ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 258 ได้พบสหายเก่ามากมาย
บทที่ 258 ได้พบสหายเก่ามากมาย
ฟ่านเหม่ยเหม่ยเอ่ยเสียงออดอ้อนว่า “ข้ากับสหายร่วมสำนักมาด้วยกัน”
นางชี้ไปทางไม่ไกลนัก ซึ่งมีชายหญิงคู่หนึ่งยืนพูดคุยกันอยู่โดยหันหลังให้พวกเขา
สวี่หยางรู้สึกใจหวั่นไหว
ชายผู้นั้นดูคุ้นหน้า เขาเคยพบเจอกันมาแล้วครั้งหนึ่ง
ที่โรงประมูลตระกูลสวี ขณะที่พบเจอโจวป๋อซู่ บุรุษผู้นั้นก็ติดตามโจวป๋อซู่มา
เหมือนจะชื่อหวังลี่ฉวิน เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตาน
เวลานี้
สวี่หยางนึกอะไรขึ้นมาได้
จู่ ๆ ก็รู้สึกเย็นวูบวาบที่หลัง
หวังลี่ฉวินเป็นบริวารของโจวป๋อซู่ อาจเป็นไปได้หรือไม่ที่โจวป๋อซู่ส่งฟ่านเหม่ยเหม่ยมาสืบหาเรื่องราวของเขา
‘โจวป๋อซู่ไม่น่าจะรู้ว่าเขาเป็นผู้ช่วยเหลือเหอซีเสวี่ยให้ก้าวสู่ขอบเขตจินตาน ไม่เช่นนั้นคงจะจัดการเขาในทันที โจวป๋อซู่คงเพียงแค่คาดเดาตัวตนของเขาเท่านั้น’
สวี่หยางพึมพำอยู่ในใจ คุยกับฟ่านเหม่ยเหม่ยบ้างไม่คุยบ้าง
“ครั้งนี้ข้าเพียงแค่มาเพื่อความครึกครื้น ไม่ได้คิดเข้าไปในเขตแดนลับ”
สวี่หยางอธิบายพร้อมรอยยิ้มในขณะที่เผชิญหน้ากับฟ่านเหม่ยเหม่ยที่กำลังต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น
“อะไรนะ เจ้ าจะไม่เข้าไปในเขตแดนลับหรือ” ฟ่านเหม่ยเหม่ยร้องด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ ข้าพลังปราณไม่สูงนัก”
“สหายเต๋าสวี่พูดเล่นแล้วกระมัง เจ้าคือผู้มีพรสวรรค์สูงสุดที่เข้าไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในปีนี้เลยนะ ได้ยินว่าเซียนเหอเองยังตกใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ จึงได้ไปที่นั่นเพื่อดูเจ้าเป็นพิเศษด้วย”
ยามที่ฟ่านเม่ยเม่ยเอ่ยถึงเซียนเหอนี้ นางจ้องมองไปยังดวงตาของสวี่หยางเป็นพิเศษ
สวี่หยางมีแววตาที่สงบราวกับสายน้ำ ไร้ซึ่งคลื่นใด ๆ เขาเอ่ยตอบว่า “วันนั้นข้าได้ยินมาว่านางเพียงแค่บังเอิญผ่านมา ข้าก็รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก เหนือความคาดหมายอยู่บ้าง! น่าเสียดายที่ยามข้าออกมา เซียนเหอได้จากไปเสียแล้ว น่าเสียดายยิ่งนัก…”
“ข้ายังนึกว่าสหายเต๋าสวี่รู้จักนางมาก่อนเสียอีก”
“รู้จักสิ ข้ารู้จักนาง แต่นางอาจจะไม่รู้จักข้าสักเท่าไรก็ได้”
สวี่หยางแสดงสีหน้าจริงใจ
หลังจากพูดคุยกันไปพักใหญ่
หลินไห่ถังเดินเข้ามา “สามี พวกสหายของเรามาแล้ว เราควรจะไปรวมตัวกันได้แล้วนะ”
“เช่นนั้น สหายเต๋าฟ่าน ข้าขอลา”
สวี่หยางจากไป
ฟ่านเหม่ยเหม่ยเฝ้ามองแผ่นหลังของสวี่หยาง นางครุ่นคิดอย่างลับ ๆ ว่า ระหว่างสวี่หยางและเซียนเหอนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันหรือไม่
