไปหรือไม่ ถ้าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานใช้สมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ เขาคิดว่าคงจะทำให้พลังวิญญาณของผู้บำเพ็ญมนุษย์หมดไปทันทีในการใช้งานครั้งแรก
นั่นหมายความว่าไม่สามารถใช้งานได้เลย!!
ดังนั้นจึงมีเพียงเหอซีเสวี่ยเท่านั้นที่ใช้ได้
“อืม ครั้งที่แล้วเพิ่งสัญญากับเซียนเหอไปว่าจะให้ของขวัญนาง งั้นก็เอาอันนี้แหละ แต่ว่า…”
สวี่หยางเกิดความกังวลอีกครั้ง!
จะอธิบายที่มาของสมบัติอย่างไร
เหอซีเสวี่ยไม่เหมือนภรรยาคนอื่น ๆ
ภรรยาคนอื่น ๆ นั้นเชื่อฟัง เอาการเอางาน ไม่ซักไซ้ถามไถ่
แต่เหอซีเสวี่ยคือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน อาจจะซักไซ้ไล่เลียงไม่เลิกรา
และความรู้สึกที่ดีของนางก็อยู่ที่ 85 เท่านั้น ไม่สามารถรับรองความจงรักภักดีได้เต็มสิบส่วน
“ค่อยว่ากันทีหลัง รอให้ความรู้สึกที่ดีถึง 90 ค่อยพิจารณา”
……
ต่อมาสวี่หยางจึงหันไปดูศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขวดกลืนฟ้าขั้นสูง ระดับสาม
เมื่อเห็นคำอธิบายของขวดกลืนฟ้า เขาก็อดหัวเราะไม่ได้
ไม่คิดว่าจะมีของดีเช่นนี้อยู่
สิ่งนี้สามารถกลืนทุกสิ่งได้!!
จึงเรียกว่าขวดกลืนฟ้า
มีคุณสมบัติสามประการ
ประการแรก สามารถกลืนสิ่งของได้ คุณสมบัติเทียบเท่าถุงเก็บของ
ยามปกติ เขาสามารถซ่อนขวดกลืนฟ้าไว้ยังจุดตันเถียน และเก็บถุงเก็บของไว้ในนั้นได้ แม้จะมีผู้มาตรวจสอบ ย่อมไม่ต้องกังวล ด้วยของวิเศษล้วนเก็บอยู่ในขวดกลืนฟ้าทั้งสิ้น
ประการที่สอง สามารถกลืนกินพลังได้
ไม่ว่าการโจมตีใดล้วนแต่สามารถกลืนกินได้
กระนั้นหากพลังนั้นเหนือกว่าพลังของเจ้าตัวมากเกินไป เขาก็มิอาจกลืนกินได้ แต่หากกลืนกินพลังมาแล้ว ก็ยังสามารถปลดปล่อยพลังนั้นออกไปได้ ทว่าประสิทธิภาพจะลดลงมากเช่นกัน
ประการนี้ คล้ายคลึงกับกระจกโบราณซานชิงที่เหอซีเสวี่ยมอบให้เขา
ประการที่สาม สามารถกลืนกินผู้คนได้
กล่าวได้ว่าสิ่งนี้มิต่างจากสมบัติวิเศษของราชาวานรแห่งไซอิ๋ว เพียงแค่เปล่งเสียงเรียกชื่อคนผู้นั้นยามอ่อนแอหรือขาดสติ ก็จะสามารถจองจำคนเหล่านั้นไว้ในขวดกลืนฟ้าได้
ถึงอย่างนั้นก็ย่อมมีข้อจำกัด
ประการแรก ระดับมิอาจสูงจนเกินไป ประการถัดมา ผู้คนเหล่านั้นควรมีอาการบาดเจ็บ ปราศจากเรี่ยวแรงต่อต้าน
ยิ่งไปกว่านั้น จิตเทวะของตนเองต้องเหนือกว่าอีกฝ่ายเสียก่อน
จากนั้นก็มาดูพู่กันสร้างยันต์วารี
สำหรับพู่กันสร้างยันต์วารีระดับสามนั้นมิต้องเอ่ยถึง ด้วยเมื่อได้พู่กันสร้างยันต์วารีนี้มา อัตราความสำเร็จในการวาดยันต์ก็จะเพิ่มสูงมาก
สำหรับแพรเก้าเซียนหลิวหลี เมื่อถึงเวลาก็จะมอบให้หลินหวั่นชิงใช้ ทว่ากระนั้นแพรเก้าเซียนหลิวหลีนั้นเป็นสิ่งทรงพลังระดับสี่ แต่ด้วยพลังปราณของนางในขณะนี้ยังมิอาจใช้มันในวงกว้างได้ สูงสุดก็เพียงใช้ได้ราวครั้งสองครั้งเท่านั้น
เตาเก้ามังกรกลืนมุก เป็นเตาหลอมยา
ถึงแม้จะอยู่ระดับสี่ แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานก็ใช้ได้สบาย ๆ
สุดท้ายก็คือ หุ่นเชิดขั้นกลางระดับสาม หุ่นเชิดเกราะงูเหินเวหา!!