ไม่นานสวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยก็ได้มาพบกัน
หวงเสี่ยวเหมยเห็นสวีจื่อรั่วก็แปลกใจ
เมื่อทราบว่าอีกฝ่ายจะเข้าไปในเขตแดนลับ ทั้งสองจึงตัดสินใจร่วมมือกัน เพราะว่ายิ่งมีพวกพ้อง ความสำเร็จก็ยิ่งราบรื่นกว่าเดิม
สวี่หยางบอกข้อควรระวังต่าง ๆ กับพวกนาง
โดยเฉพาะต้องระมัดระวังฟ่านเหม่ยเหม่ยที่เพิ่งผ่านมาเมื่อครู่
“ข้าสงสัยว่า หญิงผู้นี้จงใจเข้าหาข้า พวกเจ้าคือมิตรสหายของข้าจึงต้องระวังอย่าให้ถูกนางหมายหัว”
สวี่หยางเตือน
หวงเสี่ยวเหมยตอบอย่างไม่ลังเล “เช่นนั้น ถ้าข้ามีโอกาส ข้าจะจัดการนางให้เจ้าแล้วกัน”
สวี่หยางหัวเราะ เขาชื่นชอบหวงเสี่ยวเหมยที่มีนิสัยฉุนเฉียวเช่นนี้
“เช่นนั้นก็ยิ่งดี”
ระหว่างที่พูดคุย
สวี่หยางสัมผัสได้ถึงลมปราณขอบเขตจินตานที่แข็งแกร่งแผ่ซ่านมาจากที่ไกล ๆ
จิตใจของสวี่หยางสั่นไหว เพราะในเวลานี้เขาได้รับการติดต่อจากเหอซีเสวี่ย
“สวี่หยาง ตอนนี้ข้าอยู่บนเรือวิญญาณไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมาก่อนข้า”
สวี่หยางครุ่นคิดสักครู่ แล้วเล่าเรื่องที่ฟ่านเหม่ยเหม่ยเข้าหาตนเองให้นางฟัง
“ฟ่ายเหม่ยเหม่ย? นางกับหวังลี่ฉวินล้วนเป็นคนของโจวป๋อซู่ ดูเหมือนโจวป๋อซู่จะแอบสืบเรื่องเจ้า”
เหอซีเสวี่ยคาดเดา พลางกล่าวต่อ “ไม่ต้องกังวล กลับไปข้าจะจัดการพวกเขาเอง”
กล่าวจบ
เรือวิญญาณของเหอซีเสวี่ยก็มาจอดในจุดที่เหมาะเจาะ
ผู้บำเพ็ญมนุษย์จำนวนมากก็ไปพบปะ เยี่ยมเยียนกัน
เรือวิญญาณด้านบน ผู้ที่ก้าวออกมาเป็นคนแรกก็คือเหอซีเสวี่ย นางสวมชุดกระโปรงยาวสีม่วงสร้างความตะลึงให้แก่ผู้คนโดยรอบ
เบื้องหลังนาง มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานและเจินตานตามมาหลายคน
เหอซีเสวี่ย ในฐานะผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน และเป็นถึงลูกศิษย์คนโปรดของชิงหนิวเจินเหริน เหล่าผู้ติดตามจึงมีมากมาย
บุคคลเหล่านี้คอยดูแลผลประโยชน์ในเมืองเซียนให้เหอซีเสวี่ย ช่วยขยายอำนาจ แม้แต่ตัวพวกเขาเองก็ยังได้ประโยชน์มหาศาล
“คำนับเสวี่ยหยางเจินเหริน”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ใกล้เคียงต่างก็กล่าวทักทายพร้อมกันอย่างเคารพ
“ไม่ต้องมากพิธี สถานการณ์ของเขตแดนลับเป็นเช่นไรบ้าง?”
เหอซีเสวี่ยเอ่ยถามเรียบ ๆ
“ทางเข้าเขตแดนลับแลปรากฏขึ้นแล้ว แต่ยังมีเกราะพลังอยู่ คาดว่าภายในไม่กี่วันนี้ทางเข้าจะเปิดออกโดยสมบูรณ์ เมื่อถึงเวลานั้นผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าขอบเขตสร้างรากฐานก็สามารถเข้าไปได้”
ผู้อาวุโสของเมืองเซียนผู้หนึ่งรายงาน
“ศิษย์น้องเหอ!”
โจวป๋อซู่พาเหล่าลูกน้องเดินเข้ามาทักทาย ท่าทางกระตือรือร้นยิ่งนัก
หากปราศจากคำเตือนก่อนหน้าของสวี่หยาง เหอซีเสวี่ยก็คงจะคิดว่าโจวป๋อซู่เป็นคนดี ทว่าบัดนี้…
นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้มิใช่คนดีเด่นอะไรเลย
แต่ก็ยังคงรักษาน้ำใจกันได้ดีอยู่ ท่าทีที่แสดงออกล้วนเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น
เวลาต่อมาจึงมีคนนำโต๊ะเก้าอี้มาให้ทั้งสองได้นั่ง
สวี่หยาง พร้อมด้วยภรรยาและหวงเสี่ยวเหมย รวมถึงสวีจื่อรั่ว สวีเชี่ยนเชี่ยนและผู้อื่น ก็หาที่ร่มแล้วนำโต๊ะเก้าอี้จากถุงเก็บของ ออกมานั่งดื่มชาและรอคอยอย่างสงบ
พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตที่นี่อีกหลายวัน
……
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งถึงยามค่ำ
สวี่หยางได้กางเต็นท์เรียบร้อยแล้ว
ทุกคนกำลังจุดกองไฟเตรียมรับประทานอาหารค่ำ มีเรือมหึมาอีกหนึ่งลำแล่นเข้ามา
ด้านบนมีกลิ่นอายของขอบเขตจินตานที่แข็งแกร่งอย่างน้อยสามคน
“อื้ม!! ผู้คนจากเคหาสน์เขาเทพดาบมาเยือนแล้ว”
มีคนโพล่งออกมา
“ได้ยินว่าเคหาสน์เขาเทพดาบเพิ่งจะมีอัจฉริยะโผล่มา เป็นศิษย์ต่างแซ่อายุยังน้อย แต่เข้าใจเจตจำนงแห่งดาบ!”
“เหมือนว่าจะเป็นอัจฉริยะจากแดนเหนือ ผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลหลิน ชื่อหลินอี้เตา!!”
“ใช่ ๆ ๆ เขาคนนั้นแหละ!!”
“เจ้าหมอนี่ฝ่าเข้าไปในเคหาสน์เขาเทพดาบ เพียงแค่หนึ่งวันก็สังหารและฝ่าหุ่นเชิดออกมาได้ ทำลายสถิติของเคหาสน์เขาเทพดาบซะเละไปเลย!!”
“เด็กคนนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก”
“ได้ยินว่า เคหาสน์เขาเทพดาบ สนใจจะชักนำให้เจ้าหมอนี่มาแต่งงานกับลูกสาวตน”
“ใช่ ๆ ๆ มีเรื่องนี้ด้วย น่าแปลกใจ ทั้งที่เคหาสน์เขาเทพดาบเก่งขนาดนี้ แต่กลับจะให้ลูกสาวแต่งงานกับเด็กคนนั้น นั่นหมายความว่าคิดมาดีแล้วเป็นแน่”
ได้ยินผู้คนรอบข้างซุบซิบ สวี่หยางกับหลินหวั่นชิงก็สบตากัน
คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้หลินอี้เตาจะก้าวหน้ามาขนาดนี้
สวี่หยางถอนหายใจ
เวลานั้นหลินหวั่นชิงลองส่งสารไปถึงหลินอี้เตา
พวกเขาเป็นคนตระกูลเดียวกัน เคยมีการส่งสารก่อนหน้า แต่ก็ไม่ได้ติดต่อกันมาก นางก็ไม่รู้ว่าตอนนี้หากติดต่อหลินอี้เตา ยันต์ส่งข่าวแบบเก่าจะติดต่อได้ไหม
ครู่ต่อมา หลินหวั่นชิงก็ได้รับสาร
หลินอี้เตาบอกว่า ตอนนี้เขาอยู่ที่เรือวิญญารของเคหาสน์เขาเทพดาบ จะมาพบทีหลัง
หลินหวั่นชิงรายงานเรื่องราวแก่สวี่หยาง สวี่หยางพยักหน้ารับ “อืม ติดต่อไปก็ดีเหมือนกัน”
มิตรสหายมาก หนทางก็มากยิ่งขึ้น ยิ่งตอนนี้ชีวิตของหลินอี้เตาดีขนาดนี้ ต่อไปอาจจะช่วยเหลือกันได้
หลังจากรับประทานของอร่อยเเล้ว เงาที่ดูคมเข้มก็ปรากฏขึ้นไม่ไกล
ไม่ใช่ใครอื่น เป็นหลินอี้เตาต่างหาก!