คุณภาพขั้นกลาง ระดับสาม โดยทั่วไปสามารถรับมือกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานได้
หากรับมือกับขอบเขตจินตาน อาจจะยังไม่ไหว
เมื่อเทียบกับคน หุ่นเชิดก็ยังห่างไกลกันมาก หุ่นเชิดเป็นสิ่งของที่ยังคงต้องใช้คนสั่งการอยู่
………
“สามี มีความสุขอะไรอยู่หรือ?”
หลินหวั่นชิงตื่นขึ้น นวดหน้าผากของนาง เมื่อคืนออกแรงเสียจนดึกเกินไป จนตอนนี้เมื่อยล้าไปทั้งตัว
แต่พอพูดถึงเรื่องนั้นแล้ว
สามเดือนแห่งการอดทน เมื่อคืนได้ปลดปล่อยออกมาทีเดียว ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก
ตอนนี้มองไปที่สวี่หยาง ราวกับมองของรักของหวง
สวี่หยางยิ้ม “กลับมาคราวนี้ ข้าก็มีของขวัญมาฝากด้วย ยังมีของดี ๆ อีก”
“ของขวัญอะไรกันนะ”
ทันใดนั้นเองที่หลินหวั่นชิงได้รับ แพรเก้าเซียนหลิวหลี
เสิ่นม่านอวิ๋นได้รับ พู่กันสร้างยันต์วารี
หลินอวี้ได้รับ หุ่นเชิดเกราะงูเหินเวหา
หลินไห่ถังได้รับ เตาเก้ามังกรกลืนมุก
ส่วนสวี่หยาง เก็บขวดกลืนฟ้าไว้กับตัว
เพราะสิ่งนี้มีประโยชน์มหาศาลสำหรับเขา
ปกติแล้ว เขาจะเก็บของมีค่าทั้งหมดไว้ในถุงเก็บของ คุณภาพดีที่สุดจะถูกซ่อนไว้ที่ด้านในเสื้อผ้า
เมื่อคิดทบทวนดี ๆ แล้ว มันก็ยังไม่ปลอดภัยพอ
เพราะเมื่อเผชิญหน้ากับขอบเขตจินตาน หรือแม้แต่ร่างวิญญาณ ก็อาจถูกแย่งชิงไปได้ เช่นนั้นก็จบเห่กันพอดี
แต่ขวดกลืนฟ้ากลับแก้ไขปัญหานี้ได้โดยตรง
เขาใส่ถุงเก็บของเข้าไปในขวดกลืนฟ้า เพียงแค่นึกในใจครู่เดียว
ขวดกลืนฟ้าก็เคลื่อนตัวเข้าสู่จุดตันเถียนของเขา
“สามี เจ้าบอกว่ามันมีประโยชน์อย่างไรรึ?”