หลายปีที่ไม่ได้พบหน้า
หลินอี้เตาสูงขึ้นเล็กน้อย ด้านหลังไม่ได้สะพายดาบเล่มเดียวเเล้ว เเต่กลับสะพายดาบสองเล่มแทน
อันหนึ่งสั้น อันหนึ่งยาว
สวมชุดรัดกุม เเต่ไม่ใช่เสื้อคลุมที่ดูมีค่าเเค่สวมเพียงชุดของคนธรรมดา
สวี่หยางถอนหายใจ
หลินอี้เตายังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรมีค่าติดตัวเลย
ในขณะที่เขากำลังสำรวจหลินอี้เตา หลินอี้เตาก็สำรวจเขาเช่นกัน!
เตาเหล่า “เป็นไปได้อย่างไร? ขอบเขตของคนผู้นนี้คือสร้างรากฐานระดับแปดหรือ?”
หลินอี้เตาตกใจอย่างมาก!!
เขานึกว่าการพัฒนาพลังปราณของตนเองรวดเร็วเเล้ว ที่ไหนได้สวี่หยางกลับยิ่งเร็วกว่า
นี่ผ่านไปนานเเค่ไหนแล้วเนี่ย?
แม้สวี่หยางจะปกปิดพลังปราณ และหลินอี้เตาไม่สามารถมองออก แต่เตาเหล่าผู้ที่ซ่อนอยู่ในดาบหักข้างหลังเขากลับค้นพบพลังปราณที่แท้จริงของสวี่หยางได้โดยง่าย
ในดาบหักด้านหลังมีเสียงแหบพร่าดังขึ้น “ครั้งล่าสุดที่ข้าได้พบสวี่หยางผู้นี้ ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าชายผู้นี้มีโอกาสพิเศษ โอกาสนี้เกรงว่าจะไม่เลวไปกว่าเจ้า”
“ไม่แปลกใจเลยว่า บุตรสาวคนโตของตระกูลหลิน อย่างหลินหวั่นชิงจะหมายปองเขา”
“อืม หลินหวั่นชิงมีอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานระดับสามแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ดีเท่าเจ้า แต่ก็มีศัสตราศักดิ์สิทธิ์พิเศษ พลังปราณที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ ภรรยาอีกคนหนึ่งของสวี่หยาง หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวผู้นั้นก็ไม่ธรรมดา พลังปราณอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานระดับสาม เช่นกัน…”
หลินอี้เตายิ่งฟังก็ยิ่งตกใจ “ผู้บำเพ็ญมนุษย์อย่างพวกเรา เพื่อที่จะหาสิ่งของในการฝึกตน ต่างก็พยายามอย่างสุดความสามารถ ครอบครัวของสวี่หยางมีผู้คนมากมายเช่นนี้ กลับมีการบ่มเพาะที่ดีทุกคน ทรัพยากรต่าง ๆ เหล่านี้มาจากที่ใดกัน?”
“ไม่ว่าอย่างไร การคบหาสมาคมกับคนผู้นี้จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้า หลินอี้เตา ถึงแม้ว่าเจ้าจะฝึกดาบ โดยมุ่งเน้นที่จะไม่มีความปรารถนาและความต้องการใด ๆ รวมไปถึงวิถีแห่งการสังหาร แต่ในการฝึกตนก็จำเป็นต้องมีมิตรสหายเช่นกัน ชายชราผู้นี้เคยประสบความสูญเสียจากการไม่มีมิตรสหาย สุดท้ายแล้วก็ไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ”
เตาเหล่าถอนหายใจยาว
“เข้าใจแล้ว เตาเหล่า”
ครู่หนึ่งต่อมาหลินอี้เตาเดินทางมาหาสวี่หยาง
สวี่หยางได้เตรียมชาวิญญาณไว้แล้วหนึ่งชุดแล้วก็ส่งให้หลินอี้เตาหนึ่งถ้วย
“อี้เตา…ไม่ได้พบกันนาน พลังปราณแข็งแกร่งขึ้นมากแล้วนะ เมื่อครู่ข้าได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้ามากมายเชียวล่ะ” สวี่หยางพูดพลางหัวเราะ
หลินหวั่นชิงก็เดินเข้ามา พยักหน้าทักทาย
“ที่ไหนกัน พวกนั้นล้วนแต่พูดเรื่องไร้สาระที่ผู้อื่นพูดกันไปเอง สหายเต๋าสวี่พบกันครานี้มีพลังปราณของเจ้าอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานระดับแปด แซงหน้าข้าไปมากแล้ว” หลินอี้เตาพูดอย่างตรงไปตรงมาชี้ให้เห็นถึงระดับการฝึกของสวี่หยาง
ในเรื่องนี้สวี่หยางไม่ได้แปลกใจ
กล่าวต่อ “อี้เตา เจ้าเตรียมจะเข้าไปในเขตแดนลับครั้งนี้หรือ”
“ใช่แล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าไปด้วยกันหรือไม่?”
สวี่หยางส่ายหน้าอย่างเขินอาย “ข้ากับภรรยาไปเดินเล่นกันเฉย ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปในเขตแดนลับ!”
“เดินเล่น?” หลินอี้เตาทำหน้างงงวย
เขาเดาว่า สวี่หยางคงระมัดระวังเลยไม่อยากเข้าไป
คุยกันได้สักพัก สวี่หยางก็ยื่นยันต์สองใบให้
“นี่คือยันต์แสงทองของข้า ขอมอบให้เจ้านะอี้เตา ขอให้เจ้าได้ชัยชนะใกนารเข้าไปในเขตแดนลับครั้งนี้”
หลินอี้เตาจ้องยันต์แสงทองทั้งสองใบด้วยความประหลาดใจแล้วหันไปมองสวี่หยางด้วยความสงสัย
สวี่หยางหัวเราะ “อี้เตา ยันต์หนึ่งใบนี้ ข้าให้แทนหวั่นชิง เจ้าก็เป็นพวกพ้องเดียวกันกับนาง ออกมาข้างนอกอย่างไรก็ช่วยเหลือดูแลกันด้วย”
“ส่วนอีกหนึ่งใบ ข้าให้เจ้าเป็นการส่วนตัว ขอให้เจ้าช่วยหาของสองสามอย่างให้ข้าด้วย ในการเข้าสู่เขตแดนลับครั้งนี้ หากหามาได้…ข้าจะซื้อในราคาสูง”
หลินอี้เตามึนงง เขาไม่ได้รับของทันทีแต่กลับถามว่า “ไม่ทราบว่าเจ้าต้องการให้ช่วยหาของอะไร?”
“ไข่มุกวารีขั้นสาม ไม้อสนีขั้นสี่ บัวหิมะขั้นห้า”
“บัวหิมะ หากหาไม่ได้ เป็นเมล็ดบัวแทนก็ได้”
หลินอี้เตาตกใจ “เจ้าต้องการของดี ๆ มากมายเช่นนี้ไปทำอะไร เท่าที่ข้ารู้ของที่มีค่าเหล่านี้ พลังปราณของพวกเราในตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ มีแต่เพียงร่างวิญญาณและจินตานเท่านั้นจึงจะใช้ได้”
“ข้ามีไว้ใช้เป็นการเฉพาะ เจ้าแค่หาให้ข้า ข้าก็จะซื้อในราคาสูง” สวี่หยางกล่าว
“ได้ ข้าจะช่วยสอดส่องให้”
เมื่อเรื่องราวคลี่คลาย หลินอี้เตา จึงเก็บยันต์ไปอย่างสบายใจ
หลังจากพูดคุยกันสักพักหลินอี้เตาก็ขอตัวลาจากไป
“พวกคนนั้นเป็นพวกไหนกันนะ หลินอี้เตาถึงได้ไปเยี่ยมถึงที่”
“ไม่แน่ใจนัก แต่อาจจะเป็นพวกผู้บำเพ็ญล่ะมั้ง”
“มีคนหนึ่งที่ข้าจำได้เขาเป็นผู้บำเพ็ญที่ภูเขาซานชิง เมืองเซียนชิงหนิว เป็นหัวหน้ายอดเขานามว่าสวี่หยาง ดูท่าจะมาจากตระกูลไม่ธรรมดา”
เสียงสนทนาดึงดูดความสนใจจากหลายคนให้หันมา สองชายชราสองคนหันไปมองสวี่หยาง
“ท่านอาจารย์ เซียนในแดนยมโลก!”
ชายชราตัวเตี้ยกระซิบบอก
เมื่อสองคนนั้นพูดคุยกัน สวี่หยางก็อดหันไปมองไม่ได้เช่นกัน
เขารู้สึกได้โดยธรรมชาติ สองคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น พวกเขาคือผู้บำเพ็ญมารลี่เจี้ยนเจิ้นและลูกศิษย์ของเขาเฮ่อปิงอวิ๋น
“เจ้าโง่เอ๊ย ผ่านไปหลายวันเจ้าก็ยังคงพัฒนาวิชายุทธ์ขึ้นมาก ไม่เลว ๆ มีแววถึงสามส่วนของข้าในสมัยก่อน” สวี่หยางรีบสื่อจิตบอก
………………………………………………………………………………