หลินหวั่นชิง ผู้ได้รับของดีไปแล้วตอนนี้เสียงนางช่างอ่อนหวานยิ่งกว่าเก่า
เสียงนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน สวี่หยางถึงกับขนลุกไปทั้งตัว ทว่าครู่ต่อมา เขาก็กลับรู้สึกไม่คุ้นชินอีกแล้ว
สวี่หยางมองไปที่ภรรยาทั้งสี่คนที่บอบบางอ่อนหวาน เจ้าเล่ห์ และเจ้าชู้ แล้วก็ลูบไปที่คางของตนเอง พิจารณาว่าจะให้ประสบการณ์การบ่มเพาะแก่พวกนางโดยตรง ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
ค่อยให้ก็ได้
“ไว้ข้าค่อยบอกพวกเจ้าก็แล้วกัน”
สวี่หยางลูบท้อง พลางโบกมือให้ “ไปเตรียมอาหารเถอะ ข้าหิวแล้ว”
………
ต่อมาไม่กี่วัน สวี่หยางได้ถ่ายทอดประสบการณ์การฝึกฝนให้แก่เหล่าภรรยา
พวกนางได้รับประโยชน์อย่างมาก
ในบรรดาภรรยาของเขา หลินไห่ถังก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับสามได้สำเร็จ
ยามนี้นางและหลินหวั่นชิงมีพลังปราณเท่ากันแล้ว
ผ่านมาเพียงพริบตาเดียว
เขตแดนลับมังกรดินก็ใกล้เปิดแล้ว
“อีกสิบวันข้างหน้าเขตแดนลับมังกรดินจะเปิดออกแล้ว พวกเราจะออกเดินทางก่อน เพื่อเตรียมหาที่พักดี ๆ”
สวี่หยางกางแผนที่ออกมาพร้อมกล่าวแก่ภรรยาทั้งสี่
ครอบครัวนี้ได้เก็บสัมภาระพร้อมเดินทางแล้ว
ในเวลานี้ มีคนสองคนโผทะยานเข้ามา
นั่นก็คือสวีจื่อรั่วกับสวีเชี่ยนเชี่ยน
หลังจากสวีเชี่ยนเชี่ยนได้รับยาสร้างรากฐานขั้นยอดเยี่ยมที่สวี่หยางให้ นางก็ก้าวสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้สำเร็จ
สวี่หยางยังเตรียม ‘ร่มพันกล’ ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง ระดับหนึ่งให้นางอีกด้วย
เพื่อหวังให้สวีเชี่ยนเชี่ยนกับสวีจื่อรั่วมีอัตราการมีชีวิตรอดที่สูงขึ้น ตอนนั้นหากได้อะไรดี ๆ จะได้แบ่งให้เขา
“สหายเต๋าสวี่ พวกเรามาแล้ว พวกเจ้าเตรียมตัวเสร็จหรือยัง” สวีจื่อรั่วลงจากเรือวิญญาณ หันมาพยักหน้าให้สวี่หยาง
“เตรียมตัวเสร็จแล้วเช่นกัน งั้นเราออกเดินทางกันเลย”
เขาส่งเสียงบอกเสิ่นปิงว่าจะออกไปข้างนอกไม่กี่วัน
“สหายเต๋าสวี่ไม่ต้องเป็นห่วง”
เสิ่นปิงตอบกลับมา
“สหายเต๋าสวี่ ไปด้วยกันเถอะ” หนิงเฟยก็ทะยานเข้ามาสมทบ
“ได้”
ตั้งแต่ที่หนิงเฟยโดนสวี่หยางจับได้ว่ามีจุดอ่อ นเขาก็เสมือนเป็นน้องชายคนเล็กของสวี่หยางไปแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามติดเป็นเงา
อย่างเช่นตอนนี้ เขาอาสาเป็นคนพายเรือเองเลย
เรือส่านหลิงเฟยของเขาค่อนข้างใหญ่ พอรองรับคนได้มากกว่าสิบคน
ภรรยาทั้งสองของหนิงเฟยก็มาด้วยเช่นกัน สองครอบครัวต่างก็หัวเราะและพูดคุย มุ่งหน้าไปยังเขตแดนลับมังกรดิน
เขตแดนลับมังกรดินตั้งอยู่ที่บริเวณพื้นที่ราบสูง เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน
ห้าวันผ่านไป
เรือวิญญาณได้มาถึงเทือกเขาที่ว่าแล้ว
เบื้องล่างนั้นมีสัตว์อสูรหลายชนิดอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บำเพ็ญระดับหนึ่ง
แต่สำหรับผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว ล้วนแต่ไม่มีอันตรายใด ๆ
แน่นอนว่า เส้นทางที่พวกเขาเลือกนั้นอ้างอิงจากแผนที่ ซึ่งล้วนเป็นเส้นทางที่ผู้อื่นเคยผ่านมาก่อน พื้นฐานแล้วจึงไม่น่าจะเผชิญกับสัตว์อสูรที่เก่งกล้านัก
เนื่องจากมีผู้คนเดินทางค่อนข้างมาก จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเจอโจรผู้ฝึกตนออกมาอาละวาด
พอมาถึงที่นี่ สวี่หยางก็พบว่ามีผู้บำเพ็ญมนุษย์จำนวนไม่น้อยที่อยู่ในระหว่างการเดินทาง
แม้กระทั่งพบผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานหรือแม้แต่ขอบเขตเจินตาน ก็กำลังมุ่งหน้าไปที่นั่น
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องการให้รุ่นหลังของตนได้เข้าสู่เขตแดนลับเพื่อแสวงหาโอกาส
เช่นเดียวกับสวี่หยาง ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่แกร่งกล้าทั้งหลายก็มอบทรัพยากรให้กับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานบางส่วน โดยหวังว่าพวกเขาจะได้ประโยชน์อะไรบางอย่าง แล้วค่อยนำมาแบ่งกัน
“ใกล้ถึงแล้ว”
หนิงเฟยมองดูเทือกเขาที่ทอดตัวยาวเหยียดอยู่เบื้องหน้า ราวกับมังกรยักษ์หมอบอยู่
นี่คือเทือกเขามังกรดิน
ยามนี้บนยอดเขาเบื้องหน้ามีเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์กระจายอยู่ประปราย
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน
สวี่หยางส่งสารให้หวงเสี่ยวเหมย
ก่อนหน้านี้พวกเขาได้นัดหมายกันว่าที่นี่เป็นจุดนัดพบ
“ข้าเพิ่งมาถึงเมื่อวาน เจ้าอยู่ที่ใด ข้าจะไปหาเจ้าเดี๋ยวนี้” หวงเสี่ยวเหมยตอบกลับ
สวี่หยางบอกที่อยู่ของตนไป
…………
“สหายเต๋าสวี่ ข้าพบสหายร่วมตระกูลของข้าแล้ว เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว”
หนิงเฟยคำนับสวี่หยาง
ในครั้งนี้หนิงเฟยเดินทางเข้ามาในเขตแดนลับพร้อมกับมิตรสหายร่วมตระกูล
สวี่หยางพยักหน้า “ระวังตัวด้วย”
“อืม ลาก่อน” หนิงเฟยนำสองภรรยาของตน มุ่งตรงไปยังที่ตั้งของผู้บำเพ็ญตระกูลหนิง
“สหายเต๋าสวี่ ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้”
ทันใดนั้น เสียงอันไพเราะก็ดังขึ้น
สวี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย
สำหรับเสียงนี้เขาไม่ค่อยชื่นชอบนัก
เพราะผู้มาเยือนนั้นคือ ฟ่านเหม่ยเหม่ย
นางผู้นี้เขาเคยพบที่เกาะสัตตะรัศมี ในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ นางคอยทอดสะพานหาเขาอยู่ตลอดเวลา ทำให้สวี่หยางสงสัยว่านางมีจุดประสงค์แอบแฝงอื่น
ทว่าหลังจากนั้น นางก็ไม่แสดงตัวอีกเลยทำให้เขาเผลอลังเลว่าตนเองคิดมากไปหรือไม่
ผู้คนทั่วไปอาจเพียงแค่เห็นว่าเขาหน้าตาดี เลยเข้ามาทอดสะพานก็เป็นได้ ไม่ใช่หรือ?
ทว่าในเวลานี้กลับตอกย้ำความสงสัยเดิมของเขาได้อีกครั้ง
ฟ่านเหม่ยเหม่ยผู้นี้ย่อมต้องมีอะไรแอบแฝงเป็นแน่
มิฉะนั้นแล้ว ท่ามกลางผู้คนมากมายไฉนจึงได้มีโชคมาพบเจอเขาได้เล่า
สวี่หยางกล่าวพร้อมกับแฝงรอยยิ้ม “แม่นางฟ่าน …ช่างบังเอิญแท้ เจ้ามาเพียงลำพังหรือ?